
'นายกฯ'ปัดไล่ล่า!ถอดถอน'ปู'ตามก.ม.
26 ม.ค. 2558
'ประยุทธ์' ไม่ห่วงสถานการณ์หลังถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์' ชี้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยันไม่ได้ไล่ล่าใคร แจง 'การบินไทย' ไม่ล้มละลาย
26 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 10.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภายหลังที่ สนช.มีมติถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ห่วง ทุกคนต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกติกา และกฎหมาย อย่าไปเขียนว่าเป็นการไปไล่ล่าใคร อย่าลงทุนกันมากขนาดนั้นเลย ไม่ได้ต้องการไปไล่ล่าใครเป็นกรณีพิเศษแล้วต้องใช้ประเทศทั้งประเทศ หรือประชาชนทั้งประเทศมาต่อสู้กันนั้น ตนว่ามันไม่ใช่ คงไม่ไปลงทุนขนาดนั้น ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย กติกา และกฎหมายว่าอย่างไร ถ้ามันทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ อะไรทำได้ก็ทำได้
เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มีการติดต่อ เขาจะติดต่อมาเรื่องอะไร ยืนยันว่า ไม่มีการโทรศัพท์มาพูดคุย หรือติดต่ออะไรมาทั้งนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากช่วงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขออนุญาต คสช.เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ ทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามกระบวนการยุติธรรมเขาก่อนว่า จะว่าอย่างไร ปกติการจะห้ามคนเดินทางไปไหนมาไหนต้องใช้กฎหมาย ไม่ใช่อะไรก็จะถาม คสช.ฝ่ายเดียว วันนี้ต้องถามว่าฝ่ายกฎหมายว่าอย่างไร มีความผิดแล้วหรือยัง
เมื่อถามต่อว่า หากขั้นตอนของกฎหมายไม่มีข้อบัญญัติห้าม ก็มีสิทธิ์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ายังไม่มีการห้ามมา ก็ต้องมาดูว่า วันนี้ยังอยู่ในกระบวนการการต่อสู้หรือเปล่า วันนี้ในเรื่องการถอดถอนจากตำแหน่งเป็นเรื่องของคดีทางการเมือง ซึ่งก็เหมือนทุกครั้ง ในส่วนคดีการถอดถอนมันไม่ได้มีคดีอาญาไม่ใช่หรือ
เมื่อถามว่า หากมองภาพกว้างของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการปรองดองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กระทบ ผมบอกแล้วว่า ให้แยกเรื่องออกจากกันว่าอะไรคือการสร้างความปรองดอง อะไรคือคดีความทางกฎหมาย ผมบอกแล้วไงว่า เราอย่าลงทุนประเทศทั้งประเทศกันเลย บางอย่างขอให้เป็นไปตามกระบวนการต่อสู้ ซึ่งทุกคนก็ต้องยอมรับในกติกา ถ้าทุกคนไม่ยอมรับกติกา ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปที่เก่า ผมเคยบอกแล้วว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไรให้เกิดปัญหา ไม่มีเรื่องเกิดขึ้น ก็จะไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการ แต่เมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นมา ทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ ทุกคนก็ต้องเคารพ เมื่อตัดสินอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น วันนี้ไม่มีสภา มีแต่ สนช.และ สปช. ซึ่ง สนช.ก็ต้องทำงานแทนสภา ก่อนหน้านี้ก็ใช่สภาเป็นที่ถอดถอนไม่ใช่หรือ ถ้าจะบอกว่าสภานี้ไม่ได้รับการเลือกตั้งมา แต่ สนช. เป็นของรัฐบาลนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลในวาระพิเศษ ทำหน้าที่แทนรัฐบาลจริง เมื่อแต่งตั้ง สนช.ขึ้นมา เขาก็ต้องทำงาน และสมาชิกที่อยู่ใน สนช.ก็ไม่ใช่พวกผม ไม่ได้คัดมาเพราะพวกผม แต่คัดมาด้วยคุณสมบัติและความเหมาะสม เพียงแต่ต้องมีทหาร และข้าราชการอื่นๆ เข้ามาด้วย และการตัดสินก็เป็นไปตามกระบวนการ และวิจารณญาณของเขา ขึ้นอยู่กับการชี้แจง และการตอบคำถาม ผมออกมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามันไม่ผิด ก็คือไม่ผิด จะไปสั่งอะไรเขาได้ ผมไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ไปไล่ล่า ฆ่าฟันใคร เพียงแต่ตั้งขึ้นมาเพื่อแทนสภา เพราะยังมีกฎหมายอีกมากที่รอผ่านการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อเท็จจริงอย่างไร เพราะขณะนี้มีกระแสข่าวว่าถ้ามีการเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีการใช้กฎอัยการศึกเข้าไปดำเนินการ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ไม่ว่าใครทั้งนั้นจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น วันนี้เราต้องการความสงบสุขเรียบร้อย ประชาชนก็เรียกร้องว่าขอให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ดังนั้นไม่ว่าใครก็ออกมาเคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องคดีการถอดถอนเท่านั้น ทุกคณะจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงผู้แทนประเทศสหรัฐอเมริกาที่เดินทางเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ว่า เป็นการมาเพื่อเรื่องทั่วๆ ไป และเท่าที่ทราบ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ก็จะเดินทางมาประจำในเดือนหน้า (ก.พ.) ก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่าเอาไปพันกันกับคดีการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีเลย ในเรื่องที่ผู้แทนสหรัฐเดินทางมาก็เป็นการติดตามสถานการณ์ต่างๆ เราก็จะถือโอกาสได้ชี้แจงว่าเรามีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว ปัญหาอยู่ที่ไหน สหรัฐเขาไม่ได้มาดูเรื่องการตัดสินคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่า แต่ทางสหรัฐเลือกจังหวะพอดีกับการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขาก็เหมือนกันเรา สื่ออย่าไปวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา สื่อก็ชอบวิเคราะห์และคิดเอง สหรัฐจะมาช่วงไหนก็เป็นเรื่องของเขา เราจะไปไหนก็เป็นเรื่องของเรา ทำไมจะต้องเอามาพันกัน
เมื่อถามว่า มีการติดต่อมาพบนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาจะมาพบผมทำไม เขาไม่พบผมเพราะเขาก็รู้อยู่ว่าผมมาอย่างไร การเมืองก็คือการเมือง การเศรษฐกิจเขาก็มีการค้าขายกับเรา การฝึกร่วมรบก็ยังฝึกกับเรา เขาแยกแยะออกจากกัน แต่เรายังเอาหลายเรื่องมารวมกันอยู่เลย วันนี้หลายประเทศก็ยังค้าขายกับเราอย่างปกติ ประเทศที่ต่อต้านเราไม่เห็นชอบกับเรา แต่ก็ยังค้าขายกับเราได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้แทนสหรัฐได้มีกำหนดในการพบนางสาวยิ่งลักษณ์ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา เขาก็มีสิทธิ์ที่จะพบ ซึ่งเขาต้องรู้ว่าเขาต้องทำอย่างไรก็แล้วแต่เขา เราก็ไม่ได้ไปห้ามปรามอะไรเขา
"เพียงแต่ผมข้อร้องว่าอย่าไปเขียนว่าสิ่งที่ทำวันนี้เพื่อจะไปไล่ล่าอดีตนายกฯ ทุกคน มันไม่ใช่ ผมยืนยันอีกครั้งว่า เราทำเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ผมบอกมาหลายครั้งแล้วว่าการที่เราออกมาควบคุมอำนาจนั้น เราไม่ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ต้องเข้าใจว่าในช่วงนั้นบริหารงานไม่ได้เลย งบประมาณก็ใช้ไม่ได้ นั่นคือความจำเป็นที่เราต้องออกมา ทำให้คดีความและเรื่องต่างๆ ที่ติดขัดเดินต่อไปได้ นี่คือจุดมุ่งหวังของผม โดยให้ทุกคนดำเนินการไปตามปกติ ผมไม่ได้ไล่ล่าใคร ถ้าไล่ล่าก็ต้องตั้ง คตส. ตั้งอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งมันเร็ว แต่มันจะจบหรือไม่ แต่ขณะนี้ก็ต่อสู้กันไปถ้าอยากจะต่อสู้ก็ต่อสู้ เราให้ความเป็นธรรมกับทุกคนและทุกฝ่าย สื่อก็อย่าเขียนเอาทุกอย่างมาพันกันหมด ผมอยากจะมาขอร้อง"
เมื่อถามว่า นอกจากประเด็นการเมืองที่รัฐบาลต้องการชี้แจง ยังมีประเด็นอื่นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าก็เป็นเรื่องของความก้าวหน้าต่างๆ ทั้งเรื่องการเตรียมการ การแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องประมง เพื่อชี้แจงให้ทราบว่าขณะที่เรามีปัญหาอย่างนี้ เราจะมีการเดินน้าประเทศอย่างไร ในส่วนของกระบวนการประชาธิปไตยก็กำลังเดืนหน้าอยู่ รวมทั้งการเตรียมการเลือกตั้ง การร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องอธิบายพื่อให้เขารู้พวกเราทุกคนก็ต้องช่วยกันอธิบายว่าอะไรคือเหตุผลและความจำเป็น เพราะถ้าวันนี้ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมยังมีการประท้วงเหมือนเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา แล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกเท่าไหร่ ถ้าไม่มีการทำอะไรจนเกิดผลเสียมันจะมีการประท้วงหรือ หากย้อนกลับไปปี 2553 ถามว่าใครเป็นรัฐบาลถ้าอีกพรรคเป็นรัฐบาลแล้วอีกพรรคจะประท้วงหรือไม่ ก็จะมีการประท้วงกลับไป กลับมาอยู่แบบนี้แล้วประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่ทำให้ต้องมีรัฐบาลนี้
"ผมถามว่า ถ้าผมไม่ออกมาแล้วเกิดรัฐบาลที่แล้วต้องออกไปอีกพรรคการเมืองเข้ามารัฐบาลชุดที่แล้วจะประท้วงหรือไม่ มันก็เหมือนเดิม แล้วเราจะปล่อยให้มันกลับไปกลับมาเช่นนี้หรือเราก็ต้องไปปิดสถานการณ์ตรงนี้ให้ได้เหมือนกับการหยุดเลือดที่มันไหลอยู่เพราะประเทศเราเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ สร้างความเข้มแข็งก็ไม่ได้ เศรษฐกิจก็ตกต่ำ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเข้ามา เราไม่ได้เข้ามาเพื่อจับใครติดคุกหรือลงโทษ ทุกอย่างให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่กระทำความผิดก็ไม่ติดคุก ไม่ถูกดำเนินคดี ประเทศนี้ไม่ใช่จะเอากฎหมายมาไล่ล่าด้วยคดีการเมือง การเมืองก็คือการถอดถอน ความผิดคือการรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบถึงเรียกว่าคดีการเมือง สองคือคดีอาญาก็ต้องไปดูเรื่องการทุจริตต้องแยกกันให้ออก ถ้าแยกไม่ออกก็ยังเป็นอยู่แบบนี้ อยากให้เข้าใจกันสักที ผมไม่ได้ไล่ล่า ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่ได้รักใครพิเศษ หรือเกลียดใครพิเศษ วันนี้ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ รัฐวิสาหกิจจะต้องดูแลอย่างไร มีการออกกฎหมายอย่างไร ไม่ใช่สั่งแล้วทั้งหมดจะออกมาได้ทันที ทุกอย่างต้องใช้กฎหมาย กระบวนการสร้างความน่าเชื่อถือ บางอย่างก็ต้องฟื้นฟูและต้องได้รับการยอมรับจากคนภายในองค์กร อย่าลืมว่าทุกคนต่างก็เป็นคนไทยไม่ว่าจะเป็นสหภาพหรือแรงงานต้องสร้างความเข้าใจและกฎระเบียบใหม่ ให้ทุกคนเข้าใจว่าเราจะเดินหน้าประเทศ วันนี้อย่าเอาอดีตมาตีกัน แต่เอาอดีตที่เป็นปัญหามารวมกับปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อแก้และเดินหน้าประเทศต่ออย่าเอาภาระที่พะรุงพะรังบวกเข้าไปจนเดินไม่ได้ ทุกคนอยากให้สร้างความปรองดองแล้วจะให้ยกเลิกทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน เพราะไม่มีใครตัดสินได้"
สวมชุดข้าราชการครั้งแรก
เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 3/2558 โดยวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สวมชุดข้าราชการสีกากีเป็นครั้งแรก หลังหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งกายด้วยเครื่องแบบข้าราชการ ทุกวันจันทร์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และ เป็นเอกภาพของส่วนราชการ
จากนั้นเวลา 10.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการสวมชุดข้าราชการสีกากี ว่า เหตุผลที่สวมชุดสีกากีนั้น เพราะที่ผ่านมาเราขอให้ข้าราชการได้สวมชุดข้าราชการในทุกวันจันทร์ ดังนั้นสิ่งไหนที่เราทำด้วยได้เราก็พร้อมที่จะทำ ซึ่งใส่ชุดนี้แล้วก็สบายดีส่วนที่มีคนชมว่าใส่แล้วหนุ่มนั้นก็ต้องขอบคุณ ตนตั้งใจที่จะแต่งชุดราชการนี้หลายวันแล้ว แต่บังเอิญว่าติดงานหลายงานถ้าใส่แล้วต้องเปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ชุดข้าราชการที่ใส่อยู่ใครเป็นคนออกแบบ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเครื่องแบบของรัฐบาล ผมเป็นข้าราชการ
เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า ชุดเครื่องแบบนี้เป็นการออกแบบในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่รู้ จำไม่ได้
เมื่อถามอีกว่า ตัดที่ร้านบรอดเวย์ ร้านประจำที่เคยตัดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ เขาตัดมาให้และจะพยายามใส่ในทุกๆ วันจันทร์ ซึ่งข้าราชการส่วนใหญ่ของทำเนียบรัฐบาลเขาก็ใส่กันทุกวันจันทร์อยู่แล้ว ส่วนที่บางส่วนยังไม่ใช้คาดว่าอยู่ระหว่างหาเงิน ยอมรับว่าพอใส่แล้วก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน เพราะไม่เคยใส่ ส่วนราคาก็น่าจะอยู่ที่ 2,000 - 3,000 บาท ซึ่งแพงอยู่เหมือนกัน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะแจกผ้าเพื่อให้ข้าราชการไปตัดชุดเป็นการลดค่าใช้จ่าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หาเงินมาให้สิ ความจริงรัฐบาลก็อยากแจกให้สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่คงต้องหางบประมาณมาก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ยังใส่กำไลหินสีอยู่หรือไม่ เพราะเหมือนว่า ยิ่งใส่ยิ่งใจร้อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า งั้นเดี๋ยวถอดออก
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเครื่องแบบข้าราชการชุดสีกากีสำหรับข้าราชการทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นเครื่องแบบที่ ครม.ฉบับปรับปรุงในสมัยนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบ่าแบบใหม่ พื้นเป็นแบบกองทัพอากาศแปะครุฑ เครื่องหมาย ครม.สีชมพู อยู่บนอกด้านขวา มีตราสำนักนายกรัฐมนตรีสีขมพู ซึ่งหมายถึงการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ออกแบบโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ (26 ม.ค.) เป็นวันแรกที่ ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ และ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งลดธงครึ่งเสา พื่อเป็นการไว้อาลัยแด่สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาะห์ บิน อับดุล อาซีซ อัล ซาอูด กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชอาณาจักรซาอุอาระเบีย สวรรคต เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยจะลดธงไปจนถึงวันที่ 28 มกราคมนี้
จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปร่วมลงนามแสดงความเสียใจ กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ณ สถานเอกอัครราช ทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทยด้วย
แจงการบินไทยไม่ล้มละลาย
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการฟื้นฟูบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) ว่า เรากำลังคุยกันอยู่ การบินไทยจะไม่ล้มละลาย จะล้มได้อย่างไร เพราะรัฐดูแลอยู่ แต่ต้องลดค่าใช้จ่ายลงแล้วเพิ่มรายได้ ลดเส้นทางบางเส้นทางที่ไม่คุ้มค่า รวมทั้งปรับสินทรัพย์บางอย่าง ต้องมีการจำหน่ายเครื่องบินออกไปให้สามารถมีรายได้ เพราะวันนี้ต้องแข่งขันมาก การบินมันเคลื่อนทุกนาที โดยจากที่มีคณะกรรมการเข้าไปประเมินตรวจสอบแล้ว ระบุว่า ต้องมีการแก้ในเรื่องการบริหารจัดการ พนักงาน รายได้ของเจ้าหน้าที่ สินทรัพย์ และเส้นทางบินซึ่งทุกอย่างต้องปรับหมด แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพวกเราทั้งนั้น ต่อไปเอเย่นต์ที่ซื้อตั๋วไปแล้วจำหน่ายไม่หมดนำมาคืนต้องเสียค่าปรับ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในการประชุมกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจวันนี้มีแผนที่การบินไทยเสนอมาแล้วเราอนุมัติในหลักการเพื่อให้ไปทำต่อ ตอนนี้มีการฟื้นฟูหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วยการปรับรายจ่ายเพิ่มรายได้ สำหรับสินทรัพย์ที่ต้องขายของการบินไทยเป็นบางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด เช่นเครื่องบินที่ไม่ได้ใช้งาน ทั้งนี้ต้องไม่ผ่านคนกลาง แต่ถ้าอยากจะซื้อให้ติดต่อเข้ามา เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดและเป็นธรรมมากที่สุด
มีการประมูลข้าวจากโครงการรับจำนำแล้ว 1 ล้านตัน
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการระบายข้าวที่ค้างสต็อกจากโครงการรับจำนำข้าว ว่า วันนี้ได้มีการประมูลไปแล้ว 1 ล้านตัน ซึ่งจุดนี้จะไม่ตีราคาข้าวในตลาด เพราะคนละส่วนกัน ซึ่งข้าวที่ค้างอยู่ตนได้สั่งไปแล้ว และอยากให้พวกเราช่วยกัน โดยตนจะมีนโยบายนำมาขายในประเทศให้มากขึ้น ราคาอาจจะถูก มีทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวขาว เวลานี้สั่งให้นำไปขายทุกจังหวัด แต่ข้าวที่ขายไปต่างประเทศจะเป็นข้าวใหม่ ถ้าไม่พอจะลำเลียงข้าวเก่าเพิ่มไป ซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญารัฐต่อรัฐ ว่าต้องการข้าวแบบไหน จริงๆ แล้วอยากระบายข้าวทั้งข้างในและข้างนอก แต่ทำอย่างไรจะไม่มีผลกระทบซึ่งกันและกัน
นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องรายได้ของชาวนาต้องคุยกันว่าเราจะลดรายจ่ายให้เขาอย่างไร โดยดูที่ต้นทุนการผลิต ซึ่งตนมีแนวคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ หากเราจะหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ให้กับเกษตรกรชาวนา หรือจะเป็นลักษณะของสหกรณ์ โดยที่ไม่ต้องให้เป็นเงิน แต่การให้เงินไปใช้หนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามข้าวที่ค้างอยู่ในสต็อกจากโครงการรับจำนำข้าว จะพยายามเร่งระบายให้หมดเร็วที่สุด เพราะวันนี้เป็นภาระค่าเช่าคลังเก็บข้าว เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 2 พันกว่าล้านบาท ตกวันละ 50 กว่าล้าน ทั้งนี้ ถ้าขายเร็วเกินไป ก็จะทำให้ราคาข้าวตก และรัฐบาลอาจจะถูกมองว่ารีบขายทำให้ราคาข้าวตก นี่คือสิ่งที่เป็นความยากง่าย ทั้งนี้เห็นว่าราคาเช่าโกดังเก็บข้าว ไม่ควรจะเสียมากขนาดนี้ ถ้าเรายังไม่ยุติการรับจำนำข้าวก็จะทำให้เพิ่มโกดังจำนำมากขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายอีก
"วันนี้เราควรเสียไหมเดือนละ 2.6 พันล้านบาท รวมปีละ 2 หมื่นกว่าล้าน เฉยๆ เลยนะ ถ้าระบายข้าวยกคลังได้ก็จะทำให้ภาระตรงนี้ลดลง จึงได้พยายามให้มีการระบายข้าวยกคลัง แต่คุณภาพข้าวไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องตีตามราคาข้าวที่มีอยู่ ซึ่งเขาจะรับหรือเปล่ายังไม่รู้ เพราะข้าวบางส่วนมีเสื่อมคุณภาพ ซึ่งก็ต้องเหมาไป เรื่องผลประโยชน์ประเทศชาติผมต้องหาเงินคืนให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่จะขายให้ได้ราคาน้อยที่สุดเพื่อที่จะเล่นงานรัฐบาลเก่า มันไม่ใช่ แต่ทำอย่างไรจะให้ข้าวได้ราคามากที่สุดและไม่เสียประโยชน์ของรัฐมากที่สุด นั่นคือความยากง่าย ผมไม่คิดจะขายให้ได้กำไรน้อยๆ เพื่อจะไปเล่นงานเขา มันคนละเรื่อง ต้องแยกกัน"



