
คลื่นใต้น้ำออนไลน์คึกคักหลังปูโดนถอดถอน
คลื่นใต้น้ำออนไลน์คึกคัก หลังยิ่งลักษณ์โดนถอดถอน : ทีมข่าวความมั่นคง
ปิดฉากเส้นทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยๆ เป็นเวลา 5 ปี หลังจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติ "ถอดถอน" ด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 งดออกเสียง 8 เสียง และมีบัตรเสีย 3 ใบ
ขณะที่ในวันเดียวกัน อัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1 จากโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังจะต้องไปสู้คดีต่อในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอัยการสูงสุดระบุว่า ราว 1 เดือนนับจากนี้จะส่งสำนวนฟ้องให้ศาล
เรียกได้ว่า ต้องเจอมรสุมทั้งในคดีทางการเมือง และคดีอาญาในวันเดียวกัน ซึ่งไม่แน่ว่า อดีตนายกฯ หญิงจะสามารถฝ่าฟันข้ามอุปสรรคขวากหนามที่รออยู่ได้หรือไม่
แน่นอนว่า มรสุมขนาดนี้ ย่อมทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกฯ และพรรคเพื่อไทย ที่มองว่า เป็นเกมการเมือง ใช้ช่องทางกฎหมายโดยไม่เป็นธรรม ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ !!
อย่างไรก็ตาม "ฝ่ายความมั่นคง" ประเมินมาก่อนหน้านี้แล้วว่า หาก สนช.ดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางรัฐบาลและกองทัพจะต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างไร
นั่นเป็นเพราะว่า เนื้อหาความผิดในคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความชัดเจนมาก แต่การแถลงปิดคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับเป็นลักษณะของการหาเสียง ไม่สามารถตอบโต้ชี้แจงข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้
ขณะที่ในกรณีของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่ไม่ถูกถอดถอน เป็นลักษณะที่ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัว แม้ว่าการปฏิบัติหน้าที่จะส่งผลกระทบ แต่ก็ยังไม่ชัดแจ้งและรุนแรงเหมือนกับกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
คะแนนเสียงถือว่าท่วมท้น แม้ว่าจะต้องการคะแนนเสียงถอดถอนเพียงแค่ 132 ก็ตาม
หลังจากนี้คงต้องติดตามทาง ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะคดีดังกล่าวค่อนข้างมีความชัดเจนในเรื่องความผิด โดยเฉพาะในทางคดีอาญา
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า บ้านเมืองถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ค่านิยมของคนไทยดำเนินแบบผิดๆ มาโดยตลอด คือเรามักอ้างประชาธิปไตย ทั้งที่การอ้างประชาธิปไตยต้องทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แต่ที่ผ่านมาประเทศชาติได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 90 เปอร์เซ็นต์ไปเข้ากระเป๋าของกลุ่มการเมือง
ส่วนเรื่องทางคดีความฝ่ายความมั่นคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตรงนี้ แต่หน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง คือการดูแลงานด้านความมั่นคงว่าจะมีการคัดค้านต่อต้านจากกลุ่มที่สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ "คลื่นใต้น้ำ" ที่อาจจะลุกขึ้นมาปฏิบัติการก่อกวนสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
แต่ภายใต้กฎอัยการศึกนั้นเอื้อแก่การใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขสถานการณ์ที่ คสช.เห็นว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงในทุกด้าน
ขณะเดียวกัน รัฐบาล คสช. และกองทัพ ก็มีความเข้มแข็งพอในการแก้ปัญหาประเทศ ดูได้จากเสียงโหวตที่ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายหลัง สนช.มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ได้มีปฏิกิริยาทางการเมืองจากคนในตระกูล "ชินวัตร" ออกมาทันที
โดย นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี และหลานชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม ด้วยรูปชูกำปั้นในวงกลมสีขาวพื้นที่สีดำตัวหนังสือสีขาวว่า "พร้อมไหมพร้อม ? พร้อมไหมคนไทย"
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็โพสต์ข้อความลงอินสตาแกรม "ingshin21" ระบุข้อความว่า "...นี่ไม่ใช่ครั้งแรก...และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย...เจ็บจนชิน...ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจค่ะ"
เช่นเดียวกับเฟซบุ๊กคนเสื้อแดง หรือกลุ่มที่มักบอกกับทุกคนว่าเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ก็แสดงความเห็นค้าน พร้อมกับส่งสัญญาณว่าพร้อมออกมาเคลื่อนไหว และมีการแชร์แถลงการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันความบริสุทธิ์ และพร้อมจะต่อสู้เคียงข้างประชาชนจนถึงที่สุด
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในต่างจังหวัด แม้จะดูไม่ดุเดือดรุนแรง แต่ก็มีการส่งสัญญาณออกมาเช่นกัน เช่น นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ที่กล่าวในก่อนหน้านี้ว่า หากตามคาดการณ์เราคงต้องอดทนให้ถึงที่สุด ตามที่ประธาน นปช.ได้ออกมาชี้แจง
"พวกเราทุกคนเห็นแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ พูดอะไรไม่ได้จริงๆ ขอให้สังคมได้ติดตามต่อไป เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือกระบวนการล้มคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณที่ถูกรังแกมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2549 จนถึงวันนี้ยังไม่ยอมยุติ แต่เชื่อมั่นว่าวันใดที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด" นายขวัญชัย กล่าว
ขณะที่ ด.ต.พิชิต ตามูล แกนนำศูนย์ประสานงาน นปช.เชียงใหม่ กล่าวในเชิงรับสภาพว่า เสื้อแดงตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ได้แต่ภาวนาว่า หากเป็นไปได้ก็อยากจะบอกคนที่มีอำนาจและกลุ่มบุคคลที่ทำกับประเทศไทยตอนนี้ให้รีบทำอะไรให้เบ็ดเสร็จ รีบกำหนดกติกาออกมา เมื่อมีรัฐธรรมนูญก็คืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ
จากสัญญาณในเบื้องต้นที่ส่งออกมาจึงพอจะอนุมานได้ว่า ธงนำในการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจเก่ามองไปที่ "การเลือกตั้ง" เป็นหลัก หาใช่การสู้ในสมรภูมิที่ไม่มีทางชนะอย่างเช่นทุกวันนี้
ซึ่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ออกมากล่าวในเชิงปรามแกนนำมวลชนในวันเดียวกับที่มีการลงมติถอดถอน
"ในใจแต่ละคนก็ต้องคิดกันอยู่แล้ว แต่ผมขอให้คิดอยู่ในใจว่าจะทำอะไรไม่ให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็ต้องคิดดูให้ดี อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายความมั่นคงต้องติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว" ผบ.ทบ.กล่าวเมื่อถูกถามถึงคำให้สัมภาษณ์ของ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายขวัญชัย ไพรพนา อดีตแกนนำแดง ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ขอยอมรับมติของ สนช.
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้กล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายก่อแก้ว และนายขวัญชัยเช่นกันว่า “ผมจะไม่ปราม เขาจะต้องคิดว่าเราพูดอย่างนี้แล้วมันชัดเจน ไม่ใช่ว่านำปัญหาต่างๆ ในอดีตมาว่ากันในปัจจุบัน เพราะเรื่องของอดีตจะต้องดำเนินการตามกระบวนการ อะไรจะเกิดขึ้นก็จะต้องดูกันต่อไปว่ามีเหตุผลอย่างไร ไม่ใช่นำเรื่องนี้มาทำให้เกิดความปั่นป่วนกับประเทศ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกกังวลว่าจะนำเรื่องนี้มาจุดกระแสเคลื่อนไหวทางการเมือง"
ดูเหมือนว่า ภายใต้สถานการณ์ที่กองทัพยังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ พื้นที่ของ "คลื่นใต้น้ำ" จึงมีเพียงในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือสังคมออนไลน์เท่านั้น และหากมีการพิสูจน์หาตัวตนที่แท้จริง ก็ไม่แน่ว่า ความเคลื่อนไหวในสังคมออนไลน์ ก็อาจเจอเพียงแค่ "นักเลงคีย์บอร์ด" เท่านั้น !



