
เก็บไปใช้ไปสไตล์ฟี่อนัฆ นวราช
29 ม.ค. 2558
ขอเวลานอก : เก็บไปใช้ไป สไตล์ ฟี่ อนัฆ นวราช : เรื่อง ชาญยุทธ ปะวะขัง /ภาพ สมศักดิ์ เนตรทอง
"ผมเป็นจำพวกคอลเลกเตอร์ที่นิยมเก็บแล้วใช้งานด้วย ผิดกับคุณพ่อที่ซื้อแล้วเก็บเข้าตู้อย่างเดียว..."
ความลุ่มหลงในอะไรสักอย่าง บางครั้งไม่จำเป็นต้องตีราคาค่างวดเสมอไป ด้วยว่าคุณค่านั้นสำคัญเกิดขึ้นที่ใจ และเมื่อถูกเก็บสะสมเป็นเวลานานก็นำมาซึ่งเรื่องราวดีๆ ยามที่หยิบยกขึ้นมาเล่าขานสามารถสร้างรอยยิ้มได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น บรรยากาศเหล่านี้เห็นได้ชัดจากที่มีโอกาสได้พูดคุยกับนักสะสมรุ่นใหม่ "ฟี่" อนัฆ นวราช ทายาทรุ่นที่ 3 อาณาจักร "สามพราน ริเวอร์ไซด์" หรือที่คุ้นชื่อในอดีต "โรส การ์เด้นส์" หนุ่มวัย 30 ต้นๆ ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตนอกเหนือจากการทำงานกับการสะสมรถยนต์คลาสสิก อีกทั้งสนใจใครรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพผ่านนวัตกรรมกล้องหลากยุค
เริ่มต้นจากเด็กน้อยที่ได้รับการฟูมฟักด้วยความรักในครอบครัวอบอุ่น เด็กชายอันมีชื่อเล่นมาจากเครื่องดื่มกันทั้งบ้านตั้งแต่พี่ชาย "โอ (วัลติน)" อรุษ ,"โก (โก้)" ฆนา และตัวเขา "(ค็อฟ)ฟี่" เห็น "คุณพ่อตั้ว" บวร นวราช เก็บสะสมสิ่งละอันพันละน้อย ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์,เหรียญต่างๆ ไล่ไปจนถึงกล้องถ่ายภาพ หนังสือ และรถยนต์ ส่วน "คุณแม่ปิ๋ว" สุชาดา ยุวบูรณ์ นิยมชมชอบแจกันเก่าๆ นั่นกระมังยีนส์เด่นเรื่องการมองเห็นคุณค่าของเก่าจึงถ่ายทอดมาสู่ลูกๆ ทุกคนเช่นเดียวกับหน้าที่การงานที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
"กิจการโรงแรมเริ่มจากรุ่นคุณตาคุณยาย คุณแม่คุณน้า แล้วส่งต่อมาถึงลูกหลาน ผมเป็นผู้จัดการทั่วไปหน้าที่หลักจะดูด้านโอเปอเรชั่น บางอาทิตย์ทำงานที่นี่ 5-7 วันเลย บางอาทิตย์ก็ 2 วัน เพราะผมมีงานนอกด้วย เป็นช่างภาพฟรีแลนด์ เป็นอาจารย์พิเศษสอนถ่ายภาพที่ ม.ศิลปากร ทุกวันพุธ และกำลังปลุกปั้นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค "patom" แล้วแต่ว่าจะจัดสรรเวลาให้ตัวเอง จริงๆ ถ่ายรูปเป็นอาชีพมาก่อนที่จะมาช่วยที่บ้าน ผมจบตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อเมริกา คุณพ่อเป็นคนชอบเก็บกล้องเก่า คือเก็บจริงๆ ไม่ได้เป็นนักถ่าย ก็เห็นตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่ทำให้เราชอบถ่ายรูป จนตอนเรียน ป.ตรี ปี 2 ก็ไปลงวิชาถ่ายภาพก็รู้สึกชอบ ได้เข้าห้องมืดล้างฟิล์มอัดรูปเอง สร้างพอร์ตโฟลิโอของตัวเอง เรียนจบแล้วช่วงอยู่นิวยอร์กก็ทำงานไปด้วย ได้เป็นผู้ช่วยช่างภาพ ถูกโยนงานให้ถ่ายบ้าง ก็เลยลงเรียนโทถ่ายภาพควบคู่กัน" ผู้บริหารหนุ่มซึ่งประยุกต์ใช้ความรู้ด้านรัฐศาสตร์การทูตมาบริหารและดูแลพนักงานในองค์กร เล่าต้นตอความชอบอย่างอารมณ์ดีขณะนั่งจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่ระเบียงริมแม่น้ำท่าจีนสุดชิลด์ อันเป็นจุดขายของโรงแรมดังย่านสามพราน นครปฐม
นักลั่นชัตเตอร์มืออาชีพ เล่าต่อว่า คุณพ่อชอบสะสมกล้องใช้ฟิล์มคุณภาพดี เน้นยี่ห้อ "ไลก้า" และ "นิคอน" กว่า 30 ตัว เก็บอยู่ในตู้ควบคุมความชื้น ซึ่งตัวเองไม่ค่อยกล้าหยิบมาใช้ ส่วนใหญ่เวลาทำงานมักใช้กล้องดิจิตอลมากกว่าเพื่อความสะดวก เว้นแต่เวลาไปเที่ยวกับครอบครัวจะพกพากล้องใช้ฟิล์มติดตัวเสมอ เนื่องจากได้อารมณ์ของการถ่ายภาพจริงๆ โดยเฉพาะกล้องไลก้าตัวเก่งรุ่น "เอ็มพี" ใช้จนเป็นส่วนหนึ่งของวันว่างไปแล้ว ให้ความรู้สึกต่างจากกล้องดิจิตอลที่พกแล้วเหมือนไม่ได้พัก เพราะจะถ่ายอยู่ตลอดเวลาแบบไม่กลัวเปลืองฟิล์ม ขณะที่กล้องใช้ฟิล์มจำกัดเพียง 36 ภาพต่อม้วน มีการวัดแสง ปรับนี่โน่นนั่น หามุมที่ชอบจริงๆ แล้วถ่าย ราวกับได้ย้อนกลับไปสมัยถ่ายรูปแรกๆ ว่าทำไมถึงรักกิจกรรมนี้
ทว่าตั้งแต่ระบบดิจิตอลเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ อุปกรณ์สำคัญอย่าง "ฟิล์ม" กลับหาใช้ยากขึ้น บางชนิดมีขายเฉพาะต่างประเทศ ทำให้ความตั้งใจที่จะหยิบของสะสมมาใช้บ่อยๆ ต้องคิดหลายตลบ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในฐานะผู้รับมรดกคือการนำออกมาใช้อยู่เป็นระยะเพื่อรักษากลไกต่างๆ ไม่ให้เสื่อมไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับสมบัติส่วนตัวสะสมไว้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่นิวยอร์กที่ส่วนใหญ่ราคาไม่แพงจำพวกโพลารอย กล้องหน้าตาแปลกๆ อย่าง ยี่ห้อ "คราวน์ กราฟิก" ใช้ฟิล์มขนาด 4x5 สำคัญว่าทุกตัวได้ใช้ประโยชน์จริงไม่ต่างจากอีกหนึ่งของสะสมรถยนต์คลาสสิกที่ได้ขับทุกคัน
"ผมเป็นจำพวกคอลเลกเตอร์ที่นิยมเก็บแล้วใช้งานด้วย ผิดกับคุณพ่อที่ซื้อแล้วเก็บเข้าตู้อย่างเดียว อย่างรถเก่าก็ไม่ได้ซื้อทีละ 10 คัน ซื้อเก็บเฉพาะที่ชอบและขับจริงๆ บางคันอาจไม่มีมูลค่าทางการตลาดกับใครแต่ว่ามีคุณค่ากับเรา มี "โฟล์กสวาเกน" ปี 1989 ที่เห็นคุณครูขับสมัยอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษแล้วชอบมาก กลับมาเมืองไทยก็หาซื้อเลย ตอนนี้เมืองไทยคงมีไม่เกิน 10 คัน เอามาทำใหม่จนวิ่งได้ดี อีกคันเป็น "เอ็มจี" ของคุณพ่อ คลาสสิกมาก แล้วก็มี "ปอร์เช่" ปี 1970 ซื้อต่อจากพี่ชาย เขาชอบซื้อซากรถเก่าเก็บไว้แต่ก็ยังวิ่งได้ แล้วก็มี "แลนด์โรเวอร์" แต่เป็นปี 2000 กว่าๆ มาแล้ว คือผมจะไม่เก็บยี่ห้อเดียวตลอด เก็บคันที่เราชอบ ก็พยายามดูแลให้ดี มีค่าบำรุง แต่เราไม่ได้เล่นรถแพงๆ จนสู้ค่าดูแลไม่ไหว ผมไม่ใช่ประเภทบ้ารถเที่ยวหาซื้อรถใหม่ๆ คันละ 10-20 ล้าน ต้องชอบจริงขับจริงด้วย" หนุ่มนักเรียนนอกมากความสามารถ แจกแจง
นอกจากความชัดเจนในเรื่องเก็บไปใช้ไป หนุ่มผู้มีความคลาสสิกในหัวใจได้ตั้งเงื่อนไขเวลาจะตัดสินใจสรรหาคอลเลกชั่นใหม่ๆ ไว้ในครอบครองว่า ต้องได้ใช้ทักษะกับสิ่งของเหล่านั้นพอสมควร ซึ่งเป็นความสุขมากกว่าอะไรที่รวดเร็วแบบระบบอัตโนมัติ ยิ่งตอนนี้มีทายาทไว้สืบสกุลด้วยจะซื้ออะไรต้องเผื่อลูก เก็บไว้เป็นมรดกได้
"เมื่อก่อนซื้อมาเบื่อๆ ก็ขายไปซื้อคันใหม่ รถพวกนี้อยู่นานๆ สึกหรอเราก็สั่งอะไหล่มาเปลี่ยน ที่สำคัญยิ่งอยู่นานยิ่งมากคุณค่า ผมว่าของคลาสสิกพวกนี้เป็นงานอดิเรกที่ให้ความสุขมาก บางคนเก็บสแตมป์ หรือเหรียญ อย่างคุณพ่อมีเยอะมากแต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้นำออกมาใช้ประโยชน์ แต่รถขับได้แล้วแต่ละคันก็มีคาแรกเตอร์ ส่วนราคาก็ขึ้นทุกปีหรือถ้าไม่ก็คงที่ ยังมีรถอีกหลายคันที่ผมอยากได้ ก็เช็คดูความเคลื่อนไหวตลอด" ว่าที่คุณพ่อลูกสองบอกความตั้งใจ พร้อมฝากถึงใครที่อยากเริ่มสะสมให้ลงมือเลยจะเป็นอะไรก็ได้
"สมัยก่อนมีของให้สะสมเยอะ แต่ราคาก็คงไม่สูงเหมือนสมัยนี้ ถ้าใครมีลูกแล้วอยากปลูกฝังให้สะสมผมว่าเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เลย อย่างผมถ้าลูกชอบรถก็จะให้สะสมโมเดลรถคันเล็กๆ ให้เขารู้สึกว่าเขามีของคล้ายๆ กันหลายๆ อัน การสะสมไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มีราคาแต่เราชอบ แต่พอมีมากขึ้นเป็นคอลเลกชั่นก็อาจทำให้มีราคาขึ้นมา ผมว่าทุกคนเป็นคอลเลกเตอร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" นักสะสมความสุขเล็กๆ ซึ่งมีแนวทางเป็นของตัวเองแนะทิ้งท้าย



