
ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้
ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล
สมัยก่อน หนุ่มใดสาวใด ได้ยินคำพูดที่ว่า “ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้” จากปากคนรัก ก็คงจะปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก แต่ทุกวันนี้ อะไรที่คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคำตอบก็คงเป็นโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งไอแพด ไอโฟน หากถามว่า เหตุใดเจ้าอุปกรณ์สื่อสารพวกนี้จึงมีความสำคัญกว่าความรัก ถึงขนาดที่ขาดมันไม่ได้ คำตอบก็น่าจะเป็นเพราะมือถือได้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนแทบจะทำอะไรไม่ได้ หากทำมือถือหาย หรือลืมไว้ที่ไหนสักแห่ง มือถือเป็นเสมือนศูนย์รวมการติดต่อกับโลกภายนอก ตั้งแต่โทรศัพท์ ตารางกำหนดนัดหมาย รับฟังข่าว ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เจ๊าะแจ๊ะในเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ฯลฯ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่กล้องถ่ายรูปแต่งรูป ถ่ายวิดีโอ บันทึกเสียง เป็นสมุดบันทึก เครื่องสแกน เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร รับ-ส่งอีเมล จนถึงนาฬิกา เครื่องคิดเลข ฯลฯ เรียกได้ว่า ยิ่งกว่าคำว่าอเนกประสงค์เสียด้วยซ้ำ และยิ่งวันอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้ ยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีลูกเล่นมากขึ้น การบริการต่างๆ มีให้เลือกมากมาย แต่ราคากลับถูกลง
วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือจากรุ่นปิ่นโต รุ่นกระดูกหมา จนถึงรุ่นปัจจุบันที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด สีสันสดใส และจากสินค้าฟุ่มเฟือย กลายเป็นสินค้าประจำวันและประจำตัวของคนค่อนโลก เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับสามารถที่จะเปลี่ยนโลกจากกรอบความคิดเดิมๆ ไปสู่โลกของจินตนาการที่มีความน่าตื่นเต้น สะดวก รวดเร็ว และสนองตอบความต้องการของมนุษย์ ลองนึกถึงภาพโทรศัพท์สมัยก่อน ที่ต้องหมุนหมายเลขโทรศัพท์กันทีละเบอร์ และบางแห่งก็ต้องโทรเข้าไปที่สายกลางให้โอเปอเรเตอร์ต่อหมายเลขที่ต้องการให้ หรือการที่คู่สายโทรศัพท์เป็นของหายาก ใครอยากจะขอโทรศัพท์สักเบอร์ก็ต้องจองกันข้ามปี แถมยังต้องจ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้าอีกต่างหาก - ผมยังจำได้ว่า ในสมัยนั้น ถ้าจะโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศต้องไปโทรที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก และต้องนัดเวลากับคนที่เราจะโทรไปหาไว้ล่วงหน้า และการติดต่อกันทางจดหมายก็ใช้เวลานานมาก หนำซ้ำยังไม่แน่ใจว่าจดหมายจะถึงมือผู้รับหรือไม่ ซึ่งผิดจากสมัยนี้ ที่ส่งอีเมลหรือไลน์ถึงกันได้ในพริบตาเดียว
คนที่คิดเอานั่นเอานี่มาใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ สมควรจะได้รับทั้งคำชมเชย และการต่อว่า - เป็นคำชมเชยสำหรับการมีหัวคิดประดิษฐ์สร้าง เริ่มต้นด้วยการทำให้มือถือใช้ถ่ายรูปได้ ซึ่งดูๆ ก็ไม่น่าจะเอาเครื่องมือคนละประเภทมาเชื่อมต่อกันได้ยังไง แต่ก็เป็นผลให้ทุกคนสามารถมีกล่องถ่ายรูปได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายรูปเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง การถ่ายก็ต้องอาศัยฝีมือและความสามารถเฉพาะตัว แต่เมื่อกลายเป็นกล้องดิจิทัลติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือ ใครๆ ก็ถ่ายรูปได้ และง่ายกว่าการใช้กล้องปัญญาอ่อนสมัยก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่อิทธิพลของกล้องมือถือ ได้ทำให้เกิดประเพณี “ปะ-ถ่าย-ดะ” ไปที่ไหนก็ถ่าย ไปกินอะไรก็ถ่าย เจอหมูหมากาไก่ก็ถ่าย ยิ่งการถ่ายรูปหมู่ คนที่ทำหน้าที่ถ่ายมือเป็นระวิงกับการกดมือถือเครื่องนั้นเครื่องนี้ แถมบางคนยังชอบทำแขนยาวแบบแม่นาคพระโขนงเพื่อถ่ายรูปตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็ไม่เลือกสถานที่หรือกาลเทศะ เช่น ยื่นมือออกไปนอกรถที่กำลังแล่นอยู่ เป็นต้น - เรื่องการถ่ายรูปหมู่หรือถ่ายรูปตัวเองนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่บางประเทศค่อนข้างจะอิดหนาระอาใจ เช่นการขึ้นรถไฟฟ้าชินคันเซนของญี่ปุ่น หรือการข้ามถนนตามเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ผู้คนเร่งรีบ แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยมักจะวุ่นวายอยู่กับการถ่ายรูปจากกล้องมือถือ
มีผู้กล่าวว่า คนสมัยนี้ใช่แต่จะ “ติด” มือถือ หากแต่ตกเป็นทาสของอุปกรณ์สื่อสารสารพัดประโยชน์เหล่านี้ทำให้ต้องอยู่กับมันแทบจะตลอดเวลา 24 ชั่วโมง สร้างโลกส่วนตัวของตัวเอง ที่แม้แต่พ่อ แม่ หรือเพื่อนก็เข้าไม่ถึง เพราะพวกเขาพูดกับมัน เล่นกับมัน หัวเราะ ร้องไห้กับมัน มีชีวิตที่โดดเดี่ยวเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ครับ ชีวิตของคนเรายิ่งวันก็ยิ่งจะขาดมือถือไม่ได้ แต่มือถือมันคงจะไม่อินังขังขอบอะไรหรอกครับหากขาดลูกค้าไปสักคนสองคน ไม่เหมือนกับคนที่รักคุณ และชีวิตนี้เขาขาดคุณไม่ได้จริงๆ



