ข่าว

1-5พ.ค.หยุดยาว!ครม.อนุมัติ4พ.ค.วันหยุด

1-5พ.ค.หยุดยาว!ครม.อนุมัติ4พ.ค.วันหยุด

27 ม.ค. 2558

1-5พ.ค.หยุดยาว!ครม.อนุมัติ4พ.ค.วันหยุด ‘บิ๊กตู่’หวังกระตุ้นท่องเที่ยวกำชับปลอดภัย โต้‘ยิ่งลักษณ์’ลั่นประชาธิปไตยไทยไม่มีวันตาย

               27ม.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ครม.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ ให้วันที่ 4 พ.ค.2558 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ อีก 1 วัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาพรวม ส่งผลให้มีวันหยุดติดต่อกัน 5 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ,วันที่ 2-3 พ.ค.เป็นวันเสาร์และอาทิตย์ และวันที่ 5 พ.ค. เป็นวันฉัตรมงคล

               ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการดูแลแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้ดีและเรียบร้อย รวมทั้งดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

 

 สั่งแก้ปัญหากลิ่นเหม็นท่อระบายน้ำจากตึกบัญชาการ1


              ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงจากตึกบัญชาการ เพื่อมายังโพเดียมแถลงข่าว ซึ่งระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรีได้กลิ่นเหม็นจากท่อระบาย จึงได้พูดขึ้นมาทันทีว่า “มันเหม็นกลิ่นอะไร” พร้อมกับสั่งให้พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปหาวิธีการแก้ไข โดยการนำสารอีเอ็มหรือสารจุลลินทรีย์มาดับกลิ่นเหม็นที่ส่งกลิ่นโชยคละคลุ้ง

              ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลิ่นเหม็นที่โชยมาจากท่อระบายน้ำบริเวณรอบตึกบัญชาการ1 ได้ส่งกลิ่นเหม็นมานานหลายรัฐบาลแล้ว แม้จะมีการปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล และล้างระบบท่อมาหลายครั้งก็ไม่สามารถไขปัญหาได้
      
              ทั้งนี้ในช่วงท้ายการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เพลงประจำรายการคืนความสุขให้คนในชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายกฯย้อนถามกลับว่า “ทำไมล่ะ มันเป็นอย่างไง” ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า “เดี่ยวประชาชนเบื่อ” นายกฯยืนทำท่านึกอยู่พักหนึ่งและกล่าวว่า “โห น่าสงสาร จะเอาเพลงอะไรล่ะ” ผู้สื่อข่าวกล่าวว่า ท่านจะเสนอเพลงใหม่ๆที่มันเร้าใจมาก็ได้ครับ นายกฯตอบว่า “อืม เดี๋ยวจะรับไว้พิจารณา แหม มันเดาใจยากเหลือเกิน ขี้เบื่อนะไอ้นี่ มีเมียหรือยัง แต่งงานหรือยัง” จากนั้นนายกฯแซวว่า “ไอ้นี่อย่าไปแต่งกับมันนะ มันเบื่อง่าย” ทำเอาผู้สื่อข่าวหัวเราะไปตามกัน ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีโชว์กำไลหินสีที่สวมใส่ในข้อมือว่าลูกสาวเป็นคนซื้อใส่ เพื่อจะได้อารมณ์เย็นเหมือนกับหิน แต่หลังจากใส่นายกฯกลับอารมณ์เสียมากขึ้น และบอกกับสื่อมวลชนว่าจะถอดแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ข้อมือนายกฯไม่ได้สวมใส่กำไลหินสีแล้ว และตลอดการให้สัมภาษณ์ในวันนี้ไม่เป็นที่ปรากฏว่านายกฯจะอารมณ์เสียแต่อย่างใด ทั้งๆที่ผู้สื่อได้ตั้งคำถามประเด็นทางการเมืองหลายคำถาม

 
ชี้ปัจจัยภายนอกกระทบศก.ไทย

               พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2558 ว่า ตนสั่งมาตลอดเพราะรู้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาบ้างในภาวะเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ปัจจัยภายนอกต่าง ๆ รวมถึงความเข้มแข็งของเราค่อนข้างน้อย ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ของไทยเป็นธุรกิจขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) ไม่มีความเข้มแข็งพอจึงยังสู้เขาไม่ได้ ตลาดก็เป็นตลาดเดิม ซึ่งวันนี้รัฐบาลทุกประเทศก็ได้พัฒนาตลาดของตนเอง และไทยก็ได้เริ่มทำบ้างแล้วทั้งในเรื่องการส่งออกข้าวและอื่น ๆ ที่ต้องส่งออกไปตามสัญญาเดิมที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้ ส่วนสัญญาใหม่อยู่ในขั้นตอนการประมูลเพราะฉะนั้นข้าวที่ส่งออกขณะนี้ล้วนเป็นข้าวใหม่ทั้งสิ้นเนื่องจากต่างชาตินิยมข้าวใหม่และข้าวเก่าของไทยก็ราคาตกลงเรื่อย ๆ จึงถูกมองว่านโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วสร้างความเสียหาย
    
              "ถ้าท่านตัดสินกันเองว่าไม่เสียหายก็ไม่เสียหาย ถ้าท่านว่าอย่างนั้นก็คงเป็นแบบนั้น แต่ถามว่าข้าวที่ค้างอยู่ในคลังตอนนี้จะทำอย่างไร เพราะถ้าขายราคาก็ตกเราก็ขาดทุน แต่อาจไม่ขาดทุนมากเพราะยังมีข้าวอยู่ ซึ่งการขายข้าวก็ต้องดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร หากรัฐบาลพยายามขายข้าวทั้ง ๆ ที่รู้แล้วว่าขาดทุน สุดท้ายรัฐบาลก็ถูกมองว่าขายข้าวขาดทุนเยอะ ผมก็เสียหายอีกใช่หรือไม่ แต่หากไม่ขายข้าวเราก็ต้องเสียค่าดูแลคลังเดือนละ 2,600 ล้านบาทรวมถึงค่ารถเมล์ รถไฟอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 4,600 ล้านบาท" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
    
              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้เราพยายามจัดระเบียบคนจนในหลาย ๆ อาชีพ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเสียเงินไปกับการเกษตรจำนวนมากเพราะมีการเพาะปลูกมาก โดยงบประมาณของรัฐบาลมาจากการเก็บภาษี ซึ่งหากมีการลดการเก็บภาษีทั้งหมดก็จะไม่มีเงินเข้าคลัง เนื่องจากตอนนี้เราต้องใช้เงินบริหารงานมากกว่าปกติ รวมถึงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมดเพราะต้องนำเงินมาใช้ในโครงการของรัฐบาลประมาณ 2,000 ล้านบาทแล้วส่วนที่เหลือก็ใช้ชำระหนี้สาธารณะเพราะฉะนั้นเงินจะเหลือช่วยประชาชนไม่ถึงครึ่งของ 7,500 ล้านบาท เราจึงนำเงินมาช่วยเรื่องข้าวและคนจนได้ไม่เต็มที่และจะต้องเบียดเบียนงบของข้าราชการแต่ละกระทรวงที่มีแผนงานอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เหลืองบลงทุนมากที่สุดเพื่อสร้างความเข้มแข็ง แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นวันเดียวไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยสร้างความเข้มแข็งอะไรเลย วันนี้ต้องเอากองทุนทั้งหมดมาปรับเพื่อพัฒนาให้ช่วยเหลือคนจนในทุก ๆ ด้าน


เผยครม.อนุมัติก.เกษตร3พันล้านแก้ภัยแล้งซ้ำซาก

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพิจารณาแก้ไขปัญหาภัยแล้งว่า กระทรวงเกษตรได้ขออนุมัติงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาได้แก้ปัญหาเรื่องการเกษตรไปหลายอย่างหลายมาตรการ ทั้งยางและข้าว บรรเทาความเดือดร้อน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เงินกองทุนไร่ละ 1,000 บาท ชะลอการชำระหนี้ ให้เงินกู้ แต่วันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องดูแลพี่น้องเกษตรกร แต่จะให้ทั่วถึงและทุกคนพอใจคงยาก เพราะใช้เงินจำนวนสูงมาก และบ้านเรามีหลายส่วนด้วยกัน ทั้งนี้ห้วงปลายปีที่ผ่านมาเราได้ให้เงินไปก้อนหนึ่งสำหรับดูแลในพื้นที่ที่ห้ามทำนาปรัง และวันนี้ที่ขอมาให้ในพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งซ้ำซากทำนาไม่ได้เลยซึ่งมีอยู่หลายพื้นที่ จะเห็นว่าเป็นการทยอยให้ทีละพวก ถือว่าใช้เงินไปจำนวนมาก โดยได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปร่วมกันจัดทำแผนงาน และขออนุมัติต่อไป โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ




ลั่น"มาตรการคิวอี"ไม่กระทบไทยในระยะสั้น

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางยุโรปออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) เดือนละ 60,000 ล้านยูโร ว่า ตนเองได้เรียกธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง มาหารือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามาสอบถามว่า จะมีผลกระทบทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นหรือไม่ ซึ่งได้รับคำยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่ายังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งอยู่ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินบาท ซึ่งเงินที่เข้าเป็นเงินกองทุนระยะสั้น ยังไม่มีผลกระทบ แต่ในระยะยาวอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้วและไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องภาษีในขณะนี้และมั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดูแลได้


บอกผู้แทนสหรัฐตอบไม่ได้ทำอย่างไรหากยกเลิกอัยการศึก

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเข้าพบพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศวานนี้ ว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ได้เล่ารายงละเอียดให้ฟังทั้งหมดแล้วและฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงสถานการณ์ให้รับทราบทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งได้ถามกลับไปว่าถ้าจะจำเป็นต้องลดการใช้กฎอัยการศึกแล้วเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ หรือในประเทศสหรัฐฯ แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งนายแดเนียลก็ตอบไม่ได้ โดยบอกว่าเดี๋ยวไปหาคำตอบมาก่อน ถือว่าก็ยังติดคำตอบไว้ว่าจะมีวิธีการอะไรหรือไม่ หากเกิดกรณีเช่นนี้หรือหากเราไม่มีกฎอัยการศึก ทุกอย่างจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่และเราใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อประโยชน์อะไรบ้าง ตนเองก็ไม่ได้ใช้กฎอัยการศึกไปรบกวนใครไม่ใช่หรือทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทุกคนก็ทราบดีว่าถ้าไม่มีกฎหมายดังกล่าว ทุกคนก็จะออกมาพูดเสนอความคิดเห็นจนเกิดความวุ่นวายไปหมด แล้วจะทำงานอะไรได้ก็ขอเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ยังให้ตนไม่ได้ เพราะถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เหมือนกับที่อื่นและไม่มีที่ไหนที่ปฏิวัติมาแล้วทำแบบตน ส่วนใหญ่เมื่อปฏิวัติมาแล้วก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่มีมานั่งแถลงชี้แจงเหตุผลจะใช้อำนาจกันเต็มที่ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าวันนี้ประเทศไทยมีอำนาจเสรีแค่ไหน บางอย่างก็ต้องอยู่ในกรอบบ้าง บางอย่างต้องให้เกียรติกัน ซึ่งตนรับได้ทั้งหมด ทั้งนี้ก็ไม่มีความกังวลอะไร

               "ผมอยากเรียนว่านอกจากที่นายแดเนียลมาพบกับพล.อ.ธนะศักดิ์แล้ว ยังมีอีก 21 ประเทศที่เป็นเอกอัครราชทูตถาวรประจำสหประชาชาติได้มาพบ ซึ่งผมถือโอกาสชี้แจงเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเกี่ยวกับโรดแมปต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ซึ่งผมก็ได้เรียนตรงๆ ว่าไม่สามารถเล่าในรายละเอียดได้ว่าบ้านเรามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะผมอายตัวเอง ไม่อยากพูดสิ่งที่ไม่ดีของประเทศไทยมากนัก ขอให้เป็นเรื่องของเรา ซึ่งเขาก็เข้าใจ แต่ผมก็บอกว่า ผมรับผิดชอบจากการที่เข้ามาทำงานในจุดนี้ โดยได้เล่าให้ฟังทั้งหมดว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งก็มีการตอบสรุปกลับมาว่าพอใจในคำชี้แจงของผม และคิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นแบบอย่างและตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนและประชาคมโลก และยังได้มีการเชิญผมไปพูดและชี้แจงสิ่งต่างๆ เหมือนกับที่ได้ชี้แจงต่อเอกอัครราชทูตทั้ง 21 ประเทศ ให้กับเวทีประชุมใหญ่ของสหประชาชนในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งผมก็พร้อมที่จะเดินทางไป ถ้าผมอยู่ ผมก็ไปอยู่แล้ว และผมได้อธิบายว่าการที่ประเทศไทยจะเข้มแข็งได้ในวันข้างหน้าจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คือมีการเลือกตั้งและผู้ที่จะเข้ามาจะต้องมีคุณภาพ มีจริยธรรม คุณธรรมและธรรมาภิบาล ซึ่งก็ต่องดูทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ทำอย่างไรจะยกระดับประเทศให้เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า" นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้มองแค่ประเทศไทย แต่เราต้องมองถึงประชาคมโลกและไม่ได้มองแค่การค้า การลงทุนและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ต้องมองถึงประชาคมโลกและความเป็นมนุษยชาติว่าจะอยู่อย่างไรไม่ให้มีความขัดแย้ง ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องแล้วจะต้องไปตรวจค้นหาความผิดไปตรวจดูบัญชีหรือดักฟังโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่าถ้ามีการทุจริต โกงหรือทำผิดกฎหมายก็ต้องมีการดำเนินการไปตามขั้นตอน เหมือนความผิดในมาตรา 112 ถ้าไม่ไปทำหรือไปก้าวล่วงสถาบันก็ไม่มีใครไปตรวจสอบ แต่ที่มีการไปตรวจเช็คเพราะมีผลว่ามีการกระทำผิดจริงและหากเราไม่มีอะไรควบคุมเลย ปล่อยให้เสรีก็จะเกิดปัญหา ในความเป็นจริงเราก็ปล่อยให้มีการดำเนินการอย่างเสรีใครจะซื้อโทรศัพท์หมายเลขอะไร คุยกับใครก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหาความมั่นคง มีการกกระทำทุจิรต โกง ละเมิดหรือทำผิดอาญา เจ้าหน้าที่รัฐก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมาโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

               ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีการปรับปรุงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีการปรับกันมาทั้งหมดแล้ว ทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและพล.อ.ธนะศักดิ์เข้าไปดำรงตำแหน่งมีการปรับปรุงการทำงานทั้งหมดซึ่งไม่ใช่ว่าที่ทำมามันไม่ดี เพียงแต่เป็นงานของพลเรือน ซึ่งด้านความมั่นคงอาจจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ควร จึงปรับให้มีการเดินทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและการเชื่อมต่อด้านต่างๆ กระทรวงการต่างประเทศได้รับไปทั้งหมด รวมถึงงานด้านความมั่นคงก็ต้องไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ให้เกิดความเข้าใจในการดำเนินคดีอาญาหรือคดีตามมาตรา 112 และคดีถอดถอน กระทรวงการต่างประเทศทำทั้งหมด อย่าไปมองว่าเขาไม่ทำงานเชิงรุกและได้มีการเช็คปฏิกิริยาและเสียงสะท้อนกลับจากประเทศต่างๆ ตลอดมีการสรุปผลทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างประเทศก็เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยมากขึ้น ยังมีเพียงอีกไม่กี่ประเทศที่ยังติดคำว่าประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งมีไม่กี่ประเทศ แต่ทั้งหมดก็ยังมีการค้าขายกับไทยอยู่ตามปกติ เรื่องของประชาธิปไตยก็ต้องแยกออก เรื่องของการค้าขายก็ทำไป ยืนยันว่าทุกประเทศเข้าใจดี แต่ไม่สามารถพูดคำอื่นได้และต้องแสดงบทบาทของตัวเองออกมา เพราะเขาเป็นประเทศมหาอำนาจ


โต้“ยิ่งลักษณ์”ลั่นประชาธิปไตยไทยไม่มีวันตาย
 
               เมื่อถามว่า แสดงว่าสถานการณ์ที่ต่างประเทศเคยบีบคั้นประเทศไทยลดลงแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาบีบเราตรงไหน ไม่มีใครเคยมาบีบผมหรือมายุ่งอะไรกับผมเลย ทั้งสมาคมพ่อค้า ประชาชน ส่วนใหญ่ที่มาคุยก็ขอให้เราดูแลและพอใจมาตรการที่ออกมาในปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างก็ดีกว่าในภาวะปกติด้วย เพียงแต่เขาพูดไม่ได้ว่า เห็นชอบกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจแบบนี้ ส่วนการที่นายแดเนียลได้พบกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบกันก็อย่าไปสนใจ เป็นเรื่องของเขา สื่อจะไปสนใจอะไรหนักหนา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าถ้าหากไม่มีการกระทำความผิดจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นหรือไม่ อย่าลืมว่าการฟ้องร้องเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามายึดอำนาจ แล้วจะให้ยกเลิกคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนการยึดอำนาจทั้งหมดเอาไหมล่ะ ก็ทำไม่ได้ ดังนั้นเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการของกฎหมายก็ต้องทำไปตามขั้นตอน ส่วนอะไรจะเกิดก่อนหรือหลังก็อยู่ที่ว่าความเสียหายมีมากหรือน้อย เรื่องไหนที่มีผลกระทบต่อสังคมหรือประเทศ หรืองบประมาณก็ต้องสอบสวนก่อน ถือเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งผมเป็นคนสั่งเองว่า คดีไหนที่เป็นคดีอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็ว เช่น คดีคนร้ายยิงมารดาอ้อนวอนชีวิตลูกชาย ที่สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อเช้าวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าคนร้ายทำได้อย่างไร เรื่องนี้ตำรวจต้องจับและเร่งรัดทำคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด หากต่อสู้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย"

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การที่ผู้แทนสหรัฐฯ สามารถพบและหารือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ได้นั้น ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความจริงถ้าตนจะห้ามก็สามารถทำได้ว่าห้ามพบกับใคร ให้อยู่แต่ภายในบ้านอย่างเดียว ห้ามไปไหน ตนสามารถใช้อำนาจเต็มที่ได้อยู่แล้ว แต่ตนไม่ทำเพราะถ้าทำก็จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินเหตุ รัฐประหาร รักแกผู้หญิง โดนทั้งขึ้นทั้งร่อง วันนี้พยายามแสดงให้เห็นว่าอะไรที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ตนไม่เคยสั่ง สนช.กระบวนการทางกฎหมายก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ก็อยากถามว่าทำไมคดีอื่นจึงไม่มีปัญหาเหมือนคดีถอดถอนนี้ ทั้งๆ ก็เป็นคดีปกติเป็นคดีที่ส่อว่ามีการกระทำผิด โดยความรับผิดชอบถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ต้องรับผิดชอบมันก็จบ แม้ไม่มีเจตนาแต่เมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนคดีทางอาญาก็ว่ากันไป ถ้าคิดว่าไม่ผิดก็ไปต่อสู้กันในทางอาญา มันบิดพริ้วไม่ได้ แล้วจะไม่ผิดได้อย่างไร ถ้าหลักฐานครบ และแม้รัฐบาลนี้จะมาจากการยึดอำนาจก็เพราะขณะนั้นไม่มีรัฐบาล "มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี คุณยิ่งลักษณ์อยู่ตรงไหน ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้"
 
               เมื่อถามว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการประเมินหรือยังว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึกจะมีการผ่อนคลายได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันเดือดร้อนอะไรกันหนักหนากับการใช้กฎอัยการศึก อย่าไปเดือดร้อนกับมันมากนักเลย ซึ่งก็ได้ถามกลับคนที่ตั้งคำถามนี้แล้วถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะแก้ด้วยอะไร หากมีคนลุกขึ้นใช้อาวุธสงครามยิงใส่กัน ประชาชนมาชุมนุมเขาก็ยังแก้ไขไม่ได้ ต้องไปหาวิธีมาเช่นกันเพราะเหตุการณ์ในบ้านเราไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก

               เมื่อถามว่า ได้อ่านคำแถลงการณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊คที่ระบุว่า ประชาธิปไตยไทยตายแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่ได้อ่าน มันก็เหมือนเดิม ส่วนที่ว่าประชาธิปไตยตายแล้วนั้น ก็อยากถามกลับว่าแล้วมันตายแล้วหรือยัง และผมไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ผมไม่ได้ตาย ถามว่าวันนี้ประชาธิปไตยตายแล้วหรือยัง เราก็ยังสร้างประชาธิปไตยอยู่ทุกวัน ทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ขับเคลื่อนบูรณาการแผนงานโครงการ ผมไม่ได้ไปยึดอำนาจมาแล้วเอาเงินคนนั้นไปให้คนนี้ หรือยึดเอามาเป็นสมบัติของตัวเองหรือของชาติ ผมอยากจะบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตยที่ดีกว่าปกติอีก ขอร้องให้เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ ประชาธิปไตยที่ดีต้องดูแลทั้งคนจน คนมีรายได้ปายกลางและรายได้สูง ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมคิดถึงคนจนมาก่อน วันนี้ผมฟังทุกเสียงที่ผ่านมาไม่มีการฟังไม่มีการตอบคำถาม ไม่มีการชี้แจงถึงแนวทางโรดแมป ประชาธิปไตยตายที่ไหน ยังไม่ตาย ประชาธิปไตยไม่มีตายจากแผ่นดินไทยเพราะวันนี้ผมเป็นทหารหัวใจประชาธิปไตย แต่ผมควบคุมอำนาจเพราะต้องการให้ประชาธิปไตยมันอยู่ได้"

               เมื่อถามว่า จำเป็นต้องเชิญนางสาวยิ่งลักษณ์มาปรับทัศนคติอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังคดีถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี มีการแสดงความคิดเห็นและปลุกปั่นในสังคมโซเชียล รัฐบาลจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคงห้ามใครไม่ได้ แต่มอบหมายให้ คสช.ไปดู ส่วนจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นเรื่องของ คสช. ส่วนที่มีข่าวว่ามีการปลุกระดมให้ใส่เสื้อสีแดงวันนั้น วันนี้ก็เป็นเรื่องที่ คสช.ต้องพิจารณา ถ้าออกมาจริง คสช.ก็คงพิจารณาเอง ไม่ต้องกลัวถ้าออกมาแล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายก็คงไม่ได้ สื่อไม่ต้องมาถามให้เป็นเรื่อง เหมือนกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าศาลไม่ให้ไปหรือห้ามออกนอกประเทศก็ต้องเป็นไปตามนั้น ถ้าใครจะหนีกฎหมายออกไปก็คงกลับมาอีกไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรหนักหนา

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลและตนทำงานหนักในทุกๆ เรื่องและต้องไปไล่ดูงานที่กำลังเกิดขึ้น ขอร้องว่าอย่าเพิ่งมาไล่พวกตนเลยเพิ่งเข้ามาได้ 7-8 เดือน ที่ผ่านมาบริหารมากี่สิบปีทำไมไม่ดูกันบ้าง ตนเข้ามาเพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆ ให้เกิดความเรียบร้อย วันนี้เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นให้ได้ การทำงานของตนลงรายละเอียดในทุกๆ กระทรวง ทำทั้งแผนระยะสั้นภายใน 1 ปี ที่ตนยังอยู่ ส่วนแผนระยะยาวคือการส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไป
    
               "ผมไม่ได้ไปเป็นศัตรูไล่ล่าใคร จำคำพูดผมได้หรือไม่ ผมเคยบอกแล้วว่าสิ่งที่ผมทำวันนี้ ผมขอเวลาทำให้กับคนไทย ขอเวลาให้กับประเทศไทยได้หรือไม่ ประเทศไทยและคนไทยด้วยกันอย่าติติงกันนักเลย ถ้าท่านทำดีกันอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ต้องเข้ามาทำหรอก จึงขอว่าอย่าให้ใครมาชักจูง มากล่าวหาว่าผมจะไล่ล่า ผมคงไม่ลงทุนขนาดนั้น โดยเอาประเทศมาเป็นเดิมพัน ถ้าจะไล่ล่าจริงก็จับตัววันนี้ พรุ่งนี้ก็ติดคุกไปก็จบแล้วไม่ต้องไปขึ้นศาลให้วุ่นวาย แต่ผมไม่ทำนั่นคือสิ่งที่ผมให้ ความเป็นประชาธิปไตยเขาตัดสินว่าจะทำอย่างไรและเดินหน้าประเทศอย่างไร ซึ่งไม่มีคณะรัฐประหารที่ไหนเขาทำกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

             
ยันกม.ไซเบอร์ไม่มีการล้วงข้อมูลถ้าไม่มีทำความผิด

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ผ่านมติครม.จะมีผลรวมไปถึงการควบคุมการดูหมิ่นด้านศาสนาอย่างที่เกิดขึ้นกับสำนักพิมพ์ชาลี เอบโดของฝรั่งเศสว่า ร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังไม่ออกเป็นกฎหมาย ที่มีการเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไปนั้นเป็นร่างคร่าวๆ ไปก่อนว่าควรจะมีกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับกฎหมายอื่นที่ออกไปแล้ว ในการจะปรับเป็นดิจิตอล อีโคโนมี โดยจะต้องมีการแปรญัติในชั้นกรรมาธิการ จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรต้องไปปรับแก้ตรงนั้น สิ่งสำคัญที่ส่งไปถึงสนช.เร็วก็เพื่อให้คนที่รู้ได้พิจารณา และนำคนในแวดวงที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม

               "ข้อกังวลว่ารัฐบาลจะเข้าไปล้วงตับประชาชนอย่างที่สื่อเขียนนั้นจะไปล้วงได้อย่างไร ถ้าไม่มีปัญหาก็ไปล้วงไม่ได้ การจะเข้าไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีเหตุผล เพราะเป็นการผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่อย่านำกฎหมายอย่างหนึ่งไปตีอีกอย่างหนึ่ง การจะไปกล่าวพาดพิงใครโดยไม่ถูกต้องด้วยหลักการจะทำไม่ได้ บางเรื่องไม่ต้องทำเป็นกฎหมายเพราะมันทำไม่ได้ เช่นเดียวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันซึ่งฟ้องร้องเองไม่ได้ ประเทศเรามีประเทศอื่นไม่มีทำให้ไม่เข้าใจเรา และจะให้มาเขียนกฎหมายอย่างเราเขาก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียนว่าเราจะป้องกันอย่างไร ที่สำคัญคือต้องสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันว่า เป็นคนละประเด็น แต่แน่นอนว่าต้องมีสาเหตุการออกมาใช้กำลังการต่อสู้ ฆ่าคน ก่อการร้าย บานปลายพันกันไปหมด เราต้องแกะกันให้ออก และอย่าเอาประเทศไทยไปยุ่งเกี่ยวเพราะเราไม่มีปัญหาเช่นนั้น " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราออกกฎหมายเพื่อให้เกิดความทันสมัยเพื่อให้เกิดการค้าขายการลงทุนที่ต้องแก้ทั้งหมด อย่างพ.ร.บ.หลายฉบับที่ไม่มีความทันสมัย ขอให้ทำความเข้าใจว่าแม้จะผ่านครม.แต่ยังไม่ผ่านในชั้นกรรมาธิการของสนช. 3 วาระ และประกาศใช้จะยังไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น ซึ่งสามารถปรับแก้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายยา ภาษีมรดก หรือสาธารณสุข จะออกมาอย่างนั้นหรือไม่ก็ยังไม่รู้เพราะกรรมาธิการต้องเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ถ้าไม่ใช่ก็ปรับแก้ แต่ที่ครม.ต้องเร่งพิจารณาเพราะมีเวลาจำกัด และกฎหมายมีหลายร้อยฉบับอะไรที่ผ่านได้ต้องผ่านไปก่อนแล้วไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการจะได้ไม่เกิดความรีบร้อน บางเรื่องเสนอเข้าไปตั้งแต่คสช.เริ่มมาบริหารประเทศตอนนี้ยังไม่ออกมาเลยก็มี


 “สรรเสริญ”เผยนายกฯเล่าครม.กรณี”แดเนียล รัสเซล”เยือนไทย

               พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในที่ประชุมครม.ถึงการเดินทางมาประเทศไทยของนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ที่นายกฯเล่าให้ที่ประชุมฟังว่าข้อมูลบางส่วนที่เสนอต่อสังคมทำให้เข้าใจผิดว่าสหรัฐฯกดดันไทย และไม่เห็นชอบตามแนวทางของไทย แต่ความเป็นจริงไม่ใช่บรรยากาศอย่างนั้น ซึ่งพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ ถ่ายทอดให้นายกฯฟังและนายกฯมาเล่าให้ที่ประชุมฟังพบว่าการแสดงท่าทีของนายแดเนียลเป็นไปตามบทบาทของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่เขาต้องแสดงบทบาทและจุดยืนอย่างนั้น แต่หลังจากฟังชี้แจงของพลเอกธนะศักดิ์แล้วนายแดเนียลก็มีความเข้าใจในสถานการณ์บ้านเมืองของเรา มีความเข้าใจในบทบาทภารกิจหน้าที่ที่คสช.และรัฐบาลได้ทำ

               พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า และในประเด็นของกฎอัยการศึกที่เขาพูดว่าเขาอยากให้ยกเลิกนั้น พลเอกธนะศักดิ์ย้อนถามเขากลับไปว่า “ถ้าสถานการณ์บ้านของท่านเป็นแบบสถานการณ์บ้านเมืองเราแบบนี้ มีปัจจัย มีปัญหา มีข้อจำกัดแบบนี้ ถ้าไม่มีกฎหมายตัวนี้ทางอเมริกาจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ท่านแดเนียลก็ตอบไม่ได้ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวว่าท่านจะขอกลับไปหาหน่อยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะประเทศเขาไม่เคยเจออย่างนี้มาก่อน ถามว่าประเด็นต้องไปต่อว่าต่อขานเขาหรือไม่ก็คงไม่ต้องเพราะไม่อยากให้มีการขยายความขัดแย้ง เพราะนายแดเนียลเขาก็ฟังข้อมูลจากทุกทาง เขามีดุลพินิจที่จะพิจารณาได้ว่าอะไรเป็นข้อมูลที่จะพิจารณาได้อะไรฟังเพื่อประกอบการพิจารณา”

               พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นื่คือจุดยืนของรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจแต่ให้สิทธิและเสรีภาพกับทุกฝ่ายในการพูดคุยกับคนต่างประเทศที่มาสอบถามข้อมูล และมั่นใจได้ว่าสหรัฐฯมีหน่วยงานข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นไม่ต้องห่วงข้อมูลในประเทศไทยจะมีมากมายขนาดไหน นายกฯจึงขอให้มั่นใจว่าแนวทางของรัฐบาลและคสช.ทำมาเป็นแนวทางที่ประชาชนมีความสุขและรับได้ และรอคอยวันที่หน้าที่บทบาทของคสช.และรัฐบาลหมดและเข้ามาสู่ภาคการเลือกตั้งตามปกติ

 

กต.เรียกอุปทูตสหรัฐชี้แจง
    

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังปรากฏข่าวเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองไทยของนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย ภายหลังการเข้าพบอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่งโดนสนช.ลงมติถอดถอน ปรากฏว่าได้สร้างความไม่สบายใจต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างมาก ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศจึงได้เรียกนายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้ามาชี้แจงกรณีดังกล่าวในเช้าวันพุธที่ 28 มกราคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ

               ทั้งนี้ นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ทำหน้าที่รักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในช่วงที่ทางสหรัฐยังไม่ได้ส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาแทนทูตคริสตี้ เคนนีย์ ที่อยู่ประเทศไทยมาครบวาระ 4 ปีและเดินทางกลับไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา