ข่าว

ถกวุ่น!ยุบ'ผู้ตรวจฯ'รวมกับ'กสม.'

ถกวุ่น!ยุบ'ผู้ตรวจฯ'รวมกับ'กสม.'

28 ม.ค. 2558

ถกวุ่นยุบ 'ผู้ตรวจฯ' รวมกับ 'กสม.' ก่อนหาทางออกตั้งคณะทำงานศึกษาข้อดี-ข้อเสีย พร้อมแขวน 'กสม.' ที่ผ่านการพิจารณาไปแล้ว 'องค์กรอัยการ' รวมในกระบวนการยุติธรรม

 
                              28 ม.ค. 58  เมื่อเวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบเอ็ด โดยเข้าสู่การพิจารณาตอนที่ 4 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยคณะอนุกมธ.พิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯ ได้นำความของรัฐธรรมนูญมาพิจารณา ซึ่งจะเป็นมาตรา 256 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน" โดยได้ตัดข้อความ "เป็นที่ประจักษ์" ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย 
 
                              ที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายในประเด็นดังกล่าว พร้อมเสนอให้มีการบัญญัติสัดส่วนของคณะกรรมการสิทธิฯ ให้มีการกำหนดสัดส่วนเรื่องเพศของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ ให้ชัดเจนว่า มีผู้ชายกี่คน และผู้หญิงกี่คนในวรรคหนึ่งด้วย โดยที่ประชุมมีความเห็นแบ่งออกเเป็น 4 แนวทาง คือ 1. ให้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2. บัญญัติไว้ในหมวดทั่วไปของรัฐธรรมนูญ 3. บัญญัติไว้ในหมวดของกรรมการสิทธิฯ เลย และ 4. ให้บันทึกไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมจึงได้สรุปให้ให้รอพิจารณาในประเด็นดังกล่าวไปก่อน 
 
                              นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาในส่วนของคณะกรรมการสรรหาและการคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งพิจารณาตามร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาเขียนไว้โดยอนุโลม ที่กำหนดให้ คณะกรรมการสรรหา ต้องประกอบด้วย 1. ผู้ทรงคุณวุฒิจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง 2 คน 2. ผู้ทรงคุณวุฒิจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน และเลือกจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน 3. ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะรัฐมนตรี 1 คน 4. ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจากอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษา 2 คน 5. ผู้ทรงคุณวุฒิโดยเลือกจากสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ 2 คน 
 
                              ที่ประชุมมีการอภิปรายในประเด็นดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เห็นควรให้กำหนดคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิฯ แตกต่างจาก กกต.หรือองค์กรอื่น เนื่องจากเห็นว่า กรรมการสิทธิฯเป็นองค์กรที่ดูแลเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างครอบคลุม จึงอยากให้มีคณะกรรมการสรรหาที่เป็นองค์กรเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ที่จดทะเบียนขึ้นตรงกับรัฐ เพื่อเข้ามามีส่วนคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ โดยมีการเสนอให้นำบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสม. ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด นายกสภาทนายความ อธิการบดีหรือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลแห่งละหนึ่งคนซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 5 คน ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนแห่งละ 1 คน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 10 คน , ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มี ส.ส. พรรคละ 1 คนเลือกกันเองให้เหลือ 5 คน ผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กิจการละ 1 คน รวมเป็น 3 คน 
 
                              ทั้งนี้ ที่ประชุมได้สรุปให้แก้ไขในส่วนของการสรรหาและการเลือกกรรมการ กสม. โดยให้เป็นไปตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่ยังมีข้อท้วงติงว่าในส่วนของกรรมการสรรหาที่มาจากศาลนั้นควรพิจารณาแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามเจตนาของศาลที่ไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสรรหากรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากจะยึดบทบัญญัติใน พ.ร.บ.กสม. ควรปรับแก้ไขให้เหมาะสม 
 
                              อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิฯ ที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นควรให้คงไว้ดังเดิม ตามรัฐธรรมนูญ 2550
 
 
 
ถกวุ่น ยุบ 'ผู้ตรวจฯ' รวมกับ 'กสม.'
 
 
                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบเอ็ด โดยเข้าสู่การพิจารณาตอนที่ 5 ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณาร่างรายมาตรา ที่ประชุมได้หารือถึงการคงอยู่ขององค์กรตามความเหมาะสม และจำเป็น ตามที่มาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 กำหนด โดยที่ประชุมมีข้อเสนอโดยนำข้อมูลทางวิชาการของสถานบันพระปกเกล้า และความเห็นของภาคประชาชน ที่เห็นว่า ควรให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมเป็นองค์กรเดียวกันกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งนี้มีผู้สนับสนุนให้รวม 2 องค์กรดังกล่าวรวมกัน และเปลี่ยนชื่อเป็นคณะผู้พิทักษ์สิทธิ์ และมีจำนวนกรรมการ 9 - 11 คน โดยแบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน , ด้านสิทธิเด็ก , ด้านสิทธิสตรี , ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพิทักษ์ความเป็นธรรมให้กับประชาชน แต่ลักษณะของการทำงานต้องเน้นในรูปแบบของคณะกรรมการที่ทำงานร่วมกัน ไม่แยก หรือแบ่งฝ่าย ขณะที่อำนาจหน้าที่ให้คงไว้ตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ เพิ่มสิทธิ์ของประชาชนในการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินด้วย อย่างไรก็ตามมี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังเห็นแย้ง เนื่องจาก กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดิน มีกฎหมายที่แยกองค์กร และหน้าที่ที่ชัดเจน แต่ปัญหาที่ผ่านมา เพราะการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ควรมีการปฏิรูปการทำงานมากกว่าการยุบรวม
 
                              ทั้งนี้จากการอภิปรายตลอดช่วงเช้าถึงช่วงเวลา 13.30 น. ที่ประชุมได้มีฉันทามติให้ควบรวม ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกสม.ไว้ด้วยกัน แต่มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ทักท้วงว่า ไม่สามารถสรุปได้เช่นนั้น เพราะยังมีบุคคลที่คัดค้านอยู่ หากที่ประชุมได้ลงมติควบรวมองค์กร ขอให้จัดทำรูปแบบและโครงสร้างการทำงานให้พิจารณาก่อน นอกจากนั้นควรสอบถามไปยัง 2 องค์กรดังกล่าวก่อนที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสินใจ ทั้งนี้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน รอการพิจารณาไว้ก่อน เช่นเดียวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ขอให้รอการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสียของการควบรวม 2 องค์กรดังกล่าว โดยได้ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด ที่ประกอบด้วย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และตัวแทนจากหน่วยงาน กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดินมาพิจารณา โดยนำความเห็นของที่ประชุม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะควบรวม 2 องค์กรดังกล่าวไปประกอบการพิจารณา
 
 
 
แจงให้อำนาจ กกต.สั่งสรรหา ส.ว.ใหม่ 
 
 
                              ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประเด็นการให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านพิจารณาในส่วนของการให้ กกต.สามาถสั่งให้มีการดำเนินการใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตาม (7) มาตรา (3/2/5-1) 9 นั้น ฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายความว่า เป็นบทบัญญัติที่ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีที่ได้ ส.ว.ซึ่งมาโดยวิธีไม่สุจริต เพราะหากพบว่ากระบวนการไม่ถูกต้องแล้ว กกต.สามารถมีสิทธิ์สั่งให้สรรหาใหม่ได้ โดยไม่ต้องให้บุคคลที่มาโดยวิธีไม่สุจริตนั้นเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภา 
 
                              ขณะเดียวกัน หากก่อนการประกาศรับรองผลการสรรหาไม่พบการกระทำผิด และประกาศรับรองผล แต่หากบุคคลที่ไปดำรงตำแหน่งแล้วพบหลักฐานที่ควรเชื่อว่ามาโดยวิธีที่ไม่สุจริต ก็จะเป็นกระบวนการถอดถอนที่อยู่ในลำดับชั้นต่อไป นอกจากนั้นแล้วกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น กกต.เป็นผู้ที่ดำเนินการ ผ่านกรรมการสรรหาที่มาจากหลายภาคส่วน ดังนั้นบุคคลที่ผ่านการสรรหาจากหลายภาคส่วนนั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอีกชั้นก่อนที่จะประกาศให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่

 

เล็งส่งงาน สปช.-กมธ.ปฏิรูปให้ยกร่างกฎหมายที่สำคัญ  

 
                              ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ได้มีการหารือถึงแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งล่าสุดนั้นมีกฎหมายที่ต้องพิจารณาแล้ว จำนวน 11 ฉบับ ทำให้ที่ประชุมได้พิจารณาและลงความเห็นว่าให้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้ทำงานประมาณ 9 คน มาจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นแล้วขอให้ทำบัญชีร่างกฎหมายที่สำคัญรวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องผ่านการพิจารณาในช่วงที่มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วแยกส่วนที่ชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับใดที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการเอง หรือให้ สปช.ภายใต้คณะกรรมาธิการปฏิรูปเป็นผู้ร่วมยกร่างกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงานโดยไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ หรือสภาฯ ใหม่มาทำหน้าที่
 
                              ด้านนายเจษฎ์ โทณะวณิก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.จัดทำข้อเสนอในการตราหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการปฏิรูป (คปก.) ได้ยกร่างกฎหมายที่สำคัญ โดยขณะนี้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ , ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำงานของคณะรัฐมนตรี , ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง , ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการสรรหา ส.ว. , ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ , ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระจายอำนาจ , ร่าง พ.ร.บ.สมัชชาพลเมือง , ร่าง พ.ร.บ.ที่ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากร เป็นต้น โดยในร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นมีคณะทำงานที่ดูแลอยู่

 

'องค์กรอัยการ' รวมในกระบวนการยุติธรรม
 
 
                              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีผู้เสนอให้บรรจุองค์กรอัยการ เป็น 1 ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เหมือนกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยมีเหตุผลเพื่อให้การทำหน้าที่มีความเป็นอิสระ แต่ทางฝ่ายเลขานุการ กมธ.ฯ ได้ชี้แจงว่า เหตุที่องค์กรอัยการไม่อยู่ในหมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากย้ายไปอยู่ในหมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการใช้หน้าที่ที่อัยการถือเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม และถือเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นเดิม ทำให้ผู้เสนอประเด็นดังกล่าวได้ถอนข้อเสนอ จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่วาระพิจารณา ตอนที่ 7 ว่าด้วยการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา