ข่าว

'ฮูตี' จากกบฏสู่ผู้ชนะในเยเมน

'ฮูตี' จากกบฏสู่ผู้ชนะในเยเมน

25 ม.ค. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'ฮูตี' จากกบฏสู่ผู้ชนะในเยเมน : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                             ป่านฉะนี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา คงนั่งไม่ติด ออกอาการกลัดกลุ้มยิ่งกว่า "พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก" จากสารพัดปัญหาที่ประดังประเดเข้ามาไม่ขาดสาย ยิ่งกว่า "ผีซ้ำด้ำพลอย" เสียอีก เหนืออื่นใดอาการที่ว่านี้ล้วนมาจากการเที่ยวชูนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้ายจนมั่วไปหมด กระทั่งกลายเป็น" การทำลายมิตรและสร้างศัตรู "ซ้ำร้าย "ดาบนั้นก็กำลังคืนสนอง" นอกจากมิตรประเทศอย่างฝรั่งเศสจะทยอยตีจากแล้ว ศัตรูร้าย ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากกลุ่มอัลไกดากลายเป็นกลุ่มไอเอส นับวันก็ยิ่งกำแหงหาญมากขึ้นทุกที
 
                             ที่สำคัญก็คืออนาคตของอเมริกาจะเป็นเช่นใด หลังจากทยอยสูญเสียผู้นำประเทศพันธมิตรอย่างสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบียที่เพิ่งสวรรคตจากพระโรคพระปัปผาสะบวม (ปอดบวม) ไล่เลี่ยกับที่ประธานาธิบดีอาเบด รับบูห์ มันซูร์ ฮาดี แห่งเยเมน ประกาศลาออกกะทันหันหลังจากประเทศตกอยู่ในภาวะวุ่นวายมาหลายวันนับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งเป็นกลุ่มเคร่งศาสนานิกายชีอะต์สายไซดียา บุกปิดล้อมทำเนียบนายกรัฐมนตรี ทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านพักประธานาธิบดี แล้วจับฮาดีเป็นตัวประกันบังคับนั่งเจรจาความเมืองกันตลอดทั้งคืน เพื่อขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเมือง โดยฮาดีให้เหตุผลที่ลาออกว่าไม่อยากถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับ “ความวุ่นวายทางการเมืองที่ไร้ทางออก"
 
                             เรียกได้ว่านับตั้งแต่กรีธาทัพบุกยึดครองอัฟกานิสถานและอิรัก ตามด้วยการล้มรัฐบาลทรราชย์ในหลายประเทศทั้งที่เป็นมิตรและศัตรูในช่วงอาหรับสปริง ขณะนี้อเมริกากำลังหาที่ยืนในตะวันออกกลางยากขึ้นทุกที สำหรับซาอุดีอาระเบียนั้นผู้นำทำเนียบขาวอาจจะพอนอนใจได้บ้างเนื่องจากเจ้าชายซัลมาน บิน อับดุล อาซิส สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่ทรงมีสายสัมพันธ์อันดีกับทำเนียบขาว ตรงข้ามกับอนาคตของเยเมนยังลูกผีลูกคน ยากหยั่งรู้ว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ ที่แน่ๆ ก็คือความสัมพันธ์ที่เคยใกล้ชิดแนบแนนมากว่า 30 ปีคงไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
 
                             เงื่อนไขทั้งหมดอยู่ที่กลุ่มติดอาวุธฮูตี ใต้การนำของชีค ซายอิด อับดุล มาลิก อัล ฮูตี ซึ่งต่อแต่นี้ไปจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของเยเมนตัวจริงเสียงจริง ท่ามกลางการกระพือข่าวของสื่อบางสำนักที่ด่วนสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นศึกศาสนาระหว่างนิกายสุหนี่ ซึ่งชาวเยเมนส่วนใหญ่รวมทั้งรัฐบาลนับถือนิกายนี้ กับนิกายชีอะต์ซึ่งกลุ่มติดอาวุธฮูตีนับถือ หรือเป็นสงครามตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียที่สนับสนุนรัฐบาลเยเมน และอิหร่านที่สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธฮูตี ข้อสรุปนี้เท่ากับเบี่ยงเบนปัญหาแท้จริงของเยเมนที่ซับซ้อนมากกว่านั้น เพราะตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว นิกายไซดียาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับสุหนี่ ไม่มีความเกลียดชังหรือเป็นศัตรูกันแม้แต่น้อย แต่เมื่อการเมืองในภูมิภาคนั้นแตกแยกมากขึ้น ความเป็นศัตรูของ 2 นิกายก็พลอยปรากฏขึ้นตามไปด้วย และยิ่งมีต่างชาติเข้ามาแทรกแซง อาทิ อิหร่าน ซาอุดีฯ และสหรัฐ ด้วยแล้ว ปัญหาก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น อันเป็นผลพวงจากนโยบายที่ไม่สะเด็ดน้ำหรือเด็ดแต่บัวแล้วปล่อยให้ใยรกรุงรังไปทั่ว นับแต่จำใจยอมให้ประธานาธิบดีอาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์ ลาออกช่วงอาหรับสปริง แล้วให้รองประธานาธิบดีฮาดีที่อยู่ในตำแหน่งนี้มานาน 18 ปีโดยไม่เคยสร้างผลงานสำคัญๆ ทางการเมืองขึ้นมาสวมหัวโขนแทน ปัญหาเรื้อรังมานานตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณจึงไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาของชาวชีอะต์ฮูตี ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งถูกรัฐบาลทอดทิ้งมาตลอด ปล่อยให้ประชาชนอดอยากยากจน ท้ายสุดก็ลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้อีกครั้ง หมายมั่นปั้นมือจะขอเข้ามามีส่วนบริหารประเทศร่วมกับชาวสุหนี่บ้าง
 
                             ปฐมเหตุทั้งหลายทั้งปวงต้องสาวลึกย้อนกลับไปสมัยที่เยเมนเหนือกับเยเมนใต้ยังไม่รวมตัวกันเป็นประเทศเยเมน ในเยเมนเหนือปกครองโดยอิหม่ามสายไซดียา อันเป็นสายหนึ่งของชีอะต์ ที่อ้างว่าสืบสายโดยตรงมาจากศาสดาโมฮัมหมัดมานานกว่าพันปี แต่หลังการปฏิวัติในปี 2505 อำนาจของอิหม่ามสายไซดียาก็หมดสิ้นไป อย่างไรก็ดี รัฐบาลกลางก็ไม่สามารถยื่นมือไปบริหารจัดการพื้นที่ตอนเหนือได้มากนักจึงละเลยไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น กระทั่งเมื่อมีการรวมเยเมนเหนือและใต้เข้าด้วยกัน ตามด้วยการเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อปี 2537 กลุ่มวาฮะบีส์ อันเป็นนิกายหนึ่งของสุหนี่ที่ถือกำเนิดในซาอุดีอาระเบียได้ช่วยรัฐบาลปรามปรามกลุ่มกบฏทางตอนใต้ กลุ่มไซดียาได้โจมตีรัฐบาลว่าปล่อยให้วาฮะบีส์เข้ามามีอิทธิพลในเยเมน นับแต่นั้น การปะทะระหว่างชีอะต์กับสุหนี่ในเยเมนก็ทวีความดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากฮุสเซน บาเดรดดิน อัล ฮูตี  ผู้นำกบฏสายไซดียา หรือเรียกสั้นๆ ว่ากบฏฮูตี ได้ปลุกระดมให้ชาวชีอะต์ลุกฮือครั้งใหญ่เมื่อกลางปี 2547 
 
                             รัฐบาลซาเลห์ได้กล่าวหากบฏฮูตีว่าต้องการล้มล้างรัฐบาลและนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ พร้อมกับกล่าวหาอิหร่านว่าให้การสนับสนุนรวมไปถึงให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มกบฏ และได้ตั้งค่าหัวนำจับฮุสเซน ฮูตีในปี 2552 เป็นเงิน 55,000 ดอลลาร์ เมื่อฮุสเซน ฮูตี เสียชีวิตในเวลาต่อมา ชีค ซายอิด อับดุล มาลิก อัล ฮูตี น้องชายก็ขึ้นมาเป็นผู้นำกบฏแทน ฝ่ายกบฏโต้ว่าต้องการปกป้องชีอะต์ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติและถูกรัฐบาลปราบปราม รวมทั้งเรียกร้องอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ตลอดจนคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะใช้ระบบสหพันธรัฐอันประกอบด้วย 6 รัฐใหญ่ การกวาดล้างในครั้งนั้นทำให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่ และการปะทะได้ลุกลามข้ามแดนไปยังหลายพื้นที่ในซาอุดีอาระเบีย กลุ่มกบฏฮูตีได้โจมตีซาอุดีฯ ว่าสนับสนุนรัฐบาลเยเมน นอกเหนือจากกล่าวหาสหรัฐว่าเข้ามาแทรกแซงจากการส่งเครื่องบินไปโจมตีถึง 28 ระลอก
 
                             ในช่วงต้นปี 2553 กลุ่มฮูตีได้ขอให้อยาตอลเลาะห์อาลี อัล ซิสทานีแห่งอิรักช่วยเป็นคนกลางเพื่อผ่าทางตันปัญหาคาราคาซังนี้ แต่ผู้นำศาสนาของซาอุดีอาระเบียไม่ยอมรับ ประณามว่าเป็นพวกป่าเถื่อน นอกศาสนาและขี้เหล้าเมายา ขณะที่รัฐบาลก็ฉวยโอกาสกวาดล้างหมายจะยึดเมืองที่เป็นที่มั่นของกล่มกบฏให้ได้ อ้างว่าเป็นฐานที่มั่นของอัล ไกดา ท้ายสุดกลุ่มฮูตีต้องเสนอเจรจาหยุดยิงและยอมถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้ในดินแดนของซาอุดีอาระเบีย
 
                             กระนั้น การกระทบกระทั่งยังดำเนินไปเป็นระยะๆ ก่อนจะยุติชั่วคราวช่วงที่เกิดเหตุการณ์ "อาหรับสปริง" ระหว่างนั้นอับดุล ฮูตีประกาศสนับสนุนฝ่ายผู้ประท้วงรัฐบาล ทำให้ชาวฮูตีจำนวนมากเข้าร่วมกับผู้ประท้วง จนเกิดปะทะกับกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ กบฏฮูตีได้ทยอยยึดสถานที่ราชการต่างๆ และได้ตั้งด่านตรวจของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะประกาศตั้งคณะผู้บริหารของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลเยเมน แม้ว่าระบอบของซาเลห์จะไม่ถูกโค่นเหมือนระบอบของโมอัมมาร์ กัดดาฟีแห่งลิเบีย หรือระบอบเผด็จการมูบารักในอียิปต์ หรือระบอบทรราชย์ในตูนิเซีย แต่ซาเลห์ก็ถูกกดดันให้ต้องเสียสละด้วยการลาออก แลกกับการนิรโทษกรรมและไม่ถูกนำตัวขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนผู้นำหลายประเทศ ทำให้คนในระบอบเก่ายังคงมีอำนาจอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ถูกกำจัดตามไปด้วย ปูทางให้รองประธานาธิบดีฮาดี ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่
 
                             แต่ต้นตอของปัญหาทั้งปวงไม่ได้ถูกขุดรากถอนโคนไปด้วย กลุ่มกบฏฮูตีจึงเริ่มก่อกวนอีกครั้งตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จุดผกผันมาถึงเมื่อมีการชุมนุมใหญ่ประท้วงการขึ้นราคาน้ำมันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นผลจากการที่รัฐบาลยุติการพยุงราคาน้ำมัน หลังจากได้ทุ่มเงินราว 3,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 1 ใน 3 ของงบประาณแผ่นดินไปพยุงราคาน้ำมันตลอดช่วงปี 2556 รวมทั้งเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปูทางให้ชีอะต์เข้ามามีส่วนในการบริหารประเทศมากขึ้น และให้ตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติขึ้นมา ระหว่างการเจรจาทุกครั้ง ฮาดีมักจะยอมรับปากแต่ก็กลืนน้ำลายตัวเองในภายหลัง ทำให้กลุ่มติดอาวุธฮูตียกกำลังทยอยยึดเมืองต่างๆ จนท้ายสุดก็บุกยึดกรุงซอนอาเมื่อต้นปีนี้ บุกจับพ่อบ้านของทำเนียบประธานาธิบดี ตามด้วยการล้อมทำเนียบนายกรัฐมนตรีและทำเนียบประธานาธิบดี บังคับฮาดีให้ยอมนั่งคุยด้วยนำไปสู่การลาออกในท้ายที่สุด
 
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'ฮูตี' จากกบฏสู่ผู้ชนะในเยเมน : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)