
หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ฝน จนรากเลือด
หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ฝน จนรากเลือด : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมว่าถึงเวลาแล้วละครับ ที่เราจะต้องถอดหน้ากากที่เราสร้างขึ้นสวมหลอกตัวเองกันมานาน และเปิดหน้าสู้กับความเป็นจริง ก่อนที่ความลวงจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ จะต่างพกพาความฝันสำเร็จรูปมาแจกจ่ายประชาชนเสมอไม่ว่าจะเพื่อสร้างความนิยม เรียกความเชื่อมั่น หรือเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อน ความฝันสำเร็จรูปนี้ก็คือคำพูดหรือข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เลือกมาแสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้นอย่างทันตาเห็น เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่เพียงไม่กี่เดือน แนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดีวันดีคืน ความคาดหมายถึงอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจที่พุ่งพรวดพราด แต่สักพักประชาชนก็จะพบว่า ทุกอย่างเป็นเพียงหน้ากากแก้วอันงดงามที่เราถูกหลอกให้สวม เพื่อปิดบังใบหน้าอันอัปลักษณ์ของตัวเอง
ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกหรอกครับ ที่มาพร้อมกับไม้เท้ากายสิทธิ์ที่จะชี้ให้บ้านเมืองกองเต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทองให้ประชาชนหยิบฉวยไปได้ตามใจชอบ และไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับที่จะเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างได้ดังใจปรารถนาของตนเองและของประชาชน แต่ที่หนักไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะพูดถึงสภาพตามความเป็นจริงให้ประชาชนทราบ แล้วร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่อ้ำอึ้งอมพะนำอำพราง
ปัญหาใหญ่ของคนไทยในเวลานี้ คือ ความยากจน และยากจนลงเรื่อยๆ บางท่านอาจจะนึกถึงภาพตึกรามบ้านช่องทันสมัย ศูนย์การค้าขนาดมหึมา หรือโครงการเมกะโปรเจกท์ต่างๆ เพราะนั่นเป็นเพียงพื้นที่ส่วนน้อยนิดของประเทศไทย และเงินทองจำนวนมหาศาลเหล่านั้นก็วนเวียนอยู่ในแอ่งแคบๆ ของคนเพียงไม่กี่กลุ่มไม่กี่ตระกูลที่ขุดแอ่งวางลอบเอาไว้ เป็นโอกาสของผู้มีโอกาส และมีโอกาสที่จะแสวงหาโอกาสต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสและขาดโอกาส จึงจมปลักอยู่ในความยากจน
คนไทยในทุกวันนี้นั้นยากจนลงเรื่อยๆ ทั้งจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น เศรษฐกิจฝืดเคือง และไม่มีโอกาสหรือหนทางที่จะขยับเขยื้อนตัวเอง คนไทยมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหนี้สินทั้งจากการกู้ยืมและการใช้เงินในอนาคต แต่ละครอบครัวมีภาระต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งดอกเบี้ยที่งอกเงยอย่างรวดเร็ว ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าโดยสารยานพาหนะที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอมลูก ซึ่งคนที่กินเงินเดือนปกติแทบทุกคนคงยอมรับว่า รายจ่ายในแต่ละเดือนนั้น สูงกว่ารายรับเกือบเท่าตัว
คนไทยที่น่าสงสารยิ่งกว่าคนที่กินเงินเดือน คือคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งแขวนชีวิตและอนาคตไว้บนเส้นด้าย พวกเขาทำงานกันทั้งปี แต่ไม่เคยมีรายได้ที่แน่นอน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ราคาผลิตผลที่ขึ้น-ลง ตามกลไกตลาด อำนาจการต่อรองของพ่อค้าคนกลาง นโยบายของรัฐ และฉ้อฉลกลโกงต่างๆ ยังไม่รวมถึงปัจจัยภายนอกเช่นฝนแล้ง น้ำท่วม ภาวะเศรษฐกิจผันผวนในต่างประเทศ คนไทยเหล่านี้ไม่มีหลักประกันอะไรสักอย่างในชีวิต นอกจาก “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ฝน ยากจนรากเลือด” จะส่งลูกหลานไปเรียนต่อ หมายถึงการขายควาย ขายนา ซึ่งทำให้ยากจนลงไปอีกเป็นทวีคูณ
ทำอย่างไรดีครับที่จะให้ชาวไร่ชาวนามีอนาคต มีความหวังและความมั่นใจในการประกอบอาชีพของตน อย่างน้อยก็พอจะมองเห็นว่า ในปีนี้เขาจะมีรายได้ที่แน่นอนจำนวนเท่าใด เป็นไปได้ไหมครับ ที่รัฐจะประกันรายได้ขั้นต่ำของเกษตรกร จากการคำนวณตัวเลขผลผลิต ราคาพืชผลในประเทศและในตลาดโลก รวมถึงประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น หนี้สิน ค่าเมล็ดพันธุ์พืช ค่าปุ๋ย ค่ายากำจัดหญ้า กำจัดแมลง และความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น หากปีใดชาวไร่ชาวนาขายผลิตภัณฑ์ของตนได้ต่ำกว่าจำนวนที่ประกันรายได้ไว้ รัฐก็จะออกเงินสมทบให้เต็มจำนวน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริม และพัฒนาความรู้ในด้านต่างๆ
ความยากจนคือปัญหาใหญ่ของประเทศ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและสังคม ถึงเวลาแล้วมั้งครับ ที่รัฐจะต้องยอมรับความเป็นจริง และประกาศสงครามกับความยากจนอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขจัดความยากจน ความไม่เสมอภาค รวมทั้งความอ่อนด้อยต่างๆ ของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในภาคเกษตร เพื่อ
ความสุขที่ไม่ต้องเองไปเอาคืนมาจากที่ใด
เพราะถ้ารัฐทำสำเร็จ ความสุขก็จะอยู่ในใจของคนไทยส่วนใหญ่ไปอีกนานแสนนาน



