ข่าว

เคาะ!รธน.ใหม่ไม่เกิน299มาตรา

เคาะ!รธน.ใหม่ไม่เกิน299มาตรา

29 ม.ค. 2558

เคาะมาตรา รธน.ใหม่ ไม่เกิน 299 มาตรา ยอดรวม 4 ภาค มี 280 มาตราแล้ว ถกหมวดการคลังและงบประมาณ อุดช่องกู้เงินสนองนโยบาย

 
                            29 ม.ค. 58  ในการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้มีการแจ้งความคืบหน้าของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ในภาคที่ 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน ได้พิจารณาแล้วเสร็จทั้งหมด และภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ยังค้างพิจารณา จำนวน 2 มาตรา ในตอนที่ว่าด้วยการตรวจสอบภาคประชาชน และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ต้องพิจารณาการควบรวมกัน ดังนั้นยังเหลือภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันทางการเมือง , ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง และบทเฉพาะกาล 
 
                            ทั้งนี้ได้วางกรอบไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีรายมาตรารวมไม่เกิน 299 มาตรา หรือไม่เกินไปกว่ารายมาตราที่มีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ดังนั้นเมื่อรวมร่างมาตราทั้ง 4 ภาค ซึ่งไม่รวมบทเฉพาะกาล จะมียอดรวม 280 มาตรา ทั้งนี้อาจมีการปรับรายมาตราได้ แต่ไม่ควรเกินไปกว่าที่กำหนดไว้ เบื้องต้นอาจมีการจำกัดร่างมาตราของหมวด หมวด หรือส่วนที่เตรียมการพิจารณา
 
 
 
ถกหมวดการคลังและงบประมาณ อุดช่องกู้เงินสนองนโยบาย
 
 
                            ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบสอง โดยเข้าสู่การพิจารณาในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 5 การคลังและการงบประมาณ โดยอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ได้นำเสนอร่างมาตราทั้งสิ้น 7 มาตรา ถือว่าเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่มี 5 มาตรา 
 
                            โดยมีสาระสำคัญที่บัญญัติใหม่ ได้แก่ 1. กำหนดคำนิยามของคำว่าเงินแผ่นดิน 2. การใช้เงินแผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง โดยจะมีการแบ่งงบประมาณแผ่นดินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนรายรับ และส่วนของรายจ่าย โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณนั้นจะต้องแยกส่วน คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย และ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายรับ ทั้งนี้มีผลต่อการแก้ไขกฎหมายวิธีงบประมาณ และ 3. กำหนดให้การจัดทำงบประมาณประจำปี มี 2 แบบ คือ การจัดสรรงบประมาณตามหน่วยงาน และการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจในพื้นที่ 
 
                            นอกจากนั้นแล้วได้วางหลักการใหม่ของการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ต้องเป็นไปตามหลักธรรมภิบาล วินัยการเงินการคลัง และเน้นความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปตามกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 (7) และ (8) ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
 
                            โดยอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติฯ ได้ชี้แจงเจตนารมณ์ด้วยว่าเป็นการวางหลักการให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีธรรมภิบาล โปร่งใส ทั้งนี้ได้ตัดคำว่า “การเงิน” ออกไป เพราะเห็นว่าคำว่า “การคลัง” ถือมีความหมายครอบคลุมในส่วนดังกล่าวและสามารถแปลความได้ตามหลักวิชาการอีกทั้ง คำว่าการเงิน จะอยู่ในส่วนของการบริการการเงินที่จะมีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเป็นบทปฏิบัติ ดังนั้นการคลังและการงบประมาณตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเป็นแนวทางให้รัฐบาลได้มีแนวทางปฏิบัติ รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติว่าจะมีแนวทางอย่างไร โดยรายละเอียดสำคัญที่นำมาพิจารณาเพื่อการแก้ไขปัญหาการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบปัญหาดังกล่าว
 
                            อนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติฯ ชี้แจงด้วยว่าส่วนการแยกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ออกจาก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายรับ เพื่อให้การเสนอร่างกฎหมายงบประมาณอย่างมีรายละเอียดและหลักการ เช่น  ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายรับ ต้องระบุถึง การกู้เงิน แสดงตัวเลขของเงินที่จะกู้ และประเด็นที่จะนำไปใช้ ดังนั้นหากจะกู้เงินเกินกว่าที่กำหนดไม่ได้ หรือจะดำเนินการกู้เงินภายหลัง เพื่อเป็นเงินกู้นอกงบประมาณไม่ได้  
 
                            นอกจากนั้นเพื่อให้รัฐบาลแสดงประมาณการรายได้ให้ชัดเจน ดังนั้นการทำร่างกฎหมายงบประมาณ ใน 2 ขาดังกล่าวนั้น เพื่อให้รัฐบาลต้องนำเสนองบประมาณที่ชัดเจน และต้องปฏิบัติตามนั้น เพื่อก่อให้เกิดการรักษาวินัยการคลัง และความโปร่งใส บอกล่วงหน้าเพื่อให้ตรวจสอบได้ ขณะที่ประเด็นงบลับของหน่วยงานต่างๆ หากมีบทบัญญัติดังกล่าวแล้วจะทำให้เกิดการควบคุม และจำแนกการใช้จ่ายที่โปร่งใสมากขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการเขียนรายละเอียดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคลังและงบประมาณ
 
                            จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณา มาตรา (2/5/-) 1 เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ว่าด้วยการกำหนดแนวทางการใช้งบประมาณ มีสาระสำคัญ คือต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า รักษาวินัยทางการเงิน รวมถึงสร้างความเป็นธรมในสังคม โดยที่ประชุมไม่มีการขอแก้ไขจึงผ่านการพิจารณา 
 
                            มาตรา (2/5/-) 2 เป็นบทบัญญัติใหม่ว่าด้วยคำนิยามของคำว่า “เงินแผ่นดิน” ที่อนุ กมธ.ฯ ได้เสนอสาระสำคัญคือ เงินแผ่นดินหมายถึง รายได้ เงินกู้ เงินคงคลัง ทรัพย์สินที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ สิทธิประโยชน์อื่นของหน่วยงานรัฐ ทั้งที่อยูในงบประมาณและอยู่นอกงบประมาณ โดยสาระสำคัญที่ต้องกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ผ่านมาที่มีการออกกฎหมายเพื่อกู้เงินเพื่อใช้ในนโยบาย เช่น ไทยเข้มแข็ง หรือกู้เงินเพื่อบริการจัดกรน้ำ และมีการตีความว่า “กู้เงิน” นั้นไม่เข้าข่ายเป็นเงินแผ่นดิน จึงกู้เงินเพื่อสนองนโยบายในรัฐบาลของตนเองจนสร้างความเสียหาย ทั้งนี้ที่ประชุมได้อภิปรายท้วงติงถึงการกำหนดให้ทรัพย์สินที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ถือเป็นเงินแผ่นดิน ว่าอาจมีความหมายรวมที่กว้างขวางเกินไป นอกจากนั้นแล้วคำนิยามของเงินแผ่นดินที่อยู่นอกงบประมาณ ซึ่งหมายรวมถึงรัฐวิสาหกิจ กองทุน ที่หน่วยงานรัฐจัดตั้ง เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ อาจทำให้เกิดการตีความที่ควบคุมการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานได้ เพราะที่ผ่านมาในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ได้มีการกู้เงินเพื่อมารักษาเสถียรภาพการทำงาน
 
                            อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวได้อภิปรายกันจนถึงเวลา 12.00 น. จึงได้พักการประชุมเพื่อรับประทานอาหารกลางวันก่อนที่จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งช่วงบ่าย