
ตร.เร่งล่าโจรข่มขืนต่อเนื่อง
26 ม.ค. 2558
กองปราบเร่งล่าตัวโจรข่มขืนต่อเนื่อง ล่าสุดบุกวางยาเบื่อหมางัดบ้านมีดจี้คอข่มขืนยายวัย 73 ปี ก่อนชิงทรัพย์หนี สั่งปิดพื้นที่ล่าตัว
26 ม.ค.58 จากกรณีคนร้ายบุกเข้าไปข่มขืนผู้หญิงวัย 72 ปี ในพื้นที่รับผิดชอบ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งถือเป็นผู้เสียหายในคดีข่มขืนรายที่ 10 ในพื้นที่ จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งตำรวจเชื่อว่าคนร้ายอาจเป็นคนเดียวกัน เนื่องจากมีพฤติการณ์การก่อเหตุที่ใกล้เคียงกัน โดยก่อนหน้าจะลงมือก่อเหตุบุกข่มขืนหญิงวัย 72 ปี รายนี้ คนร้ายเพิ่งบุกเข้าไปข่มขืนผู้เสียหายรายที่ 9 เป็นหญิงวัย 39 ปี ในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีกันอยู่ 2 คนคือ ผู้เสียหายและมารดาอายุประมาณ 70 ปี โดยคนร้ายปีนรั้วพังประตูบ้านมุ่งหน้าไปที่ชั้นบนเพื่อหามารดาของผู้เสียหายที่นอนอยู่เพียงคนเดียวหมายจะข่มขืน แต่จังหวะนั้นเหยื่อวัย 39 ปี เข้ามาเห็นพอดี คนร้ายจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาทำร้ายผู้เสียหายแล้วลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ก่อนจะหลบหนีไป ภายหลังผลตรวจดีเอ็นเอผู้เสียหายจาก รพ.ตำรวจ ยืนยันว่า ดีเอ็นเอของคนร้ายตรงกับดีเอ็นเอของผู้ต้องหาที่เคยก่อเหตุข่มขืนหญิงชรามาอย่างต่อเนื่องถึง 8 คดี ตั้งแต่ปี 53-57 ในพื้นที่ จ.นครปฐม ,สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยผู้เสียหาย 2 ใน 8 ราย ถูกคนร้ายข่มขืนและทำร้ายจนเสียชีวิตนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ 26 มกราคม 58 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. กล่าวว่า คดีนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท.ผบช.ก. ดำเนินการช่วยตำรวจภูธรภาค 7 ในการเร่งติดตามตัวคนร้าย ตนจึงได้สั่งการให้ตำรวจกองปราบจัดชุดสืบสวนจำนวน 9 ชุด ที่มีรองผู้บังคับการ จำนวน 5 คน และมีนายตำรวจระดับผู้กำกับการ ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อเร่งรัดติดตามคดีนี้แล้ว
พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวต่อว่า ตอนนี้จะเน้นไปที่การตรวจสอบดีเอ็นเอของคนร้าย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 9 คดีนั้น ยืนยันว่าเป็นของคนร้ายรายเดียวกัน และแม้ว่าขณะนี้ตำรวจจะสามารถตีวงแคบพื้นที่ที่ของคนร้ายกบดานได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำไปสู่การขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับได้ ทั้งนี้พฤติกรรมคนร้ายรายนี้จะคอยติดตามเหยื่อเป็นเวลาหลายวัน ก่อนลงมือก่อเหตุ เชื่อว่าคนร้ายเป็นคนที่มีจิตใจวิปริตและไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ส่วนภาพสเก็ตซ์ของคนร้ายที่ออกมานั้น เป็นภาพสเก็ตซ์ของคนร้ายในคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นคนร้ายคนเดียวกันกับคดีล่าสุด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการประชุมชุดใหญ่ร่วมกัน ทั้งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และกองปราบปราม ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ที่ สภ.นครไชยศรี
โฆษกตร.เตือนภัยป้องกันหญิงชราอยู่บ้านคนเดียว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 26 ม.ค.58 เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเปิดเผยถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปี 53ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทสาคร เบื้องต้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ลงพื้นที่เพื่อหาพยานหลักฐานและความเชื่อมโยง ในเบื้องต้นจากการสเก็ตซ์ภาพคนร้ายมีลักษณะร่างกายกำยำ สูง 170 เซนติเมตร ขอฝากเตือนไปยังประชาชนว่าอย่าให้เด็กและผู้สูงอายุอยู่คนเดียว อยากให้มีมาตราการในการป้องกันในการเตือนภัยต่างๆ ส่วนทางคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายให้เร็วที่สุดคาดว่าจะจับกุมได้เร็วๆนี้ คนร้ายอาจเป็นไปได้ทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ก็ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกหมายจับคนร้ายตามภาพสเก็ตซ์
ผบช.ภ.7 เรียกประชุมเร่งรัดคดีฆาตกรต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (26 ม.ค.) ที่ห้องประชุม ศปก.ชั้น 4 ภ.7 พล.ต.ท.วีระพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.7 ได้เรียกประชุมเร่งรัดติดตามคดีฆาตกรข่มขืน/ฆ่าต่อเนื่อง โดยมีพล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รองผบช.ภ.7,พล.ต.ต.สุรชัย ควรเตชคุปต์ รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.วิรัตน์ วัชรขจร รองผบช.ภ.7,พล.ต.ต.พจน์ บุญมาภาคย์ ผบก.ภ.จว.นครปฐมและหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้ว,สามพราน,พุทธมณฑล,และนครชัยศรี จำนวน 4 สภ.เข้าร่วมและรายงานผลการปฎิบัติงาน
พล.ต.ท.วีระพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.7 กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการแบ่งหน้าที่การทำงานของเจ้ากน้าที่โดยพล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รองผบช.ภ.7 รับผิดชอบด้านการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายและประสานงานด้านการสืบสวนกับชุดสืบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่สืบสวนติดตามคนร้าย,พล.ต.ต.สุรชัย ควรเตชะคุปต์ รองผบช.ภ.7 รับผิดชอบด้านการป้องกันเหตุ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามในพื้นที่ให้ทำการสำรวจในพื้นที่ทำแผนที่บ้านที่มีความเสี่ยงห่างไกลและมีผู้สูงอายุอยู่เพียงลำพัง และมีบ้านอยู่ใกล้น้ำ โดยส่งสายตรวจและสายสืบเวียนไปตรวจเพื่อสร้างความมั่นใจ
นอกจากนี้ยังได้ส่งหน่วยอินทรี7ซึ่งเป็นหน่วยปฎิบัติการพิเศษของตำรวจภูธรภาค 7 ลงพื้นที่ตั้งศูนย์และ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ลงพื้นที่เสี่ยงด้วย อีกทั้งยังประสานไปยังผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้สำรวจดูว่าบ้านไหนที่อยู่ห่างไกลชุมชน และมีหญิงสูงอายุอยู่คนเดียว โดยที่ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย ถ้ามีความจำเป็นให้ย้ายไปอยู่กับญาติพี่น้องก่อน จนกว่าจะจับตัวคนร้ายได้ ส่วนด้านการสอบสวนนั่นให้ พล.ต.ต.วิรัตน์ วัชรขจร รองผบช.ภ.7เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
ผบช.ภ.7กล่าวต่ออีกว่า จากการวิเคราะห์รูปร่างและพฤติกรรมของคนร้ายในการก่อเหตุแต่ละพื้นที่ๆ ผ่านมานั้นพบว่าคนร้ายเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีทึบ สวมหมวกไหมพรม ลักษณะคล้ายคนจับสัตว์น้ำในเวลากลางคืนและ จะลงมือ ทำงานคนเดียวและเลือกลงมือกับหญิงสูงอายุที่อยู่เพียงคนเดียวในบ้านหลังเดี่ยวโดดๆปิดไฟมืด ห่างไกลชุมชน โดยจะมีการ วนเวียนมาดูลาดเลาก่อน และจะเลือกลงมือช่วงดึกในวันหยุดหรือวันนักขัตฤกษ์ และถ้าบ้านไหนมีสุนัข ก็จะเบือสุนัขก่อน ส่วนอาวุธที่ใช้ก็จะหยิบฉวยเอาภายในบ้านนั่นเอง ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรเก็บอุปกรณ์ มีดและสิ่งของมีคมไว้ให้มิดชิด เพื่อไม่ให้คนร้ายนำเอาไปเป็นอาวุธได้
นอกจากนี้ยังพบทั้งความเหมือนและความแตกต่างแห่งคดี บางกรณีหลัวก่อเหตุได้เอาทรัพย์สินไปด้วย แต่สังเกตุว่าคนร้ายรายนี้ไม่ประสงค์ต่อทรัพย์ และบางกรณีฆ่าตายนั่นเพราะอาจจะมีการขัดขืนจึงได้ลงมือ ลักษณะของคนร้ายประเภทนี้ คือผิดปกติทางจิต เวลาธรรมดาก็จะปฎิบัติตัวเหมือนกับคนเราทั่วๆไป อาจจะมีครอบครัว มีงานทำ เพราะเขาเป็นพวกกามวิปริต อาจจะเป็นฝังจิต หรือการเลี้ยงดูในวัยเด็กจากหญิงสูงอายุและรูปร่างลักษณะขาวอวบ จึงทำให้จดจำในสิ่งที่ไม่ดี



