'เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจหยุดใช้ความรุนแรง'
26 ม.ค. 2558
'เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจหยุดใช้ความรุนแรง' : ไลฟ์สไตล์
ข่าวคราวปัญหาการกระทำความรุนแรงต่อเด็กในสังคมไทยยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่มักไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึง ครู อาจารย์ เนื่องจากความเชื่อและค่านิยมในการเลี้ยงดูเด็กที่ถูกปลูกฝังมานาน ด้วยเหตุนี้ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูนิเซฟ จึงร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก ภายใต้แนวคิด "เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ หยุดใช้ความรุนแรง" พร้อมแนะแนวการเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธี รวมถึงการเปิดตัวสื่อภาพยนตร์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก ตลอดจนวอนสังคมให้ความสนใจและร่วมเป็นหูเป็นตา บริเวณลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อบ่ายวันก่อน
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า กระทรวงได้ดำเนินการเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา 4 ด้าน คือ 1.ด้านนโยบาย ได้จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นแผนแม่บท และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติต่อไป 2.ด้านการคุ้มครองช่วยเหลือ ปัจจุบันมีศูนย์ช่วยเหลือทางสังคม 1,300 บ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัด ที่จะคุ้มครองช่วยเหลือเด็กจากสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ 3.ด้านการป้องกัน ได้พัฒนาหลักสูตรการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อฝึกอบรมให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กและครูอาจารย์ ได้เข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัย และการสร้างเสริมวินัยเชิงบวก และ 4.ด้านกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 รวมทั้งฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่บังคับใช้และปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ประธานมูลนิธิสายเด็ก "คุณหญิงใหญ่" ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์ ได้ให้แนวทางในการทำงานเพื่อเด็กว่า ทุกเรื่องต้องทำพร้อมกันหมด งานด้านคุ้มครอง งานด้านรณรงค์ และงานด้านการแก้กฎหมาย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
"ถึงจะมีข่าวดีว่าในไม่ช้านี้จะมีการตั้งกรมเด็กและเยาวชนขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะสังคมไทยทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป สมัยโบราณเด็กได้รับการดูแลจากญาติพี่น้องอย่างน้อยๆ ก็ยังได้รับความอบอุ่น ได้รับการสั่งสอนจากปู่ย่าตายาย แต่ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่ว่าจะในกลุ่มคนรวยหรือคนจน เด็กๆ ล้วนมีความเสี่ยงต่อการถูกกระทำความรุนแรงด้วยกันทั้งสิ้น และที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ จากสื่อต่างๆ ดังนั้นงานคุ้มครองเด็กจึงจำเป็นต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ ขณะที่งานด้านรณรงค์เองต้องรู้ว่า การให้ข้อมูลทุกฝ่ายต้องทำอย่างไรบ้าง สุดท้าย งานแก้ไขกฎหมาย ซึ่งถือว่าสำคัญมาก ทุกวันนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กยังน้อยอยู่มากหากเทียบกับกฎหมายทั่วๆ ไป นอกจากนี้ กฎหมายไทยยังไม่ลงโทษผู้กระทำผิดต่อเด็กอย่างเต็มที่และถูกต้อง เพราะถ้ามีการลงโทษอย่างถูกต้องแล้ว เชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างให้ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก" คุณป้าหญิงใหญ่ของเด็กๆ กล่าวฝาก
ทั้งนี้ พิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงานของยูนิเซฟ พบว่า เด็กที่ถูกกระทำรุนแรงมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ทั้งมีอาการวิตกกังวลเสียใจ เสียความภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง สิ้นหวัง จนอาจจะมีอาการซึมเศร้า หรือร้ายแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังมักมีปัญหาในการปรับตัวด้านการเรียนและการเข้าสังคม มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ตลอดจนเสี่ยงต่อการเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเองในอนาคต
"โครงการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กนี้ มุ่งเน้นให้พ่อแม่ ผู้ดูแล ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็ก ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม และหยุดใช้ความรุนแรงต่อเด็กในทุกกรณี โดยส่งเสริมแนวคิด "เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ หยุดใช้ความรุนแรง" พร้อมแนะนำวิธีเลี้ยงดูเด็กแบบถูกวิธีด้วยการเสริมสร้างวินัยเชิงบวก โดยวิธีจำง่ายๆ ที่เรียกว่า CUTE ได้แก่ Confidence = ให้ความมั่นใจ Understanging = ให้ความเข้าใจ Turst = ให้ความไว้ใจ และ Empathy = ให้ความเห็นใจ ผ่านภาพยนตร์ความยาว 30 วินาที และ 15 วินาที ออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์และสื่อต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านจิตใจที่เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง" ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว



