
ราคาที่ดินพุ่ง-สะพานแม่น้ำเมย บทเรียนเขตเศรษฐกิจพิเศษ
25 ม.ค. 2558
ราคาที่ดินพุ่ง-สะพานแม่น้ำเมย บทเรียนเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ปัญหาระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าเส้นทางเดิม ตามแนวชายแดนระหว่างฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก ของไทยเรา กับฝั่งเมืองเมียวดี ประเทศพม่า นอกจากจะมีความคดเคี้ยว คับแคบ มีอันตรายและไม่สะดวกต่อการขนส่งสินค้า และยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งอีกด้วย ยังไม่นับรวมความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อยในพม่ากับรัฐบาล ซึ่งข้อขัดแย้งนี้ดูจะเบาบางลง
เห็นได้จากการเสริมศักยภาพเส้นทางบางช่วงในโครงการภายใต้ความร่วมมือกับรัฐพม่า โดยเฉพาะการก่อสร้างทางสาย "เชิงเขาตะนาวศรี-กอกะเร็ก" และการปรับปรุง "ถนนสายเมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี" ขนาด 4 ช่องจราจร รวมระยะ 45 กิโลเมตร มูลค่า 1,300 ล้านบาท กลับราบรื่น เส้นทางสายนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายระบบโลจิสติกส์ที่จะช่วยให้การขนส่งสินค้าจาก อ.แม่สอด ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีได้อย่างราบรื่นได้ทุกวัน จากเดิมที่จำกัดการขนส่งแบบวันเว้นวัน สามารถขนส่งได้ทุกวันและยังมีความปลอดภัย สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
กรมทางหลวงให้เหตุผลถึงความคืบหน้าในโครงการ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่พม่าว่า ส่วนใหญ่เป็นซ่อม-เสริม-ขยายเส้นทางบนพื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้คาดได้ว่า เมษายนนี้พร้อมใช้งาน
นอกจากนี้ยังอีก 2 เส้นทางหลัก คือ "สาย อ.แม่สอด-จ.ตาก" และ "อ.แม่สอด-มุกดาหาร" ซึ่งเส้นทางเหล่านี้จะเป็นโครงข่ายทางคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจตะวันออกและตะวันตก (East - West Economic Corridor : EWEC) เสริมโครงข่ายระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศที่รองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ตามแนวชายแดนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่สำคัญเสริมระบบโลจิสติกส์ภายนอกประเทศ ที่สอดรับกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด
โครงการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคมต่างๆ แม้จะใช้เวลามาเนิ่นนานนับสิบปี แต่การบรรลุถึงจุดสิ้นสุดของโครงการกำลังจะมาถึง และกำลังพุ่งตรงเข้าบรรจบที่ อ.แม่สอด หรือสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 กลายเป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบสมความตั้งใจ ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ช่วงเวลา 10 ปี เรื่องที่เกิดขึ้น ณ บริเวณจุดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ที่ถือกันว่าจะเป็นประตูเข้าออกเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญนี้
การก่อสร้างสะพานแห่งใหม่นี้ ติดหล่มปัญหาการเวนคืน จากการตั้งราคาที่ดินสูงเกินกว่าราคาเวนคืน ทั้งที่ตามแนวเส้นทางพาดผ่านใน ต.แม่ปะ และ ต.ท่าสายลวด เป็นระยะทางรวมประมาณ 17 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ชาวบ้านบุกรุกเข้าใช้ประโยชน์ เช่น ปลูกข้าวโพด ทำให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงักลงที่ขั้นตอนการออกแบบ และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทำได้เพียงตั้งไซต์งานก่อสร้าง ณ บริเวณจุดต่อม่อสะพาน
พร้อมปักป้ายระบุจุดวางตอม่อ จำนวน 12 จุด บนพื้นที่แปลงข้าวโพด ที่แรงงานต่างด้าวเป็นผู้ดูแล ต่อท่อสูบน้ำจากลำน้ำเมย รดน้ำพรวนดินไปตามวิถีเกษตร โดยยังไม่มีเค้าว่าจะมีการปักป้ายกั้นเขตพื้นที่ก่อสร้าง หรือการขึ้นป้ายชื่อโครงการ แสดงข้อมูลหน่วยงานผู้รับผิดชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และวิศวกรผู้ดูแลการก่อสร้าง จำนวนเงินงบประมาณ และระยะเวลาในการก่อสร้าง
ขณะที่ราคาของที่ดินในพื้นที่ของโครงการต่างๆ ตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เช่น พื้นที่แปลงข้าวโพดที่บุกรุกจากสภาพป่าเสื่อมโทรม บริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ต.แม่ปะ และ ต.ท่าสายลวด มีการร่ำลือถึงการเรียกร้องค่าเวนคืนจากผู้ครอบครอง ในราคาไร่ละ 12-14 ล้านบาท ส่วนการเวนคืนที่ดินเพียง 300 ไร่ เพื่อขยายรันเวย์ของสนามบินแม่สอด ให้มีความยาว จาก 1,500-2,100 เมตร ด้วยงบประมาณ 98 ล้านบาท ที่ได้รับเมื่อปี 2557 ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะราคาที่ดินปัจจุบันไต่ระดับตั้งแต่ 1 ล้านไปจนถึง 5 ล้านบาท จากเดิมเฉลี่ยเพียงไร่ละ 3 แสนบาท
แม้แต่ห้องแถวเล็กๆ ในตลาดค้าพลอยแม่สอด ที่มีพื้นที่ประมาณ 25 ตารางวา ยังมีราคาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท หากอยู่นอกพื้นที่ในโครงการเขตเศรษฐกิจแต่ยังอยู่ในเขตเทศบาลนครแม่สอด ตลอดแนวถนนสายเอเชีย (เอเอช 1) มีราคาตั้งแต่ไร่ละไม่ต่ำกว่า 4-5 ไปจนถึง 10 ล้านบาท
หลายฝ่ายในพื้นที่ อ.แม่สอด ต่างให้ข้อมูลการเข้าถือครองที่ดินแตกต่างกัน เช่น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเทศบาลนครแม่สอดชี้ว่า ผู้มีอิทธิพลคือตัวการที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านแล้วปั่นราคาให้พุ่งสูงขึ้น ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง ระบุว่า นักธุรกิจชาวต่างชาติเป็นผู้กว้านซื้อแล้วใช้ชื่อภรรยาชาวไทยเป็นผู้ครอบครอง ขณะที่ชาวบ้านใน อ.แม่สอด กลับเชื่อในกลไกตลาด คือเมื่อพื้นที่อยู่ในทำเลที่ดีทุกคนต้องการครอบครอง ราคาที่ดินก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ และยอมรับว่า คนในพื้นที่ยอมขายที่ดินให้นายทุนที่สู้ราคา
สำหรับแนวทางแก้ปัญหา นอกจากการใช้กฎหมายพิเศษในการเวนคืนที่ดินแล้ว ตามแนวคิดของเทศบาลนครแม่สอดแล้ว มีการเสนอความคิดที่หลากหลายพอสมควรจากหลายฝ่าย เช่น การปรับโครงสร้างใหม่ของพื้นที่ใช้ประโยชน์ใหม่หรือการจัดโซน การใช้ประโยชน์ที่ดินรกร้าง พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ราชพัสดุ ในความครอบครองของรัฐ มาทดแทนที่ดินในพื้นที่เดิมที่มีการปั่นราคา เพื่อดัดหลังนายทุนที่เก็งกำไรที่ดินจนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ต้องล่าช้าไป แต่ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งยังต้องติดตามกันต่อไป
นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ปัญหาการเวนคืนเป็นอุปสรรคสำคัญและไม่มีความชัดเจน จนทำให้การขับเคลื่อนเดินหน้านโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดแห่งนี้ ต้องหยุดชะงักมานับสิบปี แต่กลับไม่มีใครบอกได้ว่า ตัวการสำคัญปั่นราคาที่ดินพุ่งทะยานขนาดมโหฬารนี้คือใคร อาจถือได้ว่าเป็นบทเรียนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่คิดค้นกันได้ขณะนี้ คือการจัดสรรพื้นที่ราชการ เขตป่าเสื่อมโทรมที่อ้างว่า มีประมาณ 2 แสนไร่ จะสามารถดัดหลังการเก็งกำไรที่ดินได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไป
แต่ที่ยิ่งน่าแปลกใจ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับข้อมูลจากใครถึงได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ภายหลังประกาศให้ อ.แม่สอด เป็นเขตเศรษฐกิจว่า บริษัททั้งในและนอกประเทศที่เข้ามาลงทุนจะซื้อที่ไม่ไหว เพราะราคาที่ดินในเขตเศรษฐกิจจะขึ้นจาก 5 เป็น 10% !!!...



