
เปิด4ปัจจัยรัฐ'จำกัดวง'ไฟใต้เข้าใกล้สันติสุขหรือรอวันปะทุ?
เปิด4ปัจจัยรัฐ'จำกัดวง'ไฟใต้เข้าใกล้สันติสุขหรือรอวันปะทุ? : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน
เหลียวดูปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยามนี้ ต้องยอมรับว่าตกจากหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันและข่าวนำของวิทยุโทรทัศน์สถานีต่างๆ ไปนานพอสมควร และหากว่ากันตามจริงเรียกว่าแทบจะหลุดจากความสนใจของผู้คนในสังคมไทยไปเลยก็ว่าได้
สาเหตุสำคัญก็เพราะไม่มีข่าวคราวความรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว นับถึงวันนี้ก็ร่วม 2 เดือนเต็ม
ขณะที่เดือนพฤศจิกายนก็มีสถิติการก่อเหตุระเบิดค่อนข้างน้อย แต่ยังมีเหตุยิงรายวันที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ทั้งประชาชนทั่วไป ครู ไม่เว้นแม้แต่นักเรียน
สถิติเหตุรุนแรงเดือนพฤศจิกายน 2557 เฉพาะที่สรุปแล้วว่าเป็นเหตุความมั่นคง (เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มก่อความไม่สงบ) มีระเบิด 8 เหตุการณ์ ลอบยิง 9 เหตุการณ์ วางเพลิง 1 เหตุการณ์ ก่อกวน 15 เหตุการณ์ และอื่นๆ 2 เหตุการณ์ รวมเป็น 35 เหตุการณ์เท่านั้น แต่มียอดสูญเสีย 34 ราย บาดเจ็บ 40 ราย
ตัวเลขมีทิศทางลดลงจากเดือนตุลาคม ที่มีเหตุรุนแรงรวม 39 เหตุการณ์ แยกเป็นเหตุลอบยิง 17 เหตุการณ์ ระเบิด 8 เหตุการณ์ ก่อกวน 8 เหตุการณ์ และลอบวางเพลิง 6 เหตุการณ์ แต่มียอดสูญเสียน้อยกว่า คือ เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 23 ราย
ส่วนเดือนธันวาคม ไม่ต้องพูดถึง เงียบเกือบทั้งเดือน สอดรับกับข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ที่ระบุว่าในห้วงเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2557 เกิดเหตุรุนแรงทั้งสิ้น 185 เหตุการณ์ น้อยกว่าห้วงเวลาเดียวกันของปี 2556 ถึง 241 เหตุการณ์ (ปี 56 มีเหตุรุนแรง 426 เหตุการณ์) คิดเป็นร้อยละ 56.57
ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บห้วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2557 มีจำนวน 180 ราย (แยกเป็นเสียชีวิต 83 ราย บาดเจ็บ 97 ราย) น้อยกว่าห้วงเวลาเดียวกันของปี 2556 ถึง 176 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.4 (ปี 56 ห้วงเดียวกันมียอดเจ็บ-ตาย 356 ราย แยกเป็นเสียชีวิต 138 ราย บาดเจ็บ 218 ราย)
หลายคนพยายามชี้ว่าอาจเป็นเพราะปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในเดือนธันวาคม 2557 ทว่าขณะนี้ข้ามปีใหม่เข้าสู่เดือนมกราคม 2558 แล้ว น้ำก็ลดไปนานแล้ว สถานการณ์ก็ยังดูนิ่งๆ ทรงๆ มีเหตุระเบิดจะจะเพียง 2 ครั้ง ที่เหลือเป็นลอบยิงเจ้าหน้าที่และฐานปฏิบัติการทหาร ตำรวจ
คำถามที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ทำไมสถานการณ์ ณ ดินแดนปลายด้ามขวานจึงดูดีขึ้น คำตอบที่รวบรวมมาได้แยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.การปรับนโยบายดับไฟใต้ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกองทัพภาคที่ 4 กับ 2.การริเริ่มกระบวนการพูดคุยกับผู้เห็นต่างจากรัฐรอบใหม่ เพื่อสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างไรก็ดี ในวันนี้จะขอเจาะลึกเฉพาะการปรับนโยบายดับไฟใต้ก่อน ซึ่งรวมๆ แล้วมีอยู่ 4 ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น
1.การปรับกำลังในพื้นที่ โดยใช้กองกำลังประจำถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ ลดกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ลงเหลือเพียง 5 กองพันในปัจจุบัน แล้วเน้นใช้กำลังจากกองทัพภาคที่ 4 และกำลังทหารพรานที่มีถึง 12 กรมทหารพราน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในสามจังหวัดที่คุ้นเคยพื้นที่ เข้าไปคุมสถานการณ์แทน
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหรือกองทัพลดอัตรากำลังในพื้นที่ลง เพราะเมื่อพิจารณาจากอัตรากำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปี 2558 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 30 ธันวาคม 2557 จะพบว่าอัตรากำลังไม่ได้ลดลง โดยมีกำลังพลรวม 70,738 นาย เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นเศษเมื่อหลายปีก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งอัตรากำลังในปัจจุบัน เฉพาะในส่วนกองกำลังก็อยู่ที่ 61,221 นายแล้ว แยกเป็น ทหาร 32,958 นาย ตำรวจ 18,583 นาย และอาสารักษาดินแดน (อส.) 9,680 นาย
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ การปรับกำลังใหม่ ดึงภาคประชาชนเข้ามาร่วมดูแลพื้นที่ใน "ภารกิจเชิงรับ" ตามแนวทางของ "ทุ่งยางแดงโมเดล" จึงสามารถใช้กำลังทหารหลักและทหารพรานที่มีอยู่กดดันพื้นที่รอบนอกได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ตั้งชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน หรือ ชป.กร. ในระดับกองพันที่เกาะติดพื้นที่อยู่แล้ว เข้าไปทำความเข้าใจและปฏิบัติการทางจิตวิทยาในระดับหมู่บ้าน ซึ่งส่งผลทางอ้อมเป็นการจำกัดเสรีของฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ด้วย ทั้งหมดทำให้โอกาสในการก่อเหตุรุนแรงลดลง
2.โครงการพัฒนาโดนใจประชาชนในพื้นที่มากขึ้น จากการปรับวิธีการบริหาร ใช้หลักการบูรณาการแผนงานและงบประมาณของทุกหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) เป็นเจ้าภาพ และมีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นฝ่ายเลขาฯ เพื่อกำหนดโครงการพัฒนาจาก "ล่างขึ้นบน" หรือ bottom-up แทนแบบ "บนลงล่าง" หรือ top-down ดังที่ทำอยู่เดิม
3.การเข้าถึงพื้นที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 นำโดย พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 มีการเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นแบบรายจังหวัดและรายอำเภออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสานต่อโครงการพาคนกลับบ้าน ชักชวนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือกลุ่มติดอาวุธ ทั้งที่มีคดีความและไม่มีคดีความให้วางอาวุธและเข้ารายงานตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
ยอดผู้เข้ารายงานตัว ณ สิ้นปีงบประมาณ 57 มีจำนวนถึง 1,129 คน ในจำนวนนี้ทางการได้ปลดหมาย ฉฉ. หรือหมายจับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ไปแล้ว 681 คน ทั้งนี้ไม่รวมหมายจับในคดีอาญา จนสามารถลดความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนลงได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ขั้นตอนต่อไปยังมีแนวคิดในเรื่องของนิรโทษกรรม ซึ่งไม่ใช่แนวทางตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ซึ่งทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่ประสบผลเป็นที่น่าพอใจ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เห็นต่างจากรัฐให้ยอมวางอาวุธเข้ารายงานตัวต่อทางราชการได้อย่างมีนัยสำคัญ
4.มาตรการด้านการข่าวที่ดีขึ้น ชี้เป้าหมายได้ชัดเจน แม่นยำ ประกอบกับชุดเครื่องมือพิเศษ ที่ใช้เทคนิคพิเศษในการติดตามตัวกลุ่มเป้าหมาย ประสบผลสำเร็จเกินคาด ทำให้ปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมมีประสิทธิภาพ ได้ตัวผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และตัวการสำคัญจำนวนมาก หรือบางกรณีที่มีการยิงปะทะ ฝ่ายรัฐก็สูญเสียน้อย
จากสถิติของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ห้วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2557 มีปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมถึง 21 ครั้ง มีผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 4 ราย ควบคุมตัวและออกหมายจับได้ 77 ราย ตรวจยึดอาวุธปืนได้จำนวนมาก ทั้งยังสามารถตรวจยึดค่ายพักของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ 3 แห่ง ตรวจยึดอุปกรณ์ที่สามารถนำไปประกอบระเบิดได้ 20 ลูก
ทั้ง 4 ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้อยู่ในวงจำกัด และลดสถิติการก่อเหตุความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ต้องการลดระดับสิ่งที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งลง 4 ด้าน ได้แก่ จัดการฝ่ายกองกำลังนอกแถว, ลดการใช้กฎหมายพิเศษ, จัดการผู้มีอิทธิพล ภัยแทรกซ้อน อาวุธสงคราม และลดการใช้กำลังทหารในการดูแลพื้นที่
แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อสังเกตก็คือ นี่เป็นการใช้ปฏิบัติการทางทหารกดดันและจำกัดเสรีของฝ่ายตรงข้ามที่ได้ผล ประกอบกับจังหวะเวลาของสถานการณ์ที่ผ่าน 10 ปีมาแล้ว ยังมองไม่เห็นวี่แววของการแบ่งแยกดินแดนได้สำเร็จ ทำให้แนวร่วมรุ่นแรกๆ เริ่มเหนื่อยล้าและถอดใจ
ทว่าบรรยากาศของความเกลียดชัง การปล่อยข่าวบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐ และความเข้าอกเข้าใจกลุ่มขบวนการของชาวบ้านในพื้นที่ทั้งที่เป็นมวลชนของขบวนการและไม่ได้เป็นมวลชนยังมีอยู่เหมือนเดิม
เช่นเดียวกับการบ่มเพาะและเผยแพร่แนวคิดต่อต้านรัฐ รวมทั้งการฝึกรบแบบจรยุทธ์ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ภาครัฐยังไม่รุกแนวรบด้านนี้อย่างจริงจัง พูดได้ว่า "สงครามเอาชนะทางความคิด" อย่างแท้จริงยังไม่เกิด
ความสำเร็จของการลดสถิติเหตุรุนแรงในวันนี้ จึงยังไม่อาจพูดได้ว่าดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังขยับเข้าใกล้สันติสุข เพราะเชื้อไฟแห่งความรุนแรงยังไม่ได้มอดดับ แต่ยังพร้อมปะทุขึ้นอีกทุกเวลา !



