
อสส.สั่งตั้งคณะทำงานร่างฟ้อง'ปู'จำนำข้าว
อสส.สั่งตั้งคณะทำงานร่างฟ้อง'ปู'จำนำข้าว อสส.คาด1เดือนเสร็จ 'วิษณุ'แจง'ยิ่งลักษณ์'โดนตัดสิทธิ์การเมือง5ปีมีผลตั้งแต่23ม.ค.
26ม.ค.2558 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมฟ้อง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โครงการรับจำนำข้าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีคำสั่งแต่งตั้งอัยการ รวม 6 คน เป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมกันร่างคำฟ้องคดี
โดยคณะทำงาน ประกอบด้วย นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน , นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน หนึ่งในคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการ-ป.ป.ช. เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน โดยมีรองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนและอัยการฝ่ายสำนักงานการสอบสวนรวม 4 คน ร่วมเป็นคณะทำงานอัยการดังกล่าว
นายโกศลวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการร่างคำฟ้อง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หากไม่มีประเด็นหารืออะไรเพิ่มเติม คาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นได้ทันตามกำหนด ส่วนเมื่อคณะทำงานอัยการ ร่างคำฟ้องเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะนำเสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาคำฟ้องอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการนำคดียื่นฟ้องศาลฎีกาฯ ต่อไป
เมื่อถามว่า ป.ป.ช. ได้ประสานอัยการแจ้งวันจะนำตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อฟ้องคดีเมื่อใด รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจาก ป.ป.ช. ว่าจะนำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาพบเมื่อใด ขณะนี้อัยการเตรียมร่างคำฟ้องให้เสร็จสิ้น หากคำฟ้องเสร็จเมื่อใด ก็พร้อมที่จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯตามขั้นตอนต่อไป
“วิษณุ”แจงยิ่งลักษณ์โดนตัดสิทธิ์การเมือง5ปีมีผลตั้งแต่23ม.ค.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ว่า ถือว่ามีผลตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีน.ส.ยิ่งลักษณ์ นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม จากนี้ไปเป็นเรื่องของคดีอาญา ส่วนที่มีการมองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเพราะมาตรา 102 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ห้ามผู้ที่ถูกวุฒิสภาถอดถอนเป็นส.ส.นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าเป็นแบบนี้ และคิดว่าคงไม่เขียนในรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการตัดสิทธิ์ 5 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่จะนำข้อความ มาตรา 102 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แล้วแต่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า โดยปกติกฎหมายจะมีผลย้อนหลังหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ความผิดอาญาย้อนหลังไม่ได้ เพราะขัดหลักนิติธรรม ยกเว้นเป็นคุณย้อนได้ ซึ่งทั่วโลกยอมรับ แต่ถ้าไม่ใช่คดีอาญา เป็นคดีแพ่ง ความผิดทางวินัย คดีทางการปกครองเคยมีผลย้อนหลัง แต่ทางที่ดีไม่ควรย้อนหลัง
เมื่อถามว่า ในมาตรา 35 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 57 กำหนดให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสร้างกลไกป้องกันนักการเมืองทุจริต จะมีผลย้อนถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่สำคัญว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเขียนป้องกันนักการเมืองที่ต้องคดีทุจริตกี่ปี แต่สำคัญว่า เขาจะเขียนกระทั่งแปลได้ความว่ามันจะย้อนหลังหรือไม่ แต่วันนี้เขารู้ปัญหาแล้ว เขายังจะเขียนหรือไม่ ตนไม่ควรไปพูดอะไร ตอนนี้เขาอาจจะยังไม่คิดอะไรด้วยซ้ำ เพราะยังไม่ถึง แต่ถ้าพูด ณ วันนี้ ตามพ.ร.บ. ป.ป.ช.คือตัดสิทธิ์ 5 ปี เมื่อถามว่า เหตุใดจึงมั่นใจว่ากฎหมายย้อนหลังไม่ได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มั่นใจ แต่พูดในฐานะที่มองจากความเป็นธรรม และคิดว่าคนอื่นก็คงคิดอย่างเดียวกัน บนพื้นฐานความเป็นธรรม
เมื่อถามว่าขณะนี้ทางพรรคเพื่อไทย(พท.)กำลังพูดถึงการนิรโทษกรรม นายวิษณุ กล่าวว่า ที่จริงเขาก็พูดกันมาก่อนแล้ว โดยไปมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดอง ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ แต่ความเข้าใจของรัฐบาลมองว่า การปรองดองอาจจะเป็นจุดหมายปลายทาง แต่วิธีที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการเข้าสู่กระบวนการก็เป็นวิธีการหนึ่ง การอภัยโทษก็เป็นการวิธีหนึ่ง การนิรโทษกรรมก็เป็นวิธีการหนึ่ง อย่างเช่น อยู่ดีๆเลิกแล้วต่อกันหรือลืมเสียก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่คงต้องเลือกวิธีการที่มีความเหมาะสม
“เหมือนกับที่เราจะไปดอนเมือง ซึ่งคุณอาจจะไปทางวิภาวดีก็ได้ ไปทางพหลโยธินก็ได้ หรือจะลอยเรือไปทางคลองเปรมฯก็ถึงเหมือนกัน ดังนั้นการที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางหรือการปรองดองทำได้หลายอย่าง” นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า การปรองดองที่ยั่งยืนคือการเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้วไม่เกิดปัญหาตามมา แต่ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกใช้วิธีการใด ที่ไม่เกิดปัญหาตามมา อย่างเช่นการสร้างเขื่อน ก็จะเกิดประโยชน์คือได้น้ำนำมาใช้ แต่เกิดปัญหาใหม่คือทำลายสิ่งแวดล้อม แปลว่าไม่ยั่งยืน อย่างก็ไรตามหากรัฐบาลมองว่าการนิรโทษกรรมเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยิ่งยืนเมื่อไหร่ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่วันนี้ยังไม่มีความมั่นใจ เพราะพอคิดเริ่มจะทำก็จะมีคนต่อต้าน แล้วเราก็จะเสียเวลาต้องไปอธิบายกับพวกที่ต่อต้าน จึงไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นจึงต้องหยุดไว้ก่อน ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำก็ได้
เผยยินดีแก้ไขร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์
นายวิษณุ กล่าวถึงกระแสการต่อต้านร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงไซเบอร์ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลว่า ได้นัดหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงกรณีดังกล่าวแล้ว ซึ่งความจริงไม่มีอะไร นอกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้รับหลักการทั้งหมด จากนั้นจึงส่งไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงทางไซเบอร์ไม่ใช่กฎหมายเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะเราต้องการผลักดัน 2-4 ฉบับแรกออกมาก่อน ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาจะทยอยตรวจสอบทีละฉบับ และขณะนี้การตรวจสอบยังไม่ถึง พ.ร.บ.ดังกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการแก้ไขในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาต่างรู้ปัญหาในมาตรา 35 เช่นกัน นอกจากนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่างก็ต่างออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่า ไม่ได้มีความตั้งใจจะหมายถึงอย่างนั้น แต่หากคนเข้าใจว่าเป็นการไปรุกล้ำสิทธิเสรีภาพ ก็มีความยินดีในการแก้ไข อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้ยังมีขั้นตอนอีกนาน กว่าจะไปถึงที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
“เป็นการดีที่มีการชี้ประเด็น เพราะเมื่อเขาโวยๆ ผมก็ไปเปิดดู ก็มีช่องทางให้เขาคิดอย่างที่มีการคิดกันจริงๆ ว่าอาจทำให้มีการนำกฎหมายนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลได้ แต่ก็ต้องถามเขาอีกว่าคุณตั้งใจอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าคุณตั้งใจก็แล้วไป รัฐบาลจะได้ตัดสินใจว่าจะยอมอย่างที่คุณตั้งใจหรือไม่ หากไม่ตั้งใจก็แก้มันเสีย” นายวิษณุ กล่าวว่า
วิปสนช. ชี้ช่อง สอบจริยธรรม“ครูหยุย”
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ วิปสนช. กล่าวถึงกระแสวิพาษก์วิจารณ์ของโลกโซเซียลเน็ตเวิร์คกรณีที่ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ได้ทำสัญลักษณ์ชี้นิ้วปาดที่คอตัวเองภายหลังจากทราบผลการลงมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ตามข้อบังคับการประชุม สนช. ปี 2557 กรณีดังกล่าว หากมีบุคคลใดเห็นว่าการกระทำของนายวัลลภเป็นการกระทำที่ไม่เหมะสม และประสงค์ที่จะยื่นสอบจริยธรรมก็สามารถทำได้ โดยให้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อยื่นคำร้องต่อประธานสนช.พิจารณา ทั้งนี้ จะต้องมีการลงลายมือชื่อผู้ร้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และจะต้องระบุพฤติกรรมหรือการกระทำอันเป็นเหตุในการยื่นคำร้องอย่างชัดเจนด้วย
"ป.ป.ช." ลับมีดรอคดีอดีตส.ส.เสียบบัตรแทนกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานป.ป.ช. ภายหลังจากคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งองค์คณะ รับผิดชอบไต่สวนสำนวนคดีอาญากรณีอดีตส.ส.เสียบบัตรแทนกัน โดยได้มอบหมายเจ้าหน้าที่คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงไปดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะนี้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นได้สมบูรณ์เรียบร้อย พร้อมสรุปเพื่อรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้พิจารณาว่า พยานหลักฐานดังกล่าวเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่อย่างไร ซึ่งคาดว่าคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงอาจจะรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการในวันอังคารที่ 27 ม.ค.นี้เลยก็ได้ เพื่อพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่อดีตส.ส.ที่มีความผิดในการเสียบบัตรแทนกัน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการเสียบบัตรแทนกัน โดยพยานบุคคลได้ยืนยันชัดเจนจากการดูคลิปเหตุการณ์ที่มีการเสียบบัตรแทนกันดังกล่าวจริง มีบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. ระบุว่า ในคลิปเห็นชัดว่าใครเป็นคนเสียบบัตร ใครเป็นคนเอาบัตรจำนวนหลายใบมายื่นให้ ก็ต้องรอผลที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ว่าจะมีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
กมธ.ยกร่างรธน.วางหลักให้รัฐสภามีอำนาจถอดถอนนักการเมือง
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ช่วงบ่ายได้เข้าสู่การพิจารณาส่วนที่3 ว่าด้วยการถอดถอนออกจากตำแหน่ง การตัดสิทธิทางการเมือง และสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่น ซึ่งอนุ กมธ. พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา นำเสนอรวมทั้งสิ้น 3 มาตรา โดยมาตรา (3/2/3) 1 ว่าด้วยบุคคลที่ต้องถูกถอดถอนตามกระบวนการถอถอน โดยนำความจากมาตรา 270 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและแก้ไขในส่วนหน่วยงานที่มีอำนาจถอดถอน จากเดิมคือวุฒิสภา ไปเป็น “รัฐสภา” พร้อมกำหนดคะแนนที่เป็นมติถอดถอนให้บุคคลนั้นออกจากตำแหน่ง ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา จากเดิมที่ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนั้นได้ระบุด้วยว่าเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกลงมติถอดถอนแล้วให้ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี พร้อม โดยในการพิจารณาดังกล่าวกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้เพิ่มว่าหากบุคคลที่ถูกยื่นถอดถอน ลาออกจากตำแหน่งภายใน 7 วันนับแต่วันที่เริ่มกระบวนการ ให้ถือว่าการไต่สวนประเด็นถอดถอนนั้นยุติลง แต่กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญเห็นว่าบุคคลที่ทำผิดและถูกยื่นถอดถอนควรดำเนินการต่อไป แม้จะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายถูกถอดถอนถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง ทำให้ผู้เสนอถอนข้อเสนอ ที่ประชุมจึงผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใด
จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/2/3)2 ว่าด้วยการให้ประชาชนลงคะแนนเสียงถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่รัฐสภาไม่สามารถลงมติถอดถอนได้ โดยเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญ คือ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำบัญชีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกถอดถอน เพื่อนำไปให้ประชาชนลงมติว่าจะให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ใช้เสียงถอดถอนเกินกึ่งหนึ่ง และผู้ดำงตำแหน่งนั้นถูกประชาชนถอดถอนต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มีการถกเถียง โดยเฉพาะประเด็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป เพราะถือว่าไม่มีความเป็นธรรมในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นถูกกลั่นแกล้ง และมีการขอปรับให้ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตามการอภิปรายประเด็นดังกล่าวไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นแตกต่างกัน 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าไม่ควรให้ประชาชนลงมติถอดถอน เพราะประชาชนอาจถูกใช้เพื่อเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการปรองดองได้ ขณะที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายที่ต้องการให้สิทธิประชาชนในการถอดถอนนักการเมือง เนื่องจากอำนาจอธิบไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หากบัญญัติไว้ตามมาตราที่เสนอนั้น เท่ากับว่า ปวงชนชาวไทยสามารถใช้อธิปไตยผ่าน 3ทาง คือ การเลือกตั้ง, ประชามติ และการถอดถอดนนักการเมือง และประเด็นสำคัญคือการให้อำนาจประชาชนถอดถอนนักการเมืองถือเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการตามการแสดงความเห็น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านอกจากนั้นยังมีการหารือในรายละเอียดอื่นๆ เช่น การลงคะแนนที่ต้องมีบัตรลงคะแนน หากสำรวจเบื้องต้นแล้วพบว่าราคาบัตร 1 ใบจะมีราคา 1.5 บาท ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 45 ล้านคน ดังนั้นจะใช้งบประมาณ 70 ล้านบาทเพื่อพิมพ์บัตร , การลงคะแนนทั้งประเทศหรือเป็นภาค ในส่วนของประธานศาลหรือกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร ทั้งนี้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยกตัวอย่างการขึ้นบัญชีดำของนักการเมืองในประเทศเกาหลี โดยการรณณรงค์ทำบัญชีดำ ให้ประชาชนช่วยกันหย่อนบัตร โดยรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริม แต่พอได้ชื่อก็เอาบัญชีดำนักการเมืองไปรณรงค์ หากพรรคการเมืองใดเสนอชื่อนักการเมืองที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ประชาชนจะไม่เลือก แต่ประเด็นดังกล่าวมีปัญหาคือการฟ้องร้อง ทั้งนี้ประเทศเกาหลีได้ออกกฎหมายมาสนับสนุน โดยระยะหลังนักการเมือได้พ้นจากตำแหน่งด้วยตนเอง กรณีที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย อาจมีปัญหาเฉพาะครั้งแรก และต่อไปนักการเมืองจะไม่กล้าทำ
อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้สรุปให้นำมาตราดังกล่าวรอการพิจารณาไว้ก่อน เช่นเดียวกันประเด็นที่เกี่ยวข้องซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา (3/2/3)3 ที่ว่าด้วยการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยรัฐสภา หรือการตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่น ทั้งนี้ในมาตราดังกล่าวมีประเด็นที่ประชุมเห็นชอบแล้วเบื้องต้น คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้าสู่กระบวนการถอดถอนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่ากระบวนการถอดถอนจะแล้วเสร็จ
จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณา ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี 2 มาตรา ซึ่งอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ นำความจากมาตรา 276 และ 277 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาทั้งหมด โดยที่ประชุมได้เห็นชอบและผ่านการพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข
กมธ.ยกร่างฯเพิ่ม“องค์กรอิสระ”ต้องยื่น-แสดงบัญชีทรัพย์สิน
ที่รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รายมาตราที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ว่า กมธ.ยกร่างฯพิจารณาเสร็จแล้ว 120 มาตรา ขณะนี้เข้าสู่การพิจารณา หมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ซึ่งประเด็นที่สำคัญคือ มาตรา (3/2/1)2 ว่าด้วย การกำหนดตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ ป.ป.ช. หรือองค์กรตรวจสอบอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ จากเดิมที่แบ่งเป็น 7 กลุ่มได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรี 2.รัฐมนตรี 3.ส.ส. 4.ส.ว. 5.ข้าราชการการเมืองอื่นและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น 6. ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น 7. เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามกฎหมายบัญญัติ โดยกมธ.ยกร่างฯได้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม คือกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ในมาตรา (3/2/1)2 วรรคสอง ยังกำหนดเอกสารที่ต้องยื่นได้แก่ บัญชีทรัพย์และหนี้สิน สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งกมธ.ยกร่างฯได้ตัดถ้อยคำ “ผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยา”ออก แต่ได้มีการเพิ่มเนื้อหาต่อท้ายในวรรคที่สองว่า “รวมทั้งผู้ซึ่งบุคคลตามวรรคหนึ่งทั้ง 8กลุ่ม ได้มอบหมายให้ครอบครองหรือดูแลทรัพย์สินของตนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาทางพฤตินัยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส รวมทั้งบุคคลอื่นๆที่ถือครองทรัพย์สินของบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินด้วย หากมีเจตนาปกปิดก็จะมีความผิด
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส.ส. ส.ว.ให้เปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็วแต่ต้องไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่ต้องยื่นบัญชีดังกล่าว ส่วนบัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาพิพากษาคดี หรือการวินิจฉัยชี้ขาดและได้รับการร้องขอจากศาลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาในส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในมาตรา (3/2/2)1 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยต้องไม่ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1)ไม่กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดา มารดา มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ (2)ไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น มาประกอบการใช้ดุลยพินิจในการปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น (3)ไม่ใช่เวลาราชการหรือหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคคลากร บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือข้อมูลภายในของราชการหรือหน่วยงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยกฎหมายหรือกฎ (4) ไม่กระทำการใด ดำรงตำแหน่งใด หรือปฎิบัติการใด ในฐานะส่วนตัว ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะขัดต่อประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน้าที่ หรือเป็นที่เสื่อมเสียแก่ตำแหน่งหน้าที่
โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรา (3/2/2)2 นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้อง (1)ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (2)ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น (3) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (4)ไม่รับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฎิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติ (5)ไม่กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา (1/2/2)20 วรรคเจ็ด ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปถือหุ้นในสื่อ และเป็นเจ้าของสื่อทั้งทางตรงทางอ้อม
นอกจากนี้ในวรรคสาม ให้นำความใน(3)(4)(5)มาบังคับใช้กับคู่สมรสและบุตร ซึ่งแก้ไขจากคำว่า“บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ”มาเป็น“บุตรของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีและบุคคลอื่น”ซึ่งมีการตัดถ้อยคำ“มิใช่คู่สมรสและบุตรของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้น
สปช.เปิดฟลอร์ถกคอร์รัปชั่น
ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยมีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมสปช. ได้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก สปช. เรื่อง จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีกลไกป้องกันและขจัดความทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ โดยสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายให้ความเห็นกลไกป้องกันการคอร์รัปชันว่า ต้องเพิ่มโทษคดีการทุจริตให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว
ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย สปช.หลายคนอาทิ นายวันชัย สอนศิริ นายประสาร มฤคพิทักษ์ และนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้หยิบยกกรณีผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรีมีหนังสือคำสั่งให้ตำรวจระดับรองผบก.-สว. 28 ราย ไปคาราวะและรับฟังนโยบายจากอดีตนักการเมืองที่จ.สุพรรณบุรีในวันที่ 27 ม.ค. โดยวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง ว่า แม้ล่าสุดจะมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่พฤติกรรมดังกล่าวน่าละอาย และบัดสีที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปสยบอยู่ใต้อดีตนักการเมือง ถือเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เพราะไม่มีกฎหมายใดให้นำผู้ใต้บังคับบัญชาไปแสดงความเคารพนักการเมือง เป็นการคอร์รัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน และบังคับจิตใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยอมจำนนอำนาจนอกระบบ และเป็นลูกน้องนักการเมือง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป เพราะเป็นการคอร์รัปชั่นแล้ว จะต้องประกาศว่า จะไม่ประนีประนอมกับการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สปช.อภิปรายความเห็นจนครบทุกคนแล้ว ที่ประชุมจึงให้ความเห็นชอบตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสมาชิกด้วยคะแนน 206 ต่อ 0 เพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป



