
ลิ่วล้อยานรกล้นคุกก.ม.ไม่เวิร์ก?...ต้องสังคายนา!
ลิ่วล้อยานรกล้นคุกก.ม.ไม่เวิร์ก?...ต้องสังคายนา! : กมลชนก ทีฆะกุล
สถิติของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งกำกับดูแลเรือนจำทั่วประเทศรวมกว่า 140 แห่ง พบว่า สัดส่วนของผู้ต้องขังมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ต้องขังเกี่ยวเนื่องกับคดียาเสพติด และนับวันจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหา นักโทษล้นเรือนจำ
ปรากฏการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ยังไม่สามารถแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายฝ่ายจึงต้องกลับมาทบทวนรายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ปัญหายาเสพติด เพื่อเตรียมพิจารณาปรับแก้กฎหมายการปราบปรามยาเสพติด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเน้นการลงโทษให้เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน
สัดส่วนผู้ต้องขังในเรือนจำที่เกี่ยวเนื่องกับคดียาเสพติด แทบทั้งหมดไม่ใช่ ตัวการใหญ่ ในเครือข่ายยาเสพติด แต่เป็นเพียง ลิ่วล้อ ของเครือข่ายค้ายาเสพติดเท่านั้น
ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า กระทรวงยุติธรรม มีแนวคิดปรับแก้กฎหมายยาเสพติดให้มีความทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ จึงหารือฝ่ายเกี่ยวข้องว่าจะยังคงยึดหลักดำเนินคดีกับผู้ต้องหายาเสพติดตามปริมาณของกลาง หรือจะพิจารณาจากพฤติการณ์การกระทำความผิดแทน เพื่อให้มีทางเลือกในการลงโทษมากขึ้นจากการจำคุกเพียงสถานเดียว หลังมีข้อสังเกตว่าการตัดสินจำคุกด้วยการนับจำนวนยาเสพติดอาจไม่ใช่ทางออกที่มีผลต่อการปรับลดพฤติกรรมกระทำผิด และไม่สอดคล้องกับมาตรการบำบัดผู้เสพ
“เราต้องการควบคุมให้ ผู้ค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่งออกรายใหญ่ให้อยู่ใต้กฎหมาย ต้องการประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องมีแนวทางทำงานร่วมกันมากที่สุด และอยากให้กระบวนการยุติธรรม ชี้ว่าใครต้องถูกจับ ถูกลงโทษ ใครจะต้องใช้กฎหมายเข้ามาช่วยบำบัดรักษา และที่สำคัญกฎหมายต้องช่วยเหลือหลังจากการรับโทษ และช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั้งยืน จึงต้องการปรับข้อกฎหมายใหม่”
องค์ประกอบของกฎหมายยาเสพติดที่ควรได้รับการปรับปรุงใหม่ตามแนวทางที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เสนอคือ ต้องรวบรวมกฎหมายยาเสพติดที่มีอยู่ 8-9 ฉบับ ให้อยู่รวมกันเป็นฉบับเดียว โดยมีองค์ประกอบหลักอยู่ 6 ข้อ คือ
1.กฎหมายต้องระบุให้ชัดเจนว่าอะไรคือ สารเสพติด 2.จะควบคุมการใช้สารเสพติดได้อย่างไร เนื่องจากปัจุบัน ยาเสพติดแทบทุกตัว เป็นส่วนผสมของยาที่คนทั่วไปใช้ ดังนั้น กฎหมายต้องชัดเจนว่าอะไรบ้างที่ต้องมีโทษอาญา 3.ใครบ้างที่ถือว่าทำผิด แล้วจะต้องถูกลงโทษอย่างไร 4.นโยบายและการประเมินผลต้องทำอย่างไร 5.บทลงโทษควรหลากหลายทั้งเรื่องการทำผิด และกลุ่มคน และ 6.กฎหมายต้องเน้น การฟื้นฟู บำบัด ช่วยเหลือและติดตาม ผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
เขาบอกว่า การจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ผ่านมา 80% เป็นผู้ค้ารายย่อยที่มียาเสพติดของกลางจำนวนน้อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะโครงสร้างกฎหมายไม่เอื้ออำนวยให้เล่นงานผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาอยู่ที่องค์ประกอบหลายอย่าง
"4-5 ปีที่ผ่านมา มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมดำเนินคดีอย่างสม่ำเสมอ แต่ผู้ที่ถูกจับได้แทบทั้งหมดเป็นแค่ผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย พอเอาเข้าเรือนจำ ผลสีย คือ พวกนี้ไปรวมตัวในเรือนจำ และพัฒนาเป็นผู้ค้ารายใหญ่ เมื่อออกมาสู่สังคมก็สร้างปัญหา ในเรือนจำมีความพยายามในการบำบัด แต่เพราะไม่ใช่ที่บำบัดโดยตรง ทำได้แค่คุมขังไว้ ใครจะรับการบำบัดก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ จึงไม่ได้ผล เมื่อคนเหล่านี้ถูกคุมขังครบตามกำหนดก็ต้องปล่อยตัวไป ซึ่งหากมีกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงการบำบัดรักษาระบุไว้ให้ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรบ้าง เชื่อว่าการแก้ปัญหายาเสพติดของเราจะมีประสิทธิภาพขึ้น"
สอดคล้องกับข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวบรวมไว้ พบว่า ผู้ถูกจับกุมคดียาเสพติดปัจจุบันมี 7 ฐานความผิด คือครอบครองเพื่อจำหน่าย ของกลาง 15-20 เม็ด สัดส่วนผู้ถูกจับกุมราวร้อยละ18.49 ข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ ของกลาง 2-5 เม็ด ถูกจับร้อยละ 3.34
ข้อหาจำหน่าย ของกลาง 2-5 เม็ด มีผู้ถูกจับ ร้อยละ 31.04 ข้อหาจำหน่ายและครอบครองเพื่อจำหน่าย ของกลาง 2-5 เม็ด ถูกจับร้อยละ 18.03 ข้อหาจำหน่ายและครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพ ของกลาง 2-5 เม็ด ถูกจับร้อยละ 20.11 ข้อหาจำหน่ายและเสพ ของกลาง 2-5 เม็ด ถูกจับมากสุดถึงร้อยละ 40.64 และข้อหานำเข้าของกลาง 2-5 เม็ด มีผู้ถูกจับร้อยละ 8.78
เพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการ ป.ป.ส. เชื่อมั่นว่า หากการพิจารณาแก้กฎหมายยาเสพติดใหม่เกิดขึ้นได้จริง จะเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้ดีทีเดียว
“หลายปีที่ผ่านมามีการออกกฎหมายไปตามสถานการณ์และบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ในระยะหนึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปกฎหมายบางฉบับอาจเกิดปัญหาขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับแก้กฎหมายใหม่ ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบกับ ป.ป.ส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทางกลับกันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามยาเสพติดมากกว่า”
สอดคล้องกับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่แสดงความเห็นด้วยกับการแก้กฎหมายยาเสพติด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเหยื่อในคดียาเสพติดมากขึ้น
“ที่ผ่านมาผู้ที่ถูกจับกุมในคดียาเสพติดส่วนใหญ่จะมีปริมาณของกลางน้อยมาก แต่กลับถูกตัดสินจำคุก ทำให้หมดอนาคต การแก้กฎหมายในครั้งนี้ถ้าทำได้จริง จะเป็นผลดีกับเหยื่อในคดียาเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจช่วยแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์แลกกับการลดปริมาณยาเสพติดได้ด้วย เพราะที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่มีผู้ร้องเรียนกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า ถูกตำรวจยัดยาเสพติด”
สำหรับประเด็นการแก้กฎหมายยาเสพติด ขณะนี้ กระทรวงยุติธรรมอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อทบทวนการแก้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยภายใน 3-4 เดือนหลังจากนี้ กระทรวงยุติธรรมจะร่างกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป



