ข่าว

'วิชา'จัดหนัก'ยิ่งลักษณ์'อ้อนแถลงปิดคดีถอดถอน

'วิชา'จัดหนัก'ยิ่งลักษณ์'อ้อนแถลงปิดคดีถอดถอน

23 ม.ค. 2558

'วิชา'จัดหนัก'ยิ่งลักษณ์'อ้อน แถลงปิดคดีถอดถอน

               หมายเหตุ : ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 มกราคม นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา ตามมาตรา 64 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อหาละเว้นปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดย สนช.จะลงมติถอดถอนในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ (ล้อมกรอบ-สกรีนพื้น)

"คุณธรรม" สำคัญที่สุดในการบริหารราชการ

               นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงปิดคดีว่า ยืนยัน ป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเว้นหลักนิติธรรม โครงการจำนำข้าวเป็นการกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าตลาด มีการรับจำนำราคาตันละ 15,000 บาท จากราคาตลาด 7,500 บาท เป็นการใช้กลไกการเมืองซื้อใจชาวนา จนชนะการเลือกตั้ง แต่มีวาระซ่อนเร้นในการทุจริตเชิงนโยบาย จากการไต่สวนโครงการนี้ในทุกระดับจะมีผู้ชักโยงอยู่เบื้องหลังเพื่อหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง เล่นแร่แปรธาตุกันมากมาย ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ป.ป.ช.ตรวจสอบยากที่สุด โดยพบว่ามีการระบายข้าวของรัฐในราคาถูก อ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ความจริงเป็นการนำไปขายต่อให้พวกพ้องภายในประเทศ ที่ผ่านมา ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ได้มีคำเตือนถึงผู้ถูกกล่าวหาให้ยกเลิกโครงการ ด้วยความเป็นห่วงการใช้งบประมาณและมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ผู้ถูกกล่าวหายืนยันต้องดำเนินโครงการต่อไป เพราะเป็นสัญญาประชาคม ยกเลิกไม่ได้

               แต่ ป.ป.ช.สามารถจับทุจริตเชิงนโยบายโครงการนี้ได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีการจับทุจริตมา แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะอ้างว่ามีกลไกตรวจสอบการทุจริต แต่เป็นเพียงเครื่องบังหน้าว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริต ซึ่ง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า ผู้ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีใบเสร็จเป็นหลักฐานเรียบร้อย คือ รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ที่สรุปว่า โครงการมีการขาดทุนจำนวนมาก อยากถามว่า น่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะคณะอนุกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ผอ.สำนักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ

              นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากการจัดเก็บข้าวในโกดัง จนปลัดพาณิชย์ต้องแจ้งความเอาผิดกับคู่สัญญาโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ข้อหาฉ้อโกง ที่นำข้าวไม่ได้มาตรฐานมาเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งหมด 3.6 ล้านตัน วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท จากความเสียหายในการระบายข้าวขาดทุนและการจัดเก็บข้าวในโกดังส่งผลเสียต่อประเทศ โดย รมว.คลังเปิดเผยว่า ภาวะหนี้จากโครงการจำนำข้าวคาดว่า ขาดทุน 7 แสนล้านบาท จะต้องใช้หนี้เป็นเวลากว่า 30 ปีจนถึงรุ่นหลาน แม้ผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ แต่บุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไม่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการรับจำนำข้าว ถ้าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีเจตนาปิดบัญชีไม่ถูกต้อง ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ต้องดำเนินการทางวินัย อาญา จะปล่อยไว้ทำไม แต่ผู้ถูกกล่าวหาตระหนักว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ทำโดยถูกต้องตามอำนาจหน้าที่

               จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.ยังพบว่า มีชาวนารวมตัวกันเรียกร้องเงินค่าจำนำข้าว มีชาวนาหลายรายไม่สามารถรอคอยได้จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย ขณะนี้มีข้าวค้างอยู่ในโกดังจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวในฤดูกาลถัดไป ทำให้ชาวนาถูกกดราคาข้าว แต่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ และผู้ถูกกล่าวหาก็ยังไม่เคยขออภัยต่อชาวนา เพียงแต่กล่าวว่า โครงการนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวนา ซึ่งเหมือนกับ "รัฐบาลจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต สุดท้ายประเทศจำนำหนี้" และยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าขั้นตอนของโครงการได้สร้างความเสียหายตลอดมา

               “จึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ฐานจงใจไม่ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรียับยั้งความเสียหาย ซึ่งเรื่องคุณธรรม จริยธรรม มีความสำคัญที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีคำกล่าวว่าบุคคลที่ขาดสติปัญญาแต่มีคุณธรรม จริยธรรม พอจะชดใช้ให้เห็นว่าเป็นคนดีและทำประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรม จริยธรรม จะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ความเสื่อมทรามในบ้านเมือง"

               นายวิชา กล่าวตอนท้ายว่า กระบวนการถอดถอนเป็นการเริ่มต้นให้เห็นว่า ผู้ใดจะมารับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมีคุณธรรม จริยธรรมสูงสุดกว่าคนอื่น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นประพฤติปฏิบัติตาม ขอคารวะบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าให้ช่วยทำประวัติศาสตร์การถอดถอนครั้งนี้ให้ปรากฏผลเป็นจริง


การดำเนินคดีเป็นวาระการเมืองที่เห็นชัด

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถลงปิดคดีว่า มาวันนี้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และขอความเป็นธรรมของสภา หวังว่า สนช.ทุกท่านจะใช้ดุลพินิจถูกต้องเที่ยงธรรมเป็นประจักษ์ต่อสาธารณชน ไม่จำยอมจากการชี้นำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่ไม่ได้มาตอบข้อซักถามด้วยตนเองก็เพราะข้อบังคับการประชุมระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงแทนได้ ในฐานะนายกฯ ที่กำกับนโยบายได้มอบหมายให้รัฐมนตรีไปขับเคลื่อนให้นโยบายเกิดขึ้น ดังนั้น รัฐมนตรีจะมีข้อมูลตอบข้อซักถามของสมาชิกได้อย่างเข้าใจกว่าตน

               ขอโต้แย้งรายงานสำนวนและความเห็นของ ป.ป.ช.ที่กล่าวหานั้น มีข้อสังเกตที่เป็นพิรุธไม่สมควรที่จะเป็นสาเหตุให้ถูกถอดถอน คือรัฐธรรมนูญ ปี 2550 สิ้นสุดแล้วเหลือเพียง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ที่มิอาจถอดถอนได้ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ การที่กล่าวหาว่ามีพฤติกรรมส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องมีอำนาจรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จะอาศัยเพียง พ.ร.บ. ป.ป.ช.ไม่ได้ ยืนยันว่าไม่เหลือตำแหน่งอะไรให้ถอดถอนอีกแล้ว เป็นการถอดถอนที่ซ้ำซ้อน เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2557 ที่วินิจฉัยให้สถานะความเป็นนายกฯ สิ้นสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจในการส่งเรื่องนี้มายังสภา หากจะมาถอดถอนซ้ำจะเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง

               สำหรับการอ้างว่าใช้เวลาไต่สวน 1 ปี 10 เดือน ไม่เป็นความจริง เพราะการแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้ใช้เวลาเพียง 21 วัน เพราะคำสั่งของ ป.ป.ช.ที่แจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 จากนั้น 19 กุมภาพันธ์ 2557 ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา และอีก 80 วันก็มีมติชี้มูลความผิดรวมเวลา 101 วัน ไม่ใช่ 1 ปี 10 เดือน นอกจากนี้หลายสำนวนไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีที่กล่าวหาแต่กลับมารวมในคดี เช่น กรณีการระบายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) โดยเฉพาะการที่นายวิชาไปกล่าวในการเสวนา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2557 ซึ่งกล่าวหาว่าข้าวในโครงการ 2 ล้านตันได้หายไป เป็นการกล่าวที่เลื่อนลอย เพราะ อ.ต.ก.และ อคส.ยืนยันความมีอยู่จริง แม้จะนำหลักฐานมายืนยันต่อ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.ไม่รับฟัง และชี้นำสังคมเพื่อให้สาธารณะเข้าใจผิดว่าละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่พึงกระทำในฐานะเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบในสำนวนที่ต้องอำนวยความยุติธรรม และบางคดีอยู่นอกสำนวน ก็มากล่าวผสมปนเปในสำนวนถอดถอน

               "นอกจากนี้ รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ครั้งที่ 4 ระบุ ขาดทุน 5 แสนกว่าล้านบาทก็ไม่เป็นจริง เพราะมีการคิดการเสื่อมราคาไม่ตรง การคิดปริมาณข้าวค้างในสต็อกมีการบันทึกไม่ตรงกัน อีกทั้งเอกสารคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ก็ยืนยันในสำนวนนี้ว่าในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริต" อดีตนายกฯ ระบุ 

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังตัดพยานที่ได้เสนอไปจำนวน 18 ราย เหลือ 6 ราย โดยพยานที่ตัดไปล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญ และใช้พยานที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับรัฐบาล ซึ่ง สนช.จะเชื่อความเห็น ป.ป.ช.ได้อย่างไร ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าโครงการทำให้เป็นภาระ มีการนำภาษีมาใช้และกระทบต่อระบบการเงินการคลังประเทศ ยืนยันไม่จริง แต่ก่อให้เกิดรายได้ต่อชาวนา นำไปสู่การใช้จ่ายต่อเนื่อง ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าเพดาน 60 เปอร์เซ็นต์

               ยืนยันรัฐบาลมีความจริงใจปราบทุจริตโครงการจำนำข้าว ไม่เคยละเลยการป้องกันทุจริต เพราะเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ จนฟ้องคดีได้ 276 คดี นอกจากนี้รัฐบาลไม่ได้บิดเบือนกลไกการตลาด เพราะข้าวที่ชาวนาจำนำกับรัฐบาลเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด และเมื่อมีหน่วยงานท้วงติงทางรัฐบาลก็ปรับปรุงโครงการ เช่น การปรับราคาจำนำข้าวจากตันละ 1.5 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท และจำกัดวงเงินไม่เกินครัวเรือนละ 5 แสนบาท รวมทั้งรักษากรอบวงเงินรับจำนำข้าวอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท

               "การดำเนินคดีกับดิฉันเป็นวาระซ่อนเร้นภายใต้การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม เป็นวาระการเมืองที่เห็นชัด เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 แล้ววันรุ่งขึ้นวันที่ 8 พฤษภาคม จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลทันที วันนี้ก็มาอ้างความบังเอิญชี้มูลการระบายข้าวแบบจีทูจี เพื่อชี้นำสังคม และกดดัน สนช.ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอคัดค้านคำแถลงเปิดและปิดสำนวนตลอดจนรายงานของป.ป.ช."

               “วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรมต่อ สนช.ไม่ใช่ต่อตัวดิฉัน แต่ขอโอกาสให้คนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่นๆ ให้ชาวไร่ชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก มีรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มค่าเหนื่อย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะให้ชาวนาหลังหักไม่ได้ อย่ามองเหรียญเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่มองให้ครบทุกมิติ เรื่องรายได้ และโอกาสที่หายไปของชาวนา ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ ดิฉันพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ขอความเป็นธรรมเพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย บังคับใช้เป็นธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นนิติธรรม และเพื่อให้การปฏิรูปและการปรองดองที่แท้จริงเกิดขึ้น เพื่อความสุข สันติกับคนไทย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย