ข่าว

อเล็กซิส ซีพราส กับฟ้าใหม่ในแดนจอมเทพซูส

อเล็กซิส ซีพราส กับฟ้าใหม่ในแดนจอมเทพซูส

01 ก.พ. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : อเล็กซิส ซีพราส กับฟ้าใหม่ในแดนจอมเทพซูส : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                           "ฝนตกบ้านกรีซ แต่ฟ้ากลับไปผ่าที่อียู" ซึ่งตีโพยตีพายยกใหญ่ว่า ชัยชนะของอเล็กซิส ซีพราส นายกรัฐมนตรีคนใหม่แห่งแดนจอมเทพซีอุสหรือซูส ถือเป็นข่าวร้ายสุดรับศักราชใหม่และจะทำให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อนขึ้นในของสหภาพยุโรป (อียู)  
 
                           ตลาดเงินในยุโรปเกิดผันผวนอย่างหนักอีกครั้ง โดยค่าเงินยูโรอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 11 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เช่นเดียวกับตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า ทันที่ที่ทราบผลการเลือกตั้งทั่วไปในกรีซว่าอเล็กซิส ซีพราส วัย 40 ปีได้เป็นนายกรัฐมนตรีกรีซที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 150 ปีตามคาดหมาย เพราะเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อยูโรโซนโดยตรง และไม่ทันจะข้ามวัน หนุ่มใหญ่ไฟแรงซีพราสได้แถลงย้ำว่า “กรีซได้ก้าวข้ามมหันตภัยรัดเข็มขัดมาแล้ว เราทิ้งความหวาดกลัวและลัทธิอำนาจนิยมไว้เบื้องหลัง เราได้ผ่านช่วง 5 ปีแห่งความอัปยศและความเจ็บปวดมาแล้ว”  พร้อมกับให้สัญญาว่าภารกิจเร่งด่วนของตัวเองก็คือการเตรียมยกเลิกมาตรการรัดเข็มขัดตามเงื่อนไขความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจมูลค่ารวม 240,000 ล้านยูโร (ราว 9.1 ล้านล้านบาท ) ของ "ทรอยกา" อันประกอบด้วยสหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ช่วงที่กรีซประสบปัญหาเศรษฐกิจนประเทศเกือบล้มละลาย เมื่อปี 2553 
 
                           มาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มข้นนี้ทำให้ชาวกรีซเหมือนกับจมน้ำตายทั้งเป็นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ทำให้อัตราว่างงานพุ่งพรวดเดียวถึง 25.5 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอัตราว่างงานในหมู่หนุ่มสาวชาวกรีกพุ่งสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  หนี้สาธารณะสูงกว่า 320,000 ล้านยูโร หรือถ้าเทียบหนี้สาธารณะต่อหัวสูงก็ทะยานจาก 146 เปอร์เซ็นต์ทะลุเป็น 175 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของกลุ่มทรอยกาอยู่มาก และจากเงื่อนไขของทรอยกา ทำให้พรรครัฐบาลซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอังโตนิส ซามาราส ต้องปรับลดงบประมาณและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน จนกลายเป็นเงื่อนตายของลูกหลานเทพซูสที่ฆ่าตัวตายหลายสิบคน ขณะที่โบราณวัตถุอันล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์นับพันๆ ชิ้นถูกขโมยไปขาย เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนวงในสมคบกับโจรภายนอกเนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลถูกปลดจากงาน ส่วนโบราณสถานอันหาค่ามิได้ถูกปล่อยทิ้งร้างเพราะไม่มีงบสำรวจและซ่อมแซม
 
                           แม้ว่าผู้นำหนุ่มใหญ่คนใหม่ของกรีซจะยืนยันว่าไม่เคยคิดจะถอนตัวออกจากกลุ่มยูโรโซนตามที่มีข่าวลือกัน หลังจากพรรคอนุรักษนิยมได้ระบายสีระหว่างหาเสียงเลือกตั้งว่าพรรคฝ่ายซ้ายซิริซาอาจทำลายประเทศจากความกล้าบ้าบิ่นอย่างโง่ๆ จนอาจต้องหลุดจากกลุ่มยูโรโซน แต่ซีพราสย้ำว่าตัวเองยินดีจะร่วมมือกับผู้นำกลุ่มยูโรโซนเพื่อทางออกที่ “เป็นธรรมและได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย”  ด้วยการเจรจาขอให้ช่วยผ่อนคลายและปรับโครงสร้างหนี้ใหม่อย่างเป็นทางการ ตลอดจนขอให้ทรอยกาอนุมัติเงินงวดสุดท้ายจำนวน 7,200 ล้านยูโร (ราว 2.73 ล้านล้านบาท) ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ รวมทั้งขอเจรจาหารือเพื่อวางระบบการชำระเงินคืนสำหรับหนี้ส่วนที่เหลือ หลังจากหนี้ส่วนใหญ่ได้รับการชำระคืนแล้ว ไม่นับรวมไปถึงเรื่องการเตรียมขอกู้เพิ่มเพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ 
 
                           ซีพราสกล่าวว่า “สิ่งแรกที่เราจะทำคือการเยียวยารักษาบาดแผลจากวิกฤติ... สิ่งสำคัญที่สุดของเราคือการกอบกู้ศักดิ์ศรีที่ประเทศชาติและประชาชนของเราสูญเสียไป...พรรคของผมไม่ใช่ปีศาจเลวร้ายหรือคุกคามยุโรป แต่เป็นเสียงที่มีเหตุผลที่แท้จริง" ขณะที่ส.ส.ลูกพรรคซิริซาหลายคนยืนยันว่าพรรคได้เปลี่ยนแนวทางเป็นนักปฏิบัติที่แท้จริง  "พวกเราไม่มีทางจะนำพาประเทศไปสู่หายนะ ไปสู่ภาวะล้มละลายอย่างที่ถูกกล่าวหา ยังดีที่ยังไม่ได้กล่าวหาว่าพวกเราเตรียมการจะลักขโมยเด็กๆ หรือลักพาตัวเมียของคนอื่น" 
 
                           หากการเจรจาขอกู้เงินเพิ่มจากทรอยกาประสบความสำเร็จ รัฐบาลใหม่กรีซวางแผนจะใช้เงิน 120,000 ล้านยูโรกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เริ่มด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนจาก 580 ยูโร (ราว 22,040 บาท) เป็น 751 ยูโร (ราว 28,538 บาท)  และจะอัดฉีดเงินอีก  3,000 ล้านยูโรในการจ้างงานเพิ่ม 300,000 ตำแหน่งทั้งในภาครัฐและเอกชน  ระงับโครงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกด้าน และการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณของกระทรวงและหน่วยงานในภาครัฐ ตลอดจนลดขนาดของกองทัพอันอุ้ยอ้ายให้กะทัดรัดมากขึ้น ยกเลิกการใช้ตำรวจปราบจลาจลและห้ามใช้แก๊สน้ำตาระหว่างการประท้วงตามท้องถนน รวมทั้งผ่อนคลายมาตรการรับคนอพยพเข้าเมืองมากขึ้น
 
                           ส.ส.หญิงคนหนึ่งของพรรคซิริซาให้ความเห็นว่าผู้ที่จะทำลายอียูไม่ใช่ซีพราส หากแต่เป็นนโยบายการจัดทำงบประมาณที่ค้ำจุนยูโรอยู่ "อียูไม่สามารถอยู่รอดได้หากไม่มีความผูกพันหรือการยึดเหนี่ยวทางสังคม ...เรารู้ว่าช่วง 100 วันแรกเป็นช่วงที่ยากลำบากต้องทำงานหนัก และต้องโน้มน้าวใจให้ทั่วทั้งยุโรปเห็นด้วยที่จะเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ก็จะตีบตันจากมาตรการรัดเข็มขัดอยู่เช่นนี้"
 
                           อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเตือนว่าการที่ได้ชื่อว่าเป็น "หัวหน้ารัฐบาลรายแรก" ของภาคีสมาชิกกลุ่มยูโรโซนที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้ซีพราสต้องรับศึกหนักหลายด้าน นอกเหนือจากต้องเจรจากับหุ้นส่วนในยุโรป โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ในอียู ที่ยังคงยืนยันว่า กรีซต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ หากต้องการจะได้รับการช่วยเหลืองวดใหม่แล้ว ซีพราสจะต้องหาทางคลายปมในใจของผู้นำยุโรปหลายคนที่ระแวงว่าชัยชนะของพรรคซิริซาอาจจะขยายปมร้าวลึกของยุโรปที่ใช้เวลานานถึง 60 ปีในการผนึกรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียวกัน หนำซ้ำยังสะท้อนถึงความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งของมาตรการรัดเข็มขัด อันเป็นไม้ตายของไอเอ็มเอฟที่จะบังคับประเทศลูกหนี้ แต่กลับยิ่งสร้างความแตกแยกภายในอียู เมื่อผู้นำบางคนอย่างประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี แห่งอิตาลี ต่างไม่เห็นด้วยกับนโยบายคุมเข้มงบประมาณจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปให้เติบโตได้ แม้ว่าในอีกทางหนึ่ง เท่ากับช่วยผลักดันทางอ้อมให้พรรคต่างๆ ในยุโรปที่มีนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดเหมือนกัน อาทิพรรค “โปเดโมส” ในสเปน กลายเป็นพรรคทางเลือกใหม่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงในประเทศนั้นๆ พร้อมจะเทคะแนนให้เพราะต้องการจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน แห่งผู้ดีอังกฤษ เตือนว่าชัยชนะของพรรคซิริซาจะยิ่งสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของยุโรป และอาจกลายเป็นการปลุกกระแสพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายจัดต่อต้านอียูในหลายประเทศ 
 
                           แม้นักการเมืองซ้ายของกรีซบางคนจะแถลงว่า "ประชาชนมีอำนาจที่จะตัดสินอนาคตของตัวเอง" แต่แม็ตส์ เพิร์สสัน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย "โอเพ่น ยุโรป" ในลอนดอนโต้ว่า "ผู้มีสิทธิออกเสียงในเยอรมนีกับกรีซต่างมีความเห็นแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ กรีซอาจจะกดดันเพื่อให้ยุโรปตอนเหนือปรับกระบวนคิดใหม่ ส่วนชาวเยอรมันเห็นอาจจะเห็นด้วยที่จะต้องผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มบางอย่าง แต่ก็ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ"
 
                           หนังสือพิมพ์บิลด์ ยักษ์ใหญ่เยอรมนีถึงกับตั้งข้อสงสัยว่าผู้เสียภาษีชาวเยอรมันจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นอีกกี่พันล้านเพื่อไปช่วยกรีซ
 
                           "ชาวกรีกมีสิทธิจะเลือกใครก็ได้ที่ตัวเองต้องการ เราก็มีสิทธิที่จะงดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซอีกต่อไป" ฮันส์ ปีเตอร์ ฟรีดริก คนสนิทของนางอังเกลา แมร์เคิล ให้ความเห็น ก่อนจะย้ำว่าชาวกรีกจะต้องรับผลพวงจากการกระทำของตัวเองไม่ใช่หวังจะพึ่งความช่วยเหลือจากผู้เสียภาษีชาวเยอรมัน
 
                           ส่วนชาวกรีกยังเชื่อว่า "ความหวังกำลังใกล้เข้ามาแล้ว พอกันทีกับความตกต่ำและความกลัวตลอดช่วง 5 ปี"
 
 
 
 
 
 
------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : อเล็กซิส ซีพราส กับฟ้าใหม่ในแดนจอมเทพซูส : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)