
สวน'แรง-เร็ว'สยบเกมสหรัฐ
สวน'แรง-เร็ว'สยบเกมสหรัฐ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
มหาอำนาจสหรัฐอเมริกาผ่อนคลายแรงกดดันทางการเมืองต่อไทยไปพักใหญ่ กระทั่ง นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก เข้าพบผู้นำทางการเมืองของไทย และส่งสัญญาณทางการเมือง เช่น การกดดันให้เลิกกฎอัยการศึก หรือการเรียกร้องให้ฟื้นฟูประชาธิปไตย
การเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก่อนที่จะเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างรุนแรง ไม่นับการหยิบเนื้อหาการพูดคุยมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าจนกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีและเนื้อหาในการพูดของนายแดเนียล จึงสั่งการให้การเชิญอุปทูตสหรัฐมาพบปะหารือ และชี้แจงทำความเข้าใจ
กระทั่ง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเชิญ นายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อขอทราบรายละเอียดในการพบปะกับนักการเมืองไทย และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศไทย
การเข้าพบผู้นำทางการเมืองไทยของนายแดเนียลเกิดขึ้นภายหลัง นายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อแนะนำตัว และแจ้งกำหนดการเดินทางเยือนไทยของนายแดเนียล เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา
โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นในการเข้าพบปะกันระหว่างอุปทูตสหรัฐ และพล.อ.ประวิตร ทางสหรัฐได้สอบถามถึงกรอบเวลาในการ "เลือกตั้ง" ซึ่งทางรัฐบาลไทยยืนยันว่า จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พเดิมของ คสช. ซึ่งสหรัฐได้ย้ำประเด็นเดิมอีกครั้งในระหว่างการเดินทางมาเยือนของนายแดเนียล และมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามในเรื่องหนังสือเชิญสหรัฐให้เข้ามาร่วมฝึก "คอบร้าโกลด์ 2015" ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ตัวแทนฝ่ายไทยพอสมควร เพราะเรื่องนี้เจ้าภาพ คือ กองทัพ โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้ประสานงานกับสหรัฐ และมิตรประเทศจนได้ข้อสรุปว่าจะมีการฝึกในระหว่างวันที่ 9-20 กุมภาพันธ์ 2558 ดังนั้น จึงไม่น่าจะต้องมีประเด็นให้ประสานเพิ่มเติมอีก
นักวิเคราะห์ความมั่นคงมองว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยของนายแดเนียล เป็นการตั้งใจมาเปิดพื้นที่ และเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย และที่สำคัญการเดินทางมาเยือนของนายแดเนียล ก็ไม่ได้กำหนดกรอบประเด็นในการเดินทางที่ชัดเจนทำให้ไทยไม่ได้เตรียมการรองรับกับปัญหาที่จะตามมา
ส่วนการมาติดตามเรื่องหนังสือเชิญให้มาฝึกคอบร้าโกลด์ 2015 คงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องติดใจอะไร เพราะกำลังจะเริ่มฝึกแล้ว แต่การเข้ามาเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งผลกระทบต่อไทยถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งเมื่อเทียบกับการเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำทางการเมืองอีกคนก็ไม่ได้มีการส่งสัญญาณอะไร
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากเนื้อหาที่นายแดเนียล เข้ามามาบรรยายพิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วก็ยิ่งชัดเจนว่า นายแดเนียล ต้องการเข้ามาดำเนินการทางการเมืองในบ้านเรา ซึ่งถือเป็นการ "แทรกแซงทางการเมือง" ในรูปแบบใหม่
ดังนั้น รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ จำเป็นจะต้องออกมา "โต้ตอบ" ซึ่งการกระทำของนายแดเนียลค่อนข้างแปลก เพราะในการพูดคุยกันดูเหมือนจะมีความเข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงออกมาในอีกลักษณะหนึ่ง และทำให้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นำประเด็นเนื้อหาในการพูดคุยมาใช้เป็นประโยชน์ในทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นายแดเนียล คงไม่คิดว่า ผลกระทบจะรุนแรงขนาดนี้ โดยเรื่องนี้มองได้ 2 ประเด็น คือ 1.นายแดเนียล ต้องการมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย และ 2.ผลที่ออกมามันรุนแรงกว่าที่คิด
สำหรับท่าทีของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงมีความกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยเฉพาะทางการทหารถือว่าแน่นแฟ้นมาก มีการแลกเปลี่ยนการทำงานหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การค้าสัตว์ป่า ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผลกระทบทางการเมืองแบบนี้คงจะต้องมีการประเมินผลกระทบ และท่าทีของไทยในเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือกัน และอีก 1-2 วันนี้คงจะมีการสรุปผลท่าทีออกมาเป็นที่แน่ชัดว่าไทยจะดำเนินการโต้ตอบอย่างไรบ้างเพื่อสะท้อนให้สหรัฐรับทราบความไม่สบายใจของฝ่ายไทย
ส่วนประเด็นเรื่องการประกาศใช้ "กฎอัยการศึก" ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้คนออกมาทะเลาะกัน โดยเฉพาะแกนนำบางกลุ่มที่ต้องการออกมาเผชิญหน้ากัน
"ถ้าวันใดรัฐบาล หรือ คสช. ยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก กลุ่มคนเหล่านี้จะออกมาสร้างความวุ่นวายให้แก่ประเทศอีก แม้ว่าสหรัฐจะกังวลในเรื่องประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงื่อนไขภายในประเทศของไทย ที่สำคัญประชาชนไม่มีใครมาต่อต้านเกี่ยวกับการใช้กฎอัยการศึก เพราะสามารถดำเนินการใช้ชีวิตได้ตามปกติ"
อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนักกับการใช้วิธีการตอบโต้สหรัฐด้วยความแรง และเร็วอย่างที่เกิดขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง แต่ในอีกมุมมองก็คือ การโผล่พรวดเข้ามาประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการบริหารโดยคณะนายทหารที่ทำการยึดอำนาจ ซึ่งปกติแล้ว "มาตรฐาน" ของสหรัฐ จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้ามาเจรจา อันแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐยินดีที่จะคบค้าสมาคมกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
แต่สหรัฐจะรอให้ถึงวันที่มีการเลือกตั้งได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลทหารของไทย ได้เจรจาการค้าการลงทุนกับจีน ญี่ปุ่น แม้กระทั่งอินเดีย ไปแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐทั้งสิ้น
นี่อาจเป็นที่มาของการตอบโต้จากรัฐบาลทหารของไทยที่ทั้งแรงและรวดเร็ว!



