
แก้'ภัยแล้ง-น้ำท่วม'บางระกำต้องดึงท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการ
แก้'ภัยแล้ง-น้ำท่วม'บางระกำ ต้องดึงท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการ : มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมีรายงาน
พื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นพื้นที่พิเศษ หน้าฝนน้ำจากน้ำยมจะไหลหลากล้นตลิ่งท่วมทุ่งนาเป็นวงกว้าง เมื่อถึงหน้าแล้งแม่น้ำยมสายเก่า สายหลักแห้งขอด แทบไม่เหลือน้ำไว้ใช้ อ.บางระกำ เป็นพื้นที่ลุ่มอยู่ระหว่างลุ่มน้ำยมกับลุ่มน้ำน่าน ปี 2554 มหาอุทกภัย ชื่อ อ.บางระกำ ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อโครงการบริหารจัดการน้ำ "บางระกำโมเดล" ต้นแบบบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และนำมาสู่หลายโครงการจากภาครัฐที่ลงมาในพื้นที่พิษณุโลก อาทิ การขยายประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว การขุดลอกแม่น้ำยมสายเก่า การขุดคลองลำคลองสาขาในพื้นที่ หรือการขุดลอกทำพื้นที่แก้มลิงใน อ.บางระกำ ทั้งแก้มลิงบึงระมาณ บึงขี้แร้ง บึงตะเคร็ง
ต้นปี 2558 ภัยแล้งส่งสัญญาณชัดเจนน้ำในคลองเมม คลองบางแก้ว หรือแม่น้ำยมสายเก่าแห้งขอด น้ำในแม่น้ำยมสายหลักที่ไหลผ่าน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สู่ อ.บางระกำ เริ่มแห้งขอดจากการกักเก็บและระดมเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่เกษตรในพื้นที่และมีทีท่าว่าจะแล้งไปอีกนานถึงพฤษภาคม 2558 น้ำในเขื่อนหลัก ทั้งเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก การจะปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานอีกรอบจะเริ่มอีกครั้ง 1 พฤษภาคม 2558
นายวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายกเทศมนตรีบางระกำเมืองใหม่ บอกว่า คนบางระกำรับได้ที่น้ำจะท่วมพื้นที่นาช่วงหน้าฝนเพราะปรับตัวอยู่กับน้ำมานาน การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยม อยากให้บริหารจัดการน้ำมาท่วมทุ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวรอบที่สองไปแล้ว (กันยายน-พฤศจิกายน) จากนั้นชาวนาใน อ.บางระกำ ก็จะเริ่มทำนารอบใหม่เพื่อเก็บเกี่ยวข้าวรอบแรกในช่วงมีนาคม-เมษายน โดยชาวนาในพื้นที่น้ำท่วมขอทำนาปีละ 2 รอบเท่านั้น ในการทำนารอบแรกแม้ว่าจะขาดน้ำ แต่จะเห็นว่าพื้นที่นาใน อ.บางระกำ ต้นข้าวยังเขียวและเติบโตได้ ก็มาจากการพึ่งตนเองของชาวนาแต่ละคน ที่ต่างมีบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ในการเป็นแหล่งน้ำในการทำนา
ในปี 57 น้ำท่วม จ.สุโขทัย ภาครัฐก็เร่งระบายน้ำยมออก แต่คนในพื้นที่ อ.บางระกำ เห็นว่าเป็นปีที่น้ำน้อยมากและปีนี้ก็ประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมขังทุ่งนาในปริมาณน้อยและไม่นาน และส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำใต้ดินที่ลดต่ำลงด้วย การสูบน้ำจากบ่อบาดาลก็จะลำบากมากยิ่งขึ้น เทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ จึงขอเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่หลายเครื่องมาสูบน้ำจากแม่น้ำยม เข้ามาเก็บไว้ในลำคลองสาขาใน ต.บางระกำ และเป็นแหล่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง ภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ไม่ใช่แค่ ต.บางระกำ แต่ปีนี้พบทั้งจังหวัดน่าจะรุนแรงมากขึ้น
นายกเทศมนตรีบางระกำเมืองใหม่ บอกอีกว่า เรื่องภัยแล้งใน อ.บางระกำ จะผูกพันกับเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะน้ำท่วมจะรองรับภัยแล้งและการแก้ปัญหาภัยแล้งวันนี้จะรองรับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ต้องเข้ามาเริ่มมีบทบาทบูรณาการมากขึ้น ทำอย่างไรจะรณรงค์ให้คนใช้น้ำใต้ดินน้อยลง ทำอย่างไรจะเติมน้ำลงใต้ดินได้มากขึ้น เพราะไม่ใช่กระทบน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเดียว แต่เริ่มกระทบกับน้ำใต้ดินที่นำมาผลิตน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคแล้ว
ในปีงบประมาณ 58 สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 พิษณุโลก โดยนางศิริพิชยา พินิจบุญญาวงศ์ วิศวกรโยธาชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 ได้ทำโครงการวิจัยตอบโจทย์ผลสำเร็จการบริการจัดการน้ำต้นแบบ บางระกำโมเดล อ.บางระกำ และแนวทางแก้ไขให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทำการวิจัยตั้งแต่ตุลาคม 57 - กันยายน 58 โดยลงพื้นที่ศึกษาถามความเห็นผู้นำท้องถิ่น ประชาชน ในทุกตำบลของ อ.บางระกำ ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก และ อ.พรหมพิราม น่าจะเป็นโครงการวิจัยที่ตอบโจทย์ได้ดีและสะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่ ว่าการแก้ปัญหา การบริหารจัดการน้ำท่วมและภัยแล้งของ อ.บางระกำ สัมฤทธิ์ผลดีหรือไม่
ขณะที่นางศิริพิชยา พินิจบุญญาวงศ์ วิศวกรโยธาชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่สอบถามความเห็นประชาชนและผู้นำท้องถิ่นแล้ว และระดมความเห็นโครงการวิจัยครั้งที่ 1 ที่ อ.บางระกำ เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์และความสำคัญของการวิจัย สามารถตอบโจทย์ให้ชาว อ.บางระกำและประชาชนทั่วไปว่า ความหมายของคำว่า บางระกำโมเดล คืออะไร
บางระกำโมเดล สามารถนำหลักการนี้ไปใช้กับสถานที่อื่นได้หรือไม่ ประชาชนชาว อ.บางระกำ สามารถปรับตัวได้กับภาวะอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีความสุขตามวิถีชีวิตชาวบางระกำ แนวทางรัฐบาลและความต้องการของประชาชนสวนทางกันหรือไม่ และแนวทางนี้เดินมาถูกทางหรือเป็นวาทกรรมทางการเมือง เมื่อกระแสจางไปก็เป็นโครงการน้ำเน่าตามสื่อหลายสำนักวิเคราะห์ โดยจะใช้เวลาลงพื้นที่ศึกษาวิจัย 1 ปี และนำผลการวิจัยเสนอกรมทรัพยากรน้ำและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำท่วมภัยแล้งของอำเภอบางระกำ ได้รับทราบถึงความต้องการของชาวอำเภอบางระกำ
ส่วนนายกฤษณะ บุตรบูรณ์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่านที่ 3 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน สำนักชลประทานที่ 3 บอกว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่านรับพื้นที่ชลประทานในเขต จ.อุตรดิตถ์ สุโขทัย และพิษณุโลก ที่อยู่ระหว่างกลางของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน พื้นที่ 312,000 ไร่ สามารถรับน้ำจากแม่น้ำน่านมาช่วยพื้นที่เกษตรผ่านแม่น้ำยมสายเก่าหรือคลองเมม แต่ปีนี้สถานภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง น้ำในแม่น้ำยมสายเก่าหรือคลองเมม ที่ไหลผ่าน อ.พรหมพิราม อ.เมืองพิษณุโลก และ อ.บางระกำ อยู่ในสภาพแห้งแล้ง จากการกั้นน้ำและสูบน้ำของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อสูบน้ำขึ้นไปทำนาและมีทีท่าว่าอาจจะส่งผลกระทบกับน้ำอุปโภคบริโภค ที่ประปาหมู่บ้านต่างๆ ต้องพึ่งน้ำบาดาล
เนื่องจากเมื่อน้ำในคลองเมม คลองบางแก้ว และแม่น้ำยม แห้งหมดแล้ว เกษตรกรในพื้นที่ก็จะใช้น้ำบาดาลของตนเอง สูบน้ำขึ้นมาทำนา จะส่งผลกระทบต่อน้ำบาดาลที่ผลิตน้ำขึ้นมาทำน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค ขณะนี้สำนักชลประทานที่ 3 ได้เสนอเรื่องขอปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อมาส่งมาในพื้นที่โครงการแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะมีการอนุมัติส่งน้ำมาให้เมื่อไหร่ เพราะจากแผนการส่งน้ำนั้น จะเริ่มส่งน้ำอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 58
น้ำท่วมหน้าฝนปี 57 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน สำนักชลประทานที่ 3 เป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐที่ร่วมประสานการบริการจัดการน้ำร่วมกับภาคประชาชนได้อย่างดี น้ำยมหลากท่วม อ.ศรีสำโรง อ.เมืองสุโขทัย อาจดูเหมือนได้รับผลกระทบมาก แต่เมื่อน้ำหลากจากทุ่งไหลลงสู่แม่น้ำยมสายหลักและสายเก่าเข้าพื้นที่ จ.พิษณุโลกแล้ว ภาคท้องถิ่นในพิษณุโลกต่างรับรู้ถึงสัญญาณภัยแล้งปี 58 ได้ทันที จึงได้ปรับแผนการระบายน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้ำน่านน้อยลงและเปิดประตูน้ำให้น้ำหลากเข้าทุ่งนา ปิดประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว เพื่อกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะเก็บน้ำไว้ได้ไม่มาก แต่ก็สะท้อนถึงการบูรณาการร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำท่วม-ภัยแล้ง ระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี



