ข่าว

คง'อัยการศึก'ไม่กระทบวิถีชีวิต!

คง'อัยการศึก'ไม่กระทบวิถีชีวิต!

29 ม.ค. 2558

'วิษณุ' ยันยังจำเป็นใช้ 'อัยการศึก' เชื่อไม่กระทบวิถีชีวิต ระบุ รับฟังสหรัฐฯ แต่ไม่เขว-ต้องเดินตามโรดแม็พ แจงไม่มีการไล่ล่า ชี้เป็น 'อนิฏฐารมณ์' ของคนที่ไม่พอใจ

 
                            29 ม.ค. 58  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่ยังคงประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ที่มีข้อสังเกตว่าอาจเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลต่อไป ว่า รัฐบาลพูดมาตั้งแต่ต้น และยืนยันว่า ไม่เป็นปัญหา ส่วนต่างประเทศเขามองคำว่ากฎอัยการศึกเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในประเทศไทยเราอยู่กับกฎอัยการศึกมานาน ทั้งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือบางพื้นที่ในภาคเหนือ ก็มีอยู่โดยที่เราไม่รู้ ที่จริงแล้ว เนื้อหาของกฎอัยการศึกไม่เท่าไหร่ แต่ผลของการประกาศทำให้รัฐมีอำนาจ เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจเหนือพลเรือนประมาณ 10 อำนาจ จะใช้ทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจะประกาศ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ใช้เต็มอัตราศึก เพราะประกาศให้เจ้าหน้าที่มี 3 - 4 อำนาจ ไม่ได้ให้มีทั้ง 10 อำนาจ รัฐบาลและทหารจึงคิดว่าไม่น่าจะมีผลอะไรที่กระทบต่อวิถีชีวิต
 
                            "ยอมรับว่า การมีอยู่ทำให้เดือดร้อนรำคาญไม่สบายใจ เพราะไม่ว่ารู้ว่าวันไหนจะเกิดอะไรขึ้น แต่ความจริงไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้น ส่วนฝ่ายความมั่นคงรายงานว่ามีความจำเป็น แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์อาจไม่รู้ ผมอยู่ใกล้มากกว่าก็ยังไม่รู้ทั้งหมด จึงต้องฟังว่าเขาจะผ่อนคลายอย่างไรต่อไป รัฐบาลเองก็รู้ว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง แต่วันนี้ยืนยันว่า ต้องประกาศใช้อยู่ เพราะมีความจำเป็น เพราะมีการประเมินอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนเดือดร้อนเท่าที่ควร"
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลจากการที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มาพูดคุยกับอดีตผู้นำทางการเมือง จนมีการเรียกบุคคลเข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติ จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคนที่เกี่ยวข้องจะไปจัดการ หากเรียกไปจริงตามที่มีข่าวคงไม่ได้เป็นเพราะไปพบกับผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แต่น่าจะมาจากการแสดงความคิดเห็น หรือทัศนคติ ถ้าเรารู้สึกว่าทัศนคติยังมีอยู่อย่างนั้นก็คงต้องทำความเข้าใจ แต่หากไปพบแล้วไม่เป็นข่าว ไม่แสดงทัศนคติก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะกรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนาว่าพูดอย่างนี้แสดงว่าคิดอย่างนี้ ฉะนั้นต้องมาคุยกันว่า ทำไมถึงคิดอย่างนี้ เป็นต้น
 
                            ส่วนที่การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการคุกคามทางการทูตอยู่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า คนที่เกี่ยวข้องได้แสดงความเห็นแล้ว จึงไม่ควรไปพูดต่อ และการชี้แจงของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ก็พูดได้ดีตามประสาของทูตไปแล้ว ส่วนตนเคยพบกับอุปทูตสหรัฐฯ มาแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไร เขาแสดงความเห็นว่าถ้ารัฐธรรมนูญออกเดือน ก.ย. 58 แล้วไปเลือกตั้งเดือน ก.พ. 59 ไม่ค่อยฉลาด ก็ตอบเขาไปว่า ถ้าเดือน ก.ย.รัฐธรรมนูญออกแล้วเดือน ต.ค. 58 จัดเลือกตั้งเลย อย่างนั้นถึงขั้นโง่ เพราะกฎหมายลูกยังไม่มี พรรคการเมืองยังไม่ได้ตั้ง ฉะนั้นระหว่างไม่ฉลาดกับโง่ เราต้องเลือกเอา ส่วนเขาจะแสดงความเห็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เราพูดตามโรดแม็พของเรา เขาพูดตามอุดมการณ์ของเขา เราไม่ต้องไปเขวออกนอกทาง
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นอย่างไรบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ยึดอำนาจ
 
 
 
แจงไม่มีการไล่ล่า ชี้เป็น 'อนิฏฐารมณ์' ของคนที่ไม่พอใจ
 
 
                            นายวิษณุ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แผนการกวาดล้างตระกูล ว่า ไม่มี คำนี้เหมือนกับคำว่าไล่ล่า ทั้งที่ไม่ใช่ คนที่ไม่สมหวัง และได้รับผลกระทบย่อมเกิดความรู้สึก “อนิฏฐารมณ์” (อะ-นิด-ถา-รม) คือ มีอารมณ์ที่ไม่สนุกสนานเป็นธรรมดา และมองว่าเป็นการไล่ล่า ทั้งที่ไม่ใช่ หากเริ่มต้นด้วยความเข้าใจว่ามีคนทำอะไร แล้วการกระทำนั้นผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ คนที่ไม่พอใจ ก็จะบอกว่าการเข้าสู่กระบวนการ คือ การไล่ล่า เหมือนตำรวจจับโจร หรือฆาตกร จะเรียกว่าไล่ล่าก็ใช่ แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ จะเรียกว่าตำรวจไล่ล่าก็ไม่เชิง เขาตั้งข้อกล่าวหาได้สารพัด ให้กลัวไว้ก่อน สุดท้ายก็เหลืออยู่บางเรื่องเท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาที่ตั้งขึ้นนั้น จะฟังขึ้นไม่ขึ้นอยู่ที่ศาล ตนก็เคยเป็นผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อกล่าวหาน่ากลัวมากในครั้งแรก สุดท้ายก็ลดลงมาเหลือนิดเดียว ยกตัวอย่าง ขับรถชน เขาตั้งข้อหาไว้ก่อนเลยทั้งเมาสุรา ขับรถทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ โดยประมาท ผิดกฎจราจร พอถึงเวลาเหลือข้อกล่าวหาเดียว
 
 
 
หนุนรวมผู้ตรวจการแผ่นดินกับกสม.  
 
 
                            นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีมติจะให้ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า ตนเห็นด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นมีประโยชน์ เป็นช่องทางให้คนร้องเรียน วันนี้จึงคิดเอามารวมกัน เรื่องราวร้องทุกข์ เลยไปจนถึงการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน บางประเทศก็รวม บางประเทศก็แยกกัน สุดแล้วแต่ คงเอาปริมาณงานมาดูกัน คงต้องพิจารณากันอีกหลายวาระ
 
                            ต่อข้อถามที่ว่า ต้องมีการสรรหาคนดำรงตำแหน่งใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่เขาจะเขียน แต่เท่าที่ตนทราบ คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นมี 3 คน กสม.มี 9 คน พอรวมกันเหลือเพียง 9 - 10 คน มันกระทบตัวเลขก็คงต้องสรรหาอยู่แล้ว ส่วนที่มีกระแสว่าเป็นองค์กรอิสระที่ไม่มีประโยชน์นั้นตนเห็นว่าก็มีประโยชน์ จะบอกว่าแย่ไปหมดก็ไม่ได้ เช่น กรณีสื่อเลือกข้างที่ทำให้สื่อมวลชนอื่นเสียหาย รัฐบาลก็ได้รับทราบที่ทางนั้นเสนอมา และรัฐบาลก็มีความเห็นกลับไปเสนอ
 
                            ส่วนหากรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วจะมีอำนาจอะไรบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินฟ้องศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญได้ ตนอยากให้ต่อไปฟ้องศาลยุติธรรมได้ด้วย เพราะหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้นต้องฟ้องที่ศาลยุติธรรม วันนี้ยังฟ้องไม่ได้ จึงต้องส่งให้ตำรวจ เรื่องนี้ต่างประเทศผู้ตรวจการแผ่นดินฟ้องได้
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเตือนอะไรที่เป็นเรื่องการเมืองแล้วรัฐบาลมักจะไม่ตอบรับ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนเห็นว่าส่วนมากได้รับการตอบรับ อย่างคราวที่แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินมีการติงเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี รัฐบาลก็ปรับเปลี่ยนให้ ตนว่ารัฐบาลก็ทำตาม เพียงแต่ว่ามีวิธีทำที่แนบเนียน อาจจะรับเรื่องแล้วไม่ทำทันที มิเช่นนั้นจะดูเป็นกระต่ายตื่นตูม คงกระซิบบอกไปอะไรไป และบางครั้งผู้ตรวจการแผ่นดินจะใช้วิธีโทรศัพท์ว่าตรวจสอบแล้วทำไม่ถูกให้แก้ไขก็จบ แต่ไม่ใช่ผิดกฎหมายนะ พอแก้ไขเสร็จ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ต้องทำหนังสือไป ก็กลายเป็นไม่มีผลงาน ความจริงมีผลงานแล้ว
 
                            ส่วนที่มีคนวิจารณ์ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเสือกระดาษ ไม่มีอำนาจลงโทษนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า เพราะกฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น และตนเห็นว่าการเป็นเสือกระดาษเพราะเขาไม่มีอำนาจฟ้องศาล ฟ้องได้แต่ศาลปกครองกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้แค่บางคดี แต่จะไปบอกว่าเป็นเสือกระดาษคงไม่ได้ เพราะที่การเลือกตั้งล้มไปนั้น เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นคนฟ้อง
 
 
 
แย้มเลือกตั้ง ก.พ. 59 แต่หากทำประชามติบวกอีก 3 เดือน 
 
 
                            นายวิษณุ กล่าวถึงการที่สหรัฐอเมริกากดดันให้ไทยมีการเลือกตั้ง ว่า บางอย่างต้องออกเป็นกฎหมาย แต่บางอย่างรอออกภายหลังได้ รัฐธรรมนูญมีกฎหมายลูก 2 ประเภท คือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องออก ส่วนกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ค่อยออกภายหลังได้ ให้สภาที่มาจากการเลือกตั้งมาออกภายหลังได้ อย่าลืมว่า เลือกตั้งคราวหน้าจะเลือกตั้งแบบเยอรมัน เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เราไม่เคยเลือก เราก็ต้องรอกฎหมายลูกระบุ เพราะรัฐธรรมนูญจะไม่เขียนไว้ เราก็ร่างไว้เลยตอนนี้ แต่ยังเอาเข้าสภาไม่ได้ จนกว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาประกาศใช้
 
                            นายวิษณุ กล่าวต่อว่า กฎหมายพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน กฎหมายยังอยู่ แต่ไม่เอื้อกับรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีการเพิ่มว่า บุคคลมีเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง ก็ต้องมีกฎหมายลูกออกมารองรับตรงนี้ มิเช่นนั้นจะมีแค่พรรคใหญ่แข่งกันแค่ 2 พรรคที่พร้อมแล้ว ต้องให้เวลาทุกคน ให้ความเป็นธรรม ตนคิดว่า กันยายน 2558 รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ตุลาคมกับพฤศจิกายน 2558 ก็นำร่างกฎหมายลูกที่ร่างไว้แล้วนำเข้าสภา แล้วธันวาคม 2558 จะอยู่ระหว่างนำขึ้นกราบบังคมทูลประกาศใช้ มกราคมและกุมภาพันธ์ 2559 ก็หาเสียงเลือกตั้งกัน ในแง่ดีที่สุด คือ กุมภาพันธ์สามารถเลือกตั้งได้ หากจะทำประชามติก็เพิ่มเข้าไป 3 เดือน หรือแล้วแต่เวลาที่เราต้องพิมพ์รัฐธรรมนูญแจกทุกคนในประเทศ ออกโทรทัศน์ทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเป็นแบบปี 2550 อีก ที่โหวตโดยไม่รู้เรื่อง