ข่าว

ผู้บริโภคจ๊าก!ค่าก๊าซพุ่งเว่อร์เล็งคุมราคา-แตะเบรก'จานด่วน'

ผู้บริโภคจ๊าก!ค่าก๊าซพุ่งเว่อร์เล็งคุมราคา-แตะเบรก'จานด่วน'

26 ม.ค. 2558

ผู้บริโภคจ๊าก!ค่าก๊าซพุ่งเว่อร์ พาณิชย์เล็งคุมราคา-แตะเบรก'จานด่วน' : อนัญชนา สาระคูรายงาน

               ความพยายามของภาครัฐในการปรับโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 และมาบรรลุผลเมื่อเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยการประกาศยกเลิกการอุดหนุนราคาและลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีทั้งระบบให้เป็นไปตามกลไกตลาด ทำให้ราคาล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 24.16 บาท

               จากเดิมที่ราคาแอลพีจี ถูกตรึงมานานอยู่ที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท เพราะส่วนหนึ่งของแอลพีจีถูกใช้ในภาคครัวเรือน หรือที่เราคุ้นชินกับคำว่า "ก๊าซหุงต้ม" นอกเหนือจากการใช้ในภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และภาคขนส่ง แต่ด้วยความที่ราคาถูกตรึงเป็นเวลายาวนาน จึงส่งผลให้โครงสร้างการใช้แอลพีจีถูกบิดเบือน จากที่ควรใช้ในภาคครัวเรือนเป็นหลัก แต่สัดส่วนการใช้ในภาคขนส่งกลับพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันขยับตัวในระดับสูง จนกลายเป็นภาระกับผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านระบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนราคาก๊าซ อีกทั้งยังมีการใช้ก๊าซกันผิดประเภท และลักลอบนำออกไปจำหน่ายตามชายแดน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านจำหน่ายก๊าซในราคาที่สูงกว่าเท่าตัว

 

โครงสร้างใหม่ดันค่าก๊าซถังพุ่ง

               การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี เริ่มจากการแยกประเภทการใช้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ ภาคอุตสาหกรรม และปิโตรเคมี ที่มีการประกาศลอยตัวราคาตามราคาตลาดโลกก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นขยับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง ส่วนราคาก๊าซหุงต้มทยอยปรับราคาเป็นรายเดือน เดือนละ 50 สตางค์ต่อกก. ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 คือจากราคา 18.13 บาทต่อกก. และในตอนนั้นมีเป้าหมายราคาขยับขึ้นไปถึงกก.ละ 24.82 บาท ในเดือนตุลาคม 2557 แต่ด้วยสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ จึงได้มีคำสั่งให้ยกเลิกมติการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ส่งผลให้ราคาก๊าซหุงต้ม ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2557 หยุดอยู่ที่ราคา กก.ละ 22.63 บาท

               อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจียังคงมีอยู่ และเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทั้งมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกนาน จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลปัจจุบันประกาศลอยตัวราคาแอลพีจีทั้งระบบ ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 ราคาแอลพีจีทั้งในภาคอุตสาหกรรม ขนส่งและภาคครัวเรือน อยู่ในระดับราคาเดียวกันที่ กก.ละ 24.16 บาท

               ผลกระทบที่เกิดจากการปรับโครงสร้างดังกล่าว ย่อมกระทบในวงกว้าง เพราะแอลพีจีในภาคครัวเรือนซึ่งก็คือก๊าซหุงต้ม มีใช้กันในทุกบ้านทุกครัวเรือน โดยราคาก๊าซหุงต้มสำหรับขนาดถังละ 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดยอดนิยมที่ใช้ในครัวเรือนส่วนใหญ่ ปรับสูงขึ้นตามราคาต้นทุน จากเดิมในช่วงที่ยังมีการตรึงค่าก๊าซอยู่ที่ราคา กก.ละ 18.13 บาทนั้น ราคาก๊าซหุงต้มบรรจุถังขายราคาเฉลี่ยถังละ 275-285 บาท เมื่อบวกกับราคาค่าขนส่งถึงครัวเรือน พบว่าราคาถังละประมาณ 300 บาท

               เมื่อมีการปรับขึ้นราคาต้นทางต่อเนื่อง ราคาก๊าซหุงต้มบรรจุถังที่ใช้ในครัวเรือนซึ่งเป็นปลายทางก็ต้องขยับขึ้นราคาตามเช่นกัน โดยพบว่าในระหว่างปี 2556-2557 ราคาก๊าซหุงต้มทยอยขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากราคาขายปลีกบวกค่าขนส่งไปถึงครัวเรือน และติดตั้ง อ้างอิงจากครัวเรือนหนึ่งย่านนนทบุรีที่ได้บันทึกราคาค่าก๊าซมาอย่างต่อเนื่อง เป็นดังนี้ การสั่งซื้อ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ราคาก๊าซหุงต้มขนาด 15 กก. ราคาถังละ 300 บาท, วันที่ 7 ตุลาคม 2556 ราคาขยับขึ้นมาถังละ 320 บาท, วันที่ 9 มกราคม 2557 ราคาถังละ 350 บาท, วันที่ 29 มีนาคม 2557 ถังละ 370 บาท ส่วนการสั่งซื้ออีก 2 ครั้งคือวันที่ 28 มกราคม 2557 และวันที่ 22 กันยายน 2557 ราคาคงที่อยู่ที่ถังละ 390 บาท และล่าสุด วันที่ 26 ธันวาคม 2557 ราคาขายปลีกบวกค่าขนส่ง ราคาถังละ 415 บาท

งัดใช้มาตรการคุมราคาแนะนำ

               รายงานข่าวระบุว่า การขยับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงที่ผ่านมา แม้มีราคาจากต้นทางซึ่งมาจากคลังก๊าซจะมีราคาตายตัวที่เท่ากัน แต่เมื่อมาสู่ราคาปลายทางที่ไปถึงมือผู้บริโภคกลับมีการจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกัน โดยมีการร้องเรียนไปยังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ถึงการจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาที่สูงเกินหรือสูงเกินกว่าถังละ 420 บาท กรมการค้าภายในจึงเตรียมจะประกาศราคาจำหน่ายปลีกแนะนำก๊าซหุงต้ม ถังบรรจุ 15 กิโลกรัม ในราคาถังละไม่เกิน 395 บาท ซึ่งเป็นราคารวมค่าขนส่งระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร (กม.) แต่จะไม่รวมค่าแรงในการยกขึ้นที่สูง เพื่อเป็นการดูแลผู้บริโภค

               "คาดว่ากรมการค้าภายในน่าจะประกาศราคาแนะนำได้ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าภายในต้องการกำหนดราคาแนะนำสำหรับการขนส่งระยะทางเกินกว่า 5 กม.อีกด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างรอให้ทางสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) แจ้งราคามา แต่ก็มองว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่น่าจะซื้อก๊าซถังในร้านจำหน่ายปลีกใกล้บ้าน" แหล่งข่าวระบุ

               แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ราคาก๊าซหุงต้มที่ออกจากโรงบรรจุก๊าซ ขนาดถัง 15 กก. ราคาอยู่ที่ 340 บาท ซึ่งทางผู้ประกอบการจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มจะเป็นผู้ไปรับสินค้าเองที่โรงบรรจุก๊าซ และเมื่อบวกกับต้นทุนต่างๆ แล้วทั้งค่าขนส่ง ค่าแรงงาน หากจำหน่ายก๊าซหน้าร้านค้า ราคาเหมาะสมอยู่ที่ถังละ 370 บาท แต่เมื่อมีบริการขนส่งถึงบ้านระยะทางไม่เกิน 5 กม. ไม่ยกขึ้นที่สูง ราคาค่าบริการเพิ่มปกติจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 บาทต่อถัง การจำหน่ายราคาถังละ 395 บาท โดยมีส่วนต่างอยู่ที่ 55 บาท น่าจะเป็นราคาที่ผู้ประกอบการยอมรับได้และยังมีกำไร

               ส่วน นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) กล่าวว่า ตัวเลขราคาก๊าซหุงต้มที่ถังละ 395 บาทนั้น เป็นตัวเลขที่สมาคม หารือร่วมกับทางกรมการค้าภายใน โดยเป็นราคาที่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกพออยู่ได้ มีอัตรากำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือกำไรสุทธิเพียง 2% เนื่องจากที่ผ่านมาต้นทุนน้ำมันที่เป็นค่าขนส่งได้ปรับลดลงไป โดยที่ผ่านมาช่วงราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงผู้ประกอบการเองก็ต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ก็ได้ปรับตัวกันในระดับหนึ่งแล้วให้พออยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ราคาจำหน่ายดังกล่าวนั้นเป็นราคาที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นตัวแปรหลัก คือราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนค่าขนส่งต้องไม่ขยับสูงขึ้น เช่นเดียวกับต้นทุนค่าแรงที่ต้องไม่ขยับขึ้นเช่นกัน

               "ราคาถังละ 395 บาทต้องเป็นราคาที่ขนส่งระยะทางไม่เกิน 5 กม. และไม่ยกที่สูง ส่วนที่เกินกว่าระยะทาง 5 กม.นั้น ทางเราได้แจ้งไปยังกรมการค้าภายในแล้วว่า ให้ขึ้นอยู่กับการเจรจากันระหว่างร้านค้าและลูกค้า ส่วนที่มีการร้องเรียนว่า ร้านจำหน่ายก๊าซบางแห่งขายเกินราคา 400 กว่าบาทนั้น เกิดจากหลายสาเหตุ คือเป็นราคาขนส่งและบริการยกขึ้นที่สูง เช่น อพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียม หรือการขนส่งระยะไกล ซึ่งจะมีการตกลงกับลูกค้าก่อน ส่วนอีกประเด็นคือ สำหรับลูกค้าครัวเรือนที่ต้องการให้ลัดคิวส่งถังก๊าซแบบด่วน แต่ส่วนที่มีการจำหน่ายเกินราคายอมรับว่าก็มีเช่นกัน" นายชิษณุพงศ์ กล่าว

จับตาราคาอาหารจานด่วน

               นอกจากนี้ การที่ราคาก๊าซหุงต้มที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง หากมองไปยังครัวเรือนทั่วไปดูจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากแต่ละบ้านจะมีการเปลี่ยนถังใหม่เฉลี่ยทุกๆ 3 เดือน แต่ผลกระทบหลักๆ จะอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งร้านอาหารตามสั่งหรืออาหารสำเร็จรูปต่างๆ ที่โดยปกติใช้ก๊าซหุงต้ม 1.5-2 ถังต่อวัน และมักจะใช้การปรับขึ้นค่าก๊าซหุงต้มเป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารจานด่วน ดังนั้น ตั้งแต่การทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน และกลุ่มร้านอาหาร ตลอดจนหาบเร่ แผงลอยอาหาร ในการได้รับสิทธิซื้อก๊าซในราคาเดิม คือราคาตั้งแต่ก่อนปรับอยู่ที่ กก.ละ 18.13 บาท

               อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่จะนิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปมารับประทานมากกว่าการประกอบอาหารเองในบ้าน ทำให้ "ราคาอาหารสำเร็จรูป" ยังต้องเป็นที่น่าจับตามอง เพราะเริ่มมีกระแสร้องเรียนผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ถึงการขยับราคาจำหน่ายอาหารจานด่วนในบางร้านค้า ทั้งๆ ที่จากการวิเคราะห์ของกรมการค้าภายในถึงการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มนั้น มีผลต่อต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยพบว่า ราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มปรับเพิ่มสูงขึ้นจาก 18.13 บาทต่อกก. เป็นราคา 24.16 บาทต่อ กก. หรือเพิ่มขึ้นมา 6.03 บาทต่อกก. มีผลต่อต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จให้เพิ่มขึ้นเพียง 0.30 บาทต่อจานต่อชาม ดังนั้น การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มจึงไม่ใช่เหตุผลที่ร้านค้าหรือร้านขายอาหารจานด่วนจะใช้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาได้

               ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้ว่าต้นทุน "ราคาน้ำมัน" จะลดลง แต่รายได้ของประชาชนก็ไม่ค่อยขยับขึ้น เรื่อง "ราคาอาหารจานด่วน" จึงยังไม่ควรที่จะถูกมองข้าม เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ในการดำรงชีวิต อีกทั้งราคาอาหารเมื่อปรับขึ้นมาแล้ว การก็แทบจะไม่มีการปรับลดราคาลง เรื่องนี้จึงต้องฝากทุกฝ่ายช่วยกันเป็นหูเป็นตากันอย่างจริงจัง


วอนเปิดร้านค้าขึ้นทะเบียนรับสิทธิซื้อก๊าซหุงต้มราคาเดิม

              
               จากการสำรวจผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งเป็นร้านค้ารายย่อย พบว่าต้นทุนหลักคือวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร และเครื่องปรุงอาหาร แต่วัตถุดิบเหล่านี้ทางร้านเองสามารถปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้ในบางชนิด และพืช ผักต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้ทางการเข้ามาช่วยเหลือคือ ค่าก๊าซหุงต้ม ซึ่งที่ผ่านมาราคาก๊าซปรับขึ้นมาต่อเนื่อง

               ป้าน้อย แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งย่านแยกแคราย จ.นนทบุรี กล่าวถึงสถานการณ์การค้าขายอาหารสำเร็จรูป ว่าในช่วงที่ผ่านมายอดขายของทางร้านค้าลดลง ซึ่งลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง และมองว่ายอดขายที่ลดลงน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจลดลง ทำให้ลูกค้าเข้ามากินข้าวที่ร้านลดลงไป แต่ทางร้านเองยังพออยู่ได้โดยไม่ปรับขึ้นราคาจำหน่ายอาหารจานด่วน โดยทางร้านค้าจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จเริ่มต้นที่จานละ 35 บาท และขยับราคาขึ้นตามเมนู และวัตถุดิบประกอบอาหาร ส่วนไข่ดาว เนื่องจากราคาไข่ไก่ปรับราคาขึ้นลงอยู่บ่อยครั้งทำให้ค่อนข้างสับสน จึงตัดสินใจยืนราคาเดียวคือฟองละ 10 บาท

               อย่างไรก็ตาม อยากให้ทางการเข้ามาช่วยเรื่องราคาก๊าซเพราะขยับสูงขึ้นมาก ซึ่งที่ผ่านมาทางร้านไม่ได้เข้าร่วมกับทางการ ที่เปิดให้ขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธิซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเดิม

               ขณะที่ร้านขายอาหารประเภทยำย่านประชาชื่น กล่าวถึงต้นทุนค่าก๊าซว่าปรับสูงขึ้น ซึ่งราคาก๊าซบรรจุถังที่ซื้อขนาด 15 กิโลกรัม ถังละ 390 กว่าบาท แต่เมื่อส่งมาถึงทางร้านราคาจะเพิ่มอยู่ที่ 400 กว่าบาท ส่วนราคายำที่จำหน่ายราคาเริ่มต้นที่ถุงละ 40 บาท และราคายำรวมมิตรราคาถุงละ 50 บาท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันถือว่าต้นทุนค่าครองชีพต่างๆ สูงขึ้นมาก ซึ่งในบางครั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพบว่ามีการปรับขึ้นราคาโดยเราไม่รู้ตัวนัก ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย

               ขณะที่มีรายงานข่าวว่า โครงการบรรเทาผลกระทบจาการปรับราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มให้สามารถซื้อก๊าซหุงต้มได้ในราคาเดิมคือ กก.ละ 18.13 บาท เพื่อลดภาระต้นทุนและผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จได้ในราคาเดิมนั้น ตัวเลขปัจจุบันมีร้านอาหารปรุงสำเร็จขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับกรมธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2556 เป็นจำนวน 301,524 ร้านค้า อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาก๊าซขยับขึ้นล่าสุดจนถึงราคาลอยตัว ณ ปัจจุบันที่ กก.ละ 24.16 บาทนั้น ทำให้มีเสียงเรียกร้องค่อนข้างมากผ่านทางกลุ่มผู้ค้าปลีกก๊าซหุงต้ม ขอให้ภาครัฐเปิดโครงการขึ้นทะเบียนร้านค้าเพื่อให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวอีกครั้ง

               "ที่ผ่านมามีร้านค้าอาหารเข้าร่วมโครงการเพื่อใช้สิทธิก๊าซราคาเดิมจำนวนมาก แต่ก็มีไม่น้อยที่เลิกกิจการไปแล้ว ขณะที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งเท่าที่พูดคุยกันก็บอกว่าสู้ต้นทุนค่าก๊าซไม่ไหวนัก เลยอยากฝากผ่านไปเสนอต่อภาครัฐขอให้เปิดโครงการให้ร้านค้าขึ้นทะเบียนอีกครั้ง เพราะการซื้อก๊าซในราคาเดิมถือว่าช่วยในเรื่องต้นทุนได้ค่อนข้างมาก" แหล่งข่าวจากร้านค้าก๊าซระบุ