ข่าว

คืนรอยยิ้มให้เด็กน้อย

คืนรอยยิ้มให้เด็กน้อย

27 ม.ค. 2558

ไลฟ์สไตล์ : คืนรอยยิ้มให้เด็กน้อย

 
              จากสถิติพบว่าในแต่ละปียังมีผู้เข้ารับการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง ต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์และเวลา ล่าสุด มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ได้สร้างสรรค์โครงการ "รอยยิ้มสดใสหัวใจเปี่ยมสุข" เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเชิญ อานันท์ ปันยารชุน เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการกิตติมศักดิ์อย่างเป็นทางการ ที่ห้องพินาเคิล โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เมื่อวันก่อน
 
              เควิน เจ บูเว่ส์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม กล่าวว่า มูลนิธิก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1982 ปัจจุบันมีเครือข่ายกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ส่วนภารกิจในประเทศไทยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1997 และจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและเอกชนช่วยให้การสนับสนุนตลอด 14 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้แล้วกว่า 9,000 ราย
 
              "สำหรับปี 2015 ทางมูลนิธิมุ่งเน้นไปที่แผน "ไบรท์ สมายส์ แอนด์ แฮปปี้ ฮาร์ท" กับ 5 ประการใหญ่ที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วย 1,500 รายต่อปี ข้อแรกคือการให้ความรู้และฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องแก่บุคลากรและอาสาสมัคร 2.การสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ 3.การสร้างแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ปกครองสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว ถูกต้อง และชัดเจน 4.การสร้างเครือข่ายบุคลากรให้ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่ และสุดท้ายคือการทำฐานข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรับมือทุกสถานการณ์ ซึ่งหากสามารถทำได้ก็จะได้ประโยชน์อย่างมากและจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย" ประธานมูลนิธิ กล่าว
 
              หลังเข้ารับตำแหน่ง อานันท์ ปันยารชุน เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมประเภทนี้จำเป็นต้องใช้จิตอาสาทั้งหมอ พยาบาล และอาสาสมัคร ที่เสียสละในด้านต่างๆ ที่จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่หมอและพยาบาลจิตอาสาจำนวนมาก ทำให้งานสำเร็จลุล่วงมากว่า10 ปีแล้ว แต่ยังเป็นห่วงในเรื่องของเงินทุนที่จะมาสนับสนุน อยากเห็นบริษัทต่างๆ จัดแบ่งงบประมาณส่วนนี้ให้อยู่ในงบการบริจาคของบริษัททุกๆ ปีไป เพื่อสะดวกในการวางแผนขยายงาน โดยหวังว่าแต่ละปีจะได้งบประมาณปีละ 50 ล้านบาททุกปี ขณะเดียวกันทางมูลนิธิต้องพิสูจน์ต่อสาธารณชนว่าเงินที่ได้รับบริจาคมานั้นถูกใช้โดยมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสูด มีการทำบัญชีให้เรียบร้อยสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้บริจาคเกิดความมั่นใจและเชื่อถือ
 
              ขณะที่ รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนาม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในประเทศไทยดีขึ้นมาก แต่ยังมีผู้ป่วยในบางพื้นที่ที่ยากต่อการเดินทางเข้ามารับการรักษาในส่วนกลาง ถึงแม้ค่ารักษาพยาบาลและการผ่าตัดจะฟรี แต่ยังมีปัญหาในเรื่องการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ การที่มีหน่วยงานเข้าไปให้การรักษาถึงที่ จึงเป็นแรงผลักดันที่จะนำลูกออกมารับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยได้รับการบริการมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะโรคนี้ไม่ได้มีผลต่อคนไข่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อพ่อแม่พี่น้องและคนรอบข้าง ถ้าปัญหานี้ได้รับการแก้ไขจะทำให้ครอบครัวมีสุขภาพจิตและจิตใจที่ดีขึ้น
 
              ภายในงานยังได้เชิญผู้ป่วยที่ผ่านการรักษามาร่วมพูดคุย ซึ่ง อรวรรณ จำปาหอม คุณแม่ของ "น้องโฟร์คซอง" ศุภณัฐ คำผาลา วัย 1 ขวบครึ่ง เปิดเผยว่า ตอนที่รู้ว่าลูกเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ตกใจและช็อกมาก เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย คุณหมอแนะนำจึงให้เขารับการรักษาโดยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลใน จ.อุบลราชธานี ได้เข้าร่วมโครงการและเข้าผ่าตัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกรักษาโรคปากแหว่งตอนน้องอายุ 3 เดือน ส่วนครั้งที่ 2 รักษาโรคเพดานโหว่ตอนอายุ 9 เดือน และกำลังรอการผ่าตัดต่อกระดูกฟัน ซึ่งหลังจากผ่าตัด 2 ครั้งที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่ต้องกลัวว่าน้องจะสำลักเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องพูดไม่ชัดมีลมขึ้นจมูก ซึ่งต้องบำบัดและฟื้นฟูต่อไป ทั้งนี้ขอขอบคุณโครงการและผู้สนับสนุนที่มอบรอยยิ้มที่สดใสกลับมาให้น้องอีกครั้ง