ข่าว

กว่าครึ่งศตวรรษล้างมลทิน‘เฟรนด์ชิพ ไนน์’

กว่าครึ่งศตวรรษล้างมลทิน‘เฟรนด์ชิพ ไนน์’

31 ม.ค. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : กว่าครึ่งศตวรรษล้างมลทิน ‘เฟรนด์ชิพ ไนน์’

 
             เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2504 นักศึกษาอเมริกันผิวสี 9 คนจากวิทยาลัยเฟรนด์ชิพ ในเมืองร็อกฮิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา เดินเข้าไปภายในร้านอาหารยอดนิยม "แมคครอยส์" โดยรู้ดีว่าจะต้องเจอกับอะไร เมื่อตัดสินใจประท้วงกฎหมายแบ่งแยกสีผิวในเวลานั้น ด้วยการเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์สั่งอาหารในร้าน พวกเขาปฏิเสธที่จะออกร้าน กระทั่งถูกจับกุม
 
             วันถัดมา ทั้งหมดซึ่งต่อมารู้จักในชื่อ "เฟรนด์ชิพ ไนน์" ถูกตัดสินมีความผิดในข้อหา "บุกรุกเคาน์เตอร์อาหารกลางวันเฉพาะของคนขาว" และมีสองทางเลือกสำหรับการชดใช้ความผิด คือทำงานหนัก 30 วัน หรือปรับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ...พวกเขาเลือกอย่างแรก
 
             54 ปีล่วงมาเมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม นักเคลื่อนไหวเฟรนด์ชิพ ไนน์ 7 คนจากทั้งหมด 9 คน ได้กลับไปยังศาลแห่งเดียวกัน ด้วยสังขารร่วงโรยไปตามกาลเวลา คนหนึ่งใช้ไม้เท้า อีกคนนั่งบนเก้าอี้รถเข็น ไม่ใช่หนุ่มน้อยเหมือนในวันที่ถูกจับกุมและตำรวจลากออกไป เพื่อมารับฟังคำพิพากษาใหม่ ที่จะถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ในวันข้างหน้าอย่างชัดเจนว่า การยืนหยัดต่อต้านความไม่ยุติธรรมทางเชื้อชาตินั้น ไม่ใช่อาชญากรรม
 
             ผู้พิพากษา จอห์น ซี เฮยส์ ซึ่งเป็นหลานชายของผู้พิพากษาที่เคยตัดสินลงโทษนักเคลื่อนไหวทั้งเก้า ประกาศพลิกคำตัดสินและกล่าวว่า ทั้งหมดไม่ควรถูกแจ้งข้อหาตั้งแต่แรกแล้ว "เราไม่สามารถเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ได้ แต่เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้"
 
             ด้าน เควิน แบรคเคตต์ อัยการสหรัฐผิวขาว ได้กล่าวในนามของระบบยุติธรรมของรัฐว่า ทั้ง 9 ถูกลงโทษในเวลานั้นด้วยเหตุผลเดียวคือ เป็นคนผิวดำ และขอใช้โอกาสนี้แสดงการขอโทษอย่างสุดซึ้งสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น "เป็นเรื่องผิดในวันนั้น และวันนี้ยังคงเป็นเรื่องผิด"
 
             การประท้วงด้วยการปักหลักนั่งชุมนุมอย่างสันติปราศจากความรุนแรง เริ่มต้นในปี 2503 ในนอร์ทแคโรไลนา ชาวอเมริกันผิวสีนั่งกันเงียบๆ ระหว่างรอการบริการตามร้านอาหารที่เสิร์ฟเฉพาะคนขาว ผู้ประท้วงจะไม่ตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรงใดๆ ต่อให้ถูกคุกคาม ถูกเหยียดหยามถ่มน้ำลายใส่ หรือถูกเจ้าของร้านและลูกค้าโกรธเกรี้ยวทุบตี
 
             เหตุการณ์ที่ร้านแมคครอยส์ เมื่อ 54 ปีที่แล้ว เป็นการประท้วงของคนกลุ่มเล็กๆ แต่มีความสำคัญมากในช่วงที่ขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเรือนกำลังจุดติด ข่าวหนุ่มน้อยที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาแต่งกายสะอาดสะอ้าน ถูกส่งไปขุดดินในค่ายเรือนจำ ยิ่งปลุกพลังสู่ความพยายามยุติการแบ่งแยกสีผิวในร้านอาหารและสถานที่สาธารณะอื่นๆ ในรัฐทางใต้ โดยหลังจากนั้น นักเคลื่อนไหวอีกหลายคนดำเนินรอยตาม ด้วยการไม่จ่ายค่าปรับ แต่เลือกจำคุกแทน เป็นที่มาของยุทธศาสตร์ "ติดคุก,ไม่ประกันตัว" "jail , no bail"
 
             ในห้องพิจารณาคดีเพื่อแก้สิ่งผิดในอดีต เต็มไปด้วยเพื่อนสนิทมิตรสหายหลากหลายเชื้อชาติ ทนายที่เคยแก้ต่างให้แก่พวกเขาทั้งเก้าที่ขณะนี้อายุ 83 ปีแล้วก็มาร่วมด้วย ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเด็กๆ ที่กอดหนังสือ “No Fear for Freedom" ซึ่งเป็นหนังสือเด็กเกี่ยวกับการประท้วงครั้งนั้น เขียนโดย คิมเบอร์ลี พี. จอห์สัน ที่ต่อมา เป็นคนติดต่อสำนักงานของอัยการแบรคเค็ตต์ อัยการท้องถิ่น โดยความคิดแรกเริ่มคือ ต้องการให้ศาลอภัยโทษแก่เฟรนด์ชิพ ไนน์ แต่อัยการแบร็คเคต เห็นว่าไม่ถูกนัก เพราะชายเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิดมาตั้งแต่แรก จึงเปลี่ยนเป็นยื่นเรื่องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ และพิพากษายกฟ้องคำพิพากษาที่ตั้งอยู่บนค่านิยมและความเชื่ออันละเมิดสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ
 
             หลายคนในกลุ่มกล่าวว่า การมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ส่งผลกระทบยาวนาน ทั้งเรื่องหางานทำและบางครั้งถูกตำรวจคุกคาม
 
             แคลเรนซ์ เกรแฮม หนึ่งในเฟรนด์ชิพ ไนน์ วัย 72 ปี กล่าวว่า พวกเขาไม่เคยแสวงหาชื่อเสียงหรือสถานะฮีโร่ ไม่ว่าในปี 2504 หรือวันนี้ พวกเราเป็นแค่นักศึกษาที่ทนไม่ไหวกับสถานะที่เป็นอยู่ หมดความอดทนกับการถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสอง เรื่องราวของพวกเขาอาจเป็นบทเรียนของคนหนุ่มสาวที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อความเสมอภาคได้ แต่ขอย้ำว่า การต่อสู้อย่างอหิงสาคือหนทางสู่ชัยชนะ