
การถอดถอน..ยาแรงการเมือง
การถอดถอน..ยาแรงการเมือง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
การยกร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องการถอดถอน กลายเป็นเรื่องที่ร้อนแรงขึ้นมาอีกคราว และน่าจะเป็นเรื่องร้อนที่หลายฝ่ายใส่ใจ รวมทั้งตั้งวงสังเคราะห์กันไปอีกนาน เพราะการถอดถอนนั้น มีการเสนอใช้ยาแรงในการจัดการบุคคลที่โดนถอดถอนให้ยุติบทบาททางการเมืองสิบปี และบางคนภาวนาให้ขยายโทษนี้ไปถึงตลอดชีวิตของคนคนนั้นเลยทีเดียว
หากตัดสิทธิตลอดชีวิตแบบนั้น สงสัยว่า น่าจะมีการร้องต่อองค์กรต่างๆ กันระนาว และน่าจะเป็นข่าวให้วิพากษ์กันไปอีกนานแสนนาน
ลองมาแกะรอยความในใจของผู้เสนอร่างกฎหมายหลักของบ้านเมืองในยามนี้ ไม่ยากเกินไปนักที่จะถอดความในใจของกรรมการร่างกฎหมายของชาติที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้
รายละเอียดเหล่านี้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วางตัวบทไว้เพื่อจัดการกับบุคคลที่จะโดนถอดถอน คือให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอนนักการเมือง-กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยใช้เสียงของสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งในการดำเนินการ
ตรงนี้คือข้อความใหม่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่นานนัก
เท่ากับว่า ส.ส.และส.ว.มากกว่ากึ่งหนึ่งในสภาหินอ่อนจะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของบุคคลที่โดนถอดถอน และต้องติดตามว่า โทษของการถูกถอดถอนคือการถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากเดิมที่วางไว้ 5 ปี ตอนนี้กรรมาธิการยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะคงโทษนี้ไว้หรือเพิ่มอายุของโทษดังกล่าว โดยบางฝ่ายในกรรมาธิการเสนอโทษหนักสุดคือยุติบทบาททางการเมืองตลอดชีวิต เสมือนคำพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตของคนคนนั้นเลยทีเดียว
ยาแรงขนานนี้ เป็นเรื่องใหม่และใหญ่ของการปฏิรูปการเมืองไทยครั้งหนึ่ง หากสังเกตดีๆ ยาสำรับนี้ถูกเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นัยว่าเพื่อสกัดบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งให้พ้นไปจากขั้วอำนาจ เพื่อให้สังคมไทยใสสะอาดขึ้น (แต่จากสิ่งที่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ หากการเมืองอยู่ในสภาวะปกติ การถอดถอนแม้จะมีการยื่นเรื่องไป แต่การลงมติไม่เคยบังเกิดได้จริง)
แต่มันจะขัดกับหลักประชาธิปไตยและอารยประเทศหรือไม่ ที่กฎหมายหลักของเมืองไทยที่ถูกฉีกมาสิบกว่าครั้ง ต้องเพิ่มรายละเอียดขยายความไปเรื่อยๆ ทั้งที่บางสิ่งบางอย่างบรรจุไว้ในกฎหมายลูกก็ได้ และอาศัยการเคารพกฎหมายแบบไม่เลี่ยงบาลี แค่นี้ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนอะไรให้ยืดยาวในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เรื่องนี้ฝ่ายที่สนับสนุนก็มองว่า พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปและไหลลื่นในการหาช่องว่างทางกฎหมาย ฉะนั้นหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติตัวบทกฎหมายไว้แล้ว อาการเลี่ยงบาลีไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก
แน่นอนว่าฝ่ายที่คัดค้านเรื่องราวเหล่านี้ ต้องหาจังหวะในการกลับมามีอำนาจจากการเลือกตั้ง และหนึ่งในเหตุผลที่ใช้หาเสียงคือ การกลับสู่สภาวะประชาธิปไตยที่ท้จริง ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นแน่แท้ โดยจะให้เหตุผลเรื่องที่มาของกฎหมายสูงสุดของประเทศและบทบัญญัติที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน
แต่จะดำเนินการได้สะดวกโยธินหรือไม่นั้น ต้องรอดูกันว่า กรรมาธิการจะเอาอย่างไรกับยาแรงขนานนี้



