ข่าว

แกนนำชุมชนกว่าร้อยละ85เห็นด้วยถอดถอน‘ปู’

แกนนำชุมชนกว่าร้อยละ85เห็นด้วยถอดถอน‘ปู’

25 ม.ค. 2558

"มาสเตอร์โพลล์"เผยแกนนำชุมชนกว่าร้อยละ 85 เห็นด้วยถอดถอน"ยิ่งลักษณ์" ยกเหตุจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคม และคนเป็นผู้นำ

 
 
 
 
 
 
          วันที่ 25 ม.ค.58 มาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องสำรวจความคิดเห็นของแกนนำชุมชน ต่อมติถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี และ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ 
 
          รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง สำรวจความคิดเห็นของแกนนำชุมชนต่อมติถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี และ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ: กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 630 ชุมชน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 - 24 มกราคม 2558 
 
          ผลการสำรวจพบว่าแกนนำชุมชนที่ถูกศึกษาเกือบร้อยละร้อยละ คือร้อยละ 94.0 ระบุติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำอย่างน้อย 1 - 2 วันต่อสัปดาห์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา  ในขณะที่ร้อยละ 5.2 ระบุติดตามน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง และร้อยละ 0.8 ระบุไม่ได้ติดตามเลย
 
          ทั้งนี้เมื่อสอบถามต่อไปว่าสนใจติดตามข่าวไหนมากกว่ากัน ระหว่างข่าวการตามจับมือปืนยิงสุนัขหน้าห้างอิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว กับข่าวการลงมติถอดถอนนักการเมือง นั้น พบว่า ร้อยละ 63.8 ระบุสนใจข่าวการลงมติถอดถอนนักการเมืองมากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 32.1 ระบุสนใจพอๆกัน และร้อยละ 4.1 ระบุสนใจข่าวการตามจับมือปืนยิงสุนัขมากกว่า
 
          ประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการสำรวจในครั้งนี้เกี่ยวกับกรณีการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.7 ระบุเห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 14.3 ระบุไม่เห็นด้วย  ทั้งนี้ในกลุ่มแกนนำชุมชนที่เห็นด้วยกับผลการลงมติให้เหตุผลว่า จะได้เป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม บริหารประเทศไม่ดี เป็นผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ เห็นความเสียหายชัดเจน เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น  ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน ให้เหตุผลว่า เป็นการโยนความผิดทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ข้อมูลยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ยังไม่มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง เป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อคนจน  เป็นการกีดกันทางการเมือง กลัวว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งบานปลายอีก เป็นต้น
 
          นอกจากนี้เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามต่อไปถึงความเชื่อมั่นว่าจะได้นักการเมืองที่มีจิตสำนึกที่ดีมากขึ้นหรือไม่นั้น พบว่า แกนนำชุมชนประมาณ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 63.7 ระบุเชื่อมั่นว่าจะเป็นอย่างนั้น ในขณะที่ร้อยละ 36.3 ระบุไม่เชื่อมั่น และเมื่อสอบถามต่อไปถึงความเชื่อมั่นว่าจะได้รัฐบาลที่ดีเข้ามาบริหารประเทศหรือไม่นั้น ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 65.2 ระบุเชื่อมั่นว่าจะเป็นเช่นนั้น ในขณะที่ร้อยละ 34.8 ระบุไม่เชื่อมั่น
 
          ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ค้นพบจากการสำรวจ คือ เมื่อสอบถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง  ซึ่งผลการสำรวจพบว่าแกนนำชุมชนร้อยละ 41.3 ระบุจะไม่เลือกพรรคไหนเลย ในขณะที่ร้อยละ 33.3 ระบุจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.0 ระบุจะเลือกพรรคเพื่อไทย  และร้อยละ 17.4 ระบุเลือกพรรคอื่นๆ
 
          สำหรับในประเด็นความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการทารุณกรรมสัตว์นั้น คณะผู้วิจัยได้เริ่มต้นคำถามถึงการเคยพบเห็น รับรู้ว่ามีการทารุณกรรมสัตว์ในหมู่บ้าน ชุมชนของตนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา  ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 18.8 ระบุเคยพบเห็น เคยรับรู้ว่ามี  ในขณะที่ร้อยละ 81.2 ระบุไม่เคยพบเห็น ไม่เคยรับรู้ว่ามี และเมื่อสอบถามต่อไปถึงประเภทของสัตว์ที่เคยพบเห็น รับรู้ว่าถูกทารุณกรรมมากที่สุดนั้นพบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.9 ระบุเป็นสุนัข  รองลงมาคือร้อยละ 4.8 ระบุเป็นช้าง   ร้อยละ 3.2 ระบุวัว และนอกจากนี้ยังพบเห็นการทารุณกรรมสัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น แมว ไก่ชน หมู ควาย เต่า ลิง เป็นต้น
          
          ทั้งนี้เมื่อสอบถามความคิดเห็นของแกนนำชุมชนต่อการให้ความสำคัญหรือความตื่นตัวในการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสังคมไทยปัจจุบันนั้น ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 70.7 ระบุคิดว่ามีการให้ความสำคัญ/มีความตื่นตัวมากพอแล้ว ในขณะที่ร้อยละ 29.3 ระบุยังไม่มากพอ
 
          ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณา คือเมื่อสอบถามแกนนำชุมชนกรณีการรับรู้รับทราบต่อ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น ผลการสำรวจพบว่าร้อยละ 71.7 ทราบข่าวจากสื่อมวลชนต่างๆ ว่ามีการประกาศใช้ พรบ.ดังกล่าวนี้แล้ว ในขณะที่ร้อยละ 28.3 ระบุยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงรายละเอียดใน พรบ.ดังกล่าวนี้นั้นพบว่า แกนนำชุมชนมากกว่า 2 ใน 3 หรือ   ร้อยละ 72.4 ระบุยังไม่ทราบรายละเอียดของ พรบ.ฉบับนี้ ในขณะที่ร้อยละ 27.6 ระบุรับทราบรายละเอียดแล้ว
 
          และเมื่อสอบถามต่อไปถึงความจำเป็นของการเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการมี พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ เพื่อให้ประชาชนรับรู้รับทราบข้อมูลนั้น แกนนำชุมชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 89.4 คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ ในขณะที่ร้อยละ 10.6 ระบุคิดว่าไม่จำเป็น
 
          ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่ค้นพบจากการสำรวจในครั้งนี้ คือเมื่อสอบถามความมั่นใจของแกนนำชุมชนต่อ พรบ.ป้องกันการรุณกรรม และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในการลดปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ในสังคมไทยนั้น  พบว่า ร้อยละ 85.3 เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดปัญหาลงได้  ในขณะที่ร้อยละ 14.7 ระบุไม่เชื่อมั่น