
เปิด13ประเด็นร้อนรื้อเลือกตั้ง-ปิดช่องนักโกงเมือง
เปิด13ประเด็นร้อน รื้อเลือกตั้ง-ปิดช่องนักโกงเมือง : ดารากร วงศ์ประไพรายงาน
หลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ได้เผยแพร่จุลสาร "รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปเป็นอย่างไร" ฉบับแรก นำร่องจำนวน 3 หมื่นฉบับ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและการมีส่วนร่วมที่ครอบคลุม 7 เรื่อง 7 ประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น
ล่าสุด กมธ.ยกร่างฯ ได้คลอดจุลสารปักษ์หลัง เป็นฉบับที่ 2 มีเนื้อหาว่าด้วย "ระบบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง" มีสาระสำคัญ 13 ประเด็น เนื้อหาโดยสังเขปดังนี้
1.พลเมืองเข้มแข็ง นักการเมืองมีคุณธรรม โดยการปลูกฝังความเป็นพลเมืองทุกระดับ ให้มี "สมัชชาพลเมือง" (ระดับพื้นที่) ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน ผู้แทนชุมชน ฯลฯ และมี "สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ" ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่ส่งเสริมพิทักษ์คุณธรรม จริยธรรมของนักการเมือง และมีหน้าที่ตรวจสอบไต่สวนพร้อมส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจดำเนินการ เช่น ถอดถอนต่อไป
2.ความเป็นกลางในการกำหนดวันเลือกตั้ง และการรักษาการระหว่างการเลือกตั้ง แม้การยุบสภาจะเป็นพระราชอำนาจโดยคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรีให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา แต่การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องดำเนินการภายใน 45 วันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ และภายใน 60 วันนับแต่วันยุบสภา
ทั้งนี้ การรักษาการระหว่างการเลือกตั้ง ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี และให้มีผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีจากการเลือกกันเองของปลัดกระทรวง โดยใช้เสียง 3 ใน 5 โดยรัฐบาลรักษาการจะทำงานนโยบายใดๆ มิได้
3.โครงสร้างทางการเมืองที่สมดุลโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทางสังคม โดยโครงสร้างทางการเมืองใหม่จะประกอบด้วย 1.สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกจำนวนไม่เกิน 480 คน วาระ 4 ปี 2.วุฒิสภา จำนวนไม่เกิน 200 คนมาจากความหลากหลายและกลุ่มต่างๆ มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้
4.การกรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2 สภาที่อาจมีปัญหาเรื่องความไม่สุจริตก่อนเลือกตั้ง โดยการให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก่อนวันรับสมัคร หากไม่อาจชี้แจงที่มาของรายได้ ก็ไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง
5.กำหนดให้มีการตรวจสอบการหาเสียง โดย 1)กำหนดให้นโยบายทุกนโยบายต้องระบุจำนวนเงินแผ่นดินที่ต้องใช้ และระบุที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้ และ 2)ให้หัวหน้าพรรคที่มี ส.ส.ลำดับที่ 1-4 ในสภาสมัยที่แล้ว ต้องดีเบตทางโทรทัศน์ก่อนวันลงคะแนน
6.ให้มีระบบเลือกตั้ง ส.ส.ที่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง โดย 1)ปรับระบบเลือกตั้ง ส.ส.ให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนเป็น 4 ต่อ 5 พร้อมกำหนดสัดส่วนจำนวน ส.ส.ตามสัดส่วนที่ประชาชนลงคะแนนเลือกพรรคนั้นๆ แต่ให้ผู้สมัครอิสระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
สำหรับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแบบใหม่ ต่างจากบัญชีรายชื่อปี 2540 และ 2550 ที่เป็น "บัญชีรายชื่อให้ ส.ส.เพิ่ม" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "บัญชีรายชื่อให้เพิ่ม" แต่ระบบบัญชีรายชื่อแบบใหม่นี้เป็น "บัญชีรายชื่อเติมเต็ม"
2) บัญชีรายชื่อตามรายภาคนั้น จะมีมาตรการกำหนดให้เป็น "บัญชีเปิด" (open list) โดยให้ประชาชนเป็นผู้จัดลำดับของสมาชิก และ 3) การกำหนดให้ "การนับคะแนนการไม่เลือกผู้ใด" (Vote no) มีผลต่อการเลือกตั้งด้วย และกำหนดให้ผู้ชนะเลือกตั้งต้องได้คะแนนเกินคะแนนที่ไม่เลือกผู้ใด
7.ทำให้การซื้อเสียงทำยากขึ้น โดยการปรับการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นยกเลิกการให้หมายเลขบนบัตรเลือกตั้ง ให้ใส่ชื่อ-นามสกุล และภาพถ่ายผู้สมัคร (กรณี ส.ส.เขต) และชื่อพรรค กับหัวหน้าพรรค และเครื่องหมายพรรค (กรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ) หรือให้มีการ "ล่อขาย" ทำนองเดียวกับ "ล่อซื้อ" ในคดียาเสพติด
ให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้เปิดสภาได้ตามปกติภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ถ้ามี ส.ส.ที่ได้รับการรับรองแล้วถึง 85% ทั้งนี้การเลือกตั้งใหม่ให้กระทำกี่ครั้งก็ได้ตามที่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
8.การทำให้ ส.ส.เป็นผู้แทนราษฎรที่แท้จริง ไม่ใช่ลูกจ้างของพรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรคการเมือง เช่น การไม่บังคับผู้สมัครต้องสังกัดพรรค การให้ "กลุ่มบุคคล" สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้โดยไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง รวมถึงการกำหนดให้ไม่ปฏิบัติตามมติพรรคในการลงมติในสภา เพื่อให้ ส.ส.มีความเป็นอิสระและทำตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
9.การปรับพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย การควบคุมการรับบริจาค และการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองและผู้บริหารพรรคการเมือง
10.การปรับให้มีการถ่วงดุลในการบริหารในรัฐสภาระหว่างฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เช่น ให้ผู้ที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค และให้ผู้ที่ได้รับคะแนนลำดับ 2 และลำดับ 3 ในการเลือกประธาน เป็นรองประธานสภา เพื่อให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านมีรองประธานสภา รวมทั้งให้ฝ่ายค้านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดตรวจสอบที่สำคัญ เช่น กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ กมธ.ติดตามงบประมาณ เป็นต้น
11.วุฒิสภา : สภาพหุนิยม ซึ่งสร้างความสมดุลให้ระบบการเมือง เมื่อวุฒิสภามีจำนวน 200 คนซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพและมาจากการเลือกตั้ง จึงควรมีอำนาจ อาทิ การเสนอกฎหมาย การตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี การเสนอสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติตรวจสอบจริยธรรมรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน รวมทั้งการถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. และข้าราชการระดับสูง รวมทั้งการร่วมกับ ส.ส.ให้ความเห็นชอบวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และแผนสำคัญของประเทศ เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติต่อไป
12.นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายใต้ระบบการตรวจสอบที่ดี แต่ในสภาวะวิกฤติสามารถนำคนกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับของ ส.ส.มาเป็นผู้แก้วิกฤติชั่วคราวได้ ทั้งนี้ ก่อนที่จะนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติและเปิดเผยให้ประชาชนทราบก่อน อย่างน้อย 2 สัปดาห์
ให้นายกรัฐมนตรีขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ หากได้รับคะแนนไว้วางใจไม่เกินครึ่งหนึ่งของสภา ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลให้ยุบสภาได้
13.การกำหนดให้ผู้ซึ่งมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเป็นผู้ครอบงำ นำชัก หรือสั่งการให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง หรือข้าราชการกระทำการใดๆ ต้องมีความรับผิดทางอาญา ทางวินัย การเงิน การคลัง และงบประมาณ และความรับผิดอื่น เช่นเดียวกับผู้ที่ตนสั่ง ครอบงำ หรือนำชัก



