ข่าว

เปิดปูมถอดถอน!3นายกฯ-2รมต.-2องค์กรอิสระ

เปิดปูมถอดถอน!3นายกฯ-2รมต.-2องค์กรอิสระ

24 ม.ค. 2558

เปิดปูมถอดถอนนักการเมือง 3นายกฯ-2รัฐมนตรี-2องค์กรอิสระ : ประภาศรี โอสถานนท์รายงาน

               นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไล่เรียงจนมาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2550 ปรากฏว่ามีนักการเมืองหลายคนที่ถูกยื่นถอดถอนทางการเมืองด้วยข้อหาต่างๆ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหาส่งสำนวนการถอดถอนนักการเมืองมายังวุฒิสภา หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการ ซึ่งจะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

               น่าพินิจเป็นอย่างยิ่งว่า ในการถอดถอนนั้น บุคลากรที่ใกล้ชิด "คนไกลบ้าน" มักจะโดนเล่นงานด้วยวิธีการถอดถอนเสมอๆ แม้บางช่วงจะมีการยึดอำนาจไปแล้ว แต่ขั้นตอนการถอดถอนยังเดินหน้าต่อไปและใครบ้างที่รับผลกรรมข้างต้น

               โดยมีเรื่องที่ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า ข้อกล่าวหามีมูล และส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นมายัง นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาว่าจะถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ จำนวน 4 คน เริ่มจาก

               1.ถอดถอน นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง โดยมีพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กรณีเห็นชอบและลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (joint communique) สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ชอบ ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มายังประธานวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า การกระทำของนายนพดลมีมูลส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยวันที่ 12 มีนาคม 2553 วุฒิสภาลงมติถอดถอน 57 ต่อ 55 เสียง บัตรเสีย 1 ใบ ซึ่งผลการลงคะแนนไม่ถอดถอนด้วยคะแนน 57 เสียง เป็นคะแนนเสียงไม่ถึง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าวุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนนายนพดลออกจากตำแหน่ง

               2.ถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ในกรณีส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์และบุคคลอื่นเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงงานของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการขัดต่อสถานะการทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยวันที่ 8 สิงหาคม 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มายังประธานวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า การกระทำของนายสุเทพ ในฐานะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นรองนายกรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงงานของกระทรวงวัฒนธรรมหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือดำเนินงานในหน้าที่ราชการประจำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 266 (1) และวันที่ 18 กันยายน 2555 วุฒิสภาลงมติถอดถอน 40 ต่อ 95 งดออกเสียง 3 เสียง ซึ่งคะแนนมติถอดถอน 40 คะแนน เป็นเสียงไม่ถึง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าวุฒิสภามีมติไม่ถอด
ถอนนายสุเทพออกจากตำแหน่ง

               ในส่วนกรณีนายกรัฐมนตรี มีจำนวน 2 คน คือ คนที่ 1 ถอดถอน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง โดยมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กรณีเห็นชอบและลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (joint communique) สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ชอบ ซึ่งวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มายังประธานวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า การกระทำของนายสมัครมีมูลส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ต่อมานายสมัครถึงแก่อสัญกรรม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ยุติการดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมัคร เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาได้ถึงแก่อสัญกรรม

               คนที่ 2 คือ ถอดถอน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง โดยมีพฤติการณ์ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด กรณีสั่งการสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมปิดล้อมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเหตุให้ประชาชนที่กำลังชุมนุมได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต วันที่ 14 ตุลาคม 2552 ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มายังประธานวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า การกระทำของนายสมชาย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และวันที่ 9 มีนาคม 2553 วุฒิสภาได้ลงมติถอดถอน 49 ต่อ76 เสียง ไม่ลงคะแนน 6 เสียง บัตรเสีย 3 ใบ ซึ่งการลงมติถอดถอนด้วยคะแนน 49 เสียง ไม่ถึง 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าวุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนนายสมชายออกจากตำแหน่ง

               นอกจากนี้ยังมีการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ตามกฎหมายอื่น คือ 1.การถอดถอนตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยมีการยื่นถอดถอน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกจากตำแหน่ง โดยมีพฤติการณ์ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา กระทำการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ความเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยวันที่ 9 สิงหาคม 2550 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริง จากนั้นวันที่ 26 กันยายน 2550 สนช.ลงมติถอดถอน 156 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ส่งผลให้นายจรัลถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตาม มาตรา 11 พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ด้วยคะแนน 156 คะแนน ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือมากกว่า 150 คน (จำนวนสมาชิกทั้งหมด 249 คน)

               2.การให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 248 คือ ถอดถอน นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง โดยมีพฤติการณ์ จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 11(3) โดยเป็นกรรมการของบริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มาซูติคัลเด็กซ์โทรส จำกัด รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรมและจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย มีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง โดยในวันที่ 9 มีนาคม 2555 วุฒิสภาลงมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนน 56 ต่อ 84 เสียง บัตรเสีย 2 ใบ ซึ่งการลงคะแนน 56 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่ถึง 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าวุฒิสภามีมติไม่ให้นายภักดีพ้นจากตำแหน่ง

               และวันที่ 23 มกราคม มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน 3 เรื่อง คือการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประกอบด้วย นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ถูกกล่าวหาจากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาการปล่อยปละเลยไม่ยับยั้งความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ออกจากตำแหน่งหรือไม่ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542  โดยจะเป็นการลงคะแนนลับ ซึ่งจะต้องใช้เสียงถอดถอน 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช.ทั้งหมด หรือ 132 เสียง จากจำนวนสมาชิก สนช.ทั้งสิ้น 220 คน

               ภายหลังการลงคะแนนและตรวจนับการลงคะแนน นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ได้แจ้งผลการลงคะแนนปรากฏว่า ที่ประชุมได้ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 ไม่ออกเสียง 8 เสียง บัตรเสีย 3 ใบ ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอนเนื่องจากมีคะแนนถอดถอนถึง 3 ใน 5 ของสมาชิก สนช.ทั้งหมด หรือ 132 เสียง และมีมติไม่ถอดถอน นายนิคม ด้วยคะแนน 120 ต่อ 95 ไม่ออกเสียง 4 เสียง และมีมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ 115 ต่อ 100 ไม่ออกเสียง 4 เสียง

               ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลายเป็นประมุขฝ่ายบริหารคนแรกที่โดนถอดถอนและต้องยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี และยังต้องไปต่อสู้คดีอาญาหลังจาก ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดสั่งฟ้องกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายในโครงการรับจำนำและระบายข้าวทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1

               วิบากกรรมของคนในตระกูลชินวัตร ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์-น.ส.ยิ่งลักษณ์ บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ภายใต้ระหัส สร.1 ที่โดนพิษการเมืองเล่นงานในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่า อนาคตอันใกล้นี้ ใครในตระกูลนี้จะลงสนามการเมืองอีก?

               ที่สำคัญยิ่ง บุคคลที่จะเป็นโคลนนิ่ง-ดีเอ็นเอทางการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คาดหวังไว้ จะประสบชะตากรรมแบบเดียวกับทั้งสามคนอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่ง!