
ก้าวต่อไปสำหรับระบบการออมเงินในประเทศไทย
ในปัจจุบัน ประเทศไทยเรากำลังพยายามใช้แนวคิดของธนาคารโลก ในการสร้างระบบการออม โดยมี 3 เสาหลัก เงินออมของประเทศที่สำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้ออมเองที่มีเงินใช้ในยามฉุกเฉินหรือในยามชราภาพ สำหรับประเทศเอง ก็จะมีแหล่งเงินทุนภายในประเทศเพื่อไว้ใช้สำหรั
สำหรับเสาหลักที่ 1 ระบบการออมเพื่อการดำรงชีพขั้นต่ำหรือขั้นพื้นฐาน ที่หมายถึงกองทุนที่จะมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในยามตกงาน เจ็บป่วย หรือชราภาพ (ในประเทศไทย ได้แก่ กองทุนประกันสังคม) ซึ่งจะมีบทบาทเป็นเสมือนการประกัน “ขั้นต่ำ” เพื่อให้สามารถดำรงชีพได้ หรือสามารถหาหมอได้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น เงินที่ได้จากกองทุนนี้ในส่วนชราภาพ ก็มีปริมาณน้อยมาก แต่มีให้ในลักษณะเพื่อให้ประทังชีพต่อไปได้ ซึ่งจะไม่เพียงพอต่อการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ
จึงต้องมีเสาหลักที่ 2 คือ การออมภาคบังคับเข้ามา ซึ่งในเสาหลักนี้ มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นลักษณะกองทุนภาคบังคับของข้าราชการ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีกองทุนภาคบังคับของเอกชน (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไม่บังคับให้ต้องมีทุกบริษัท-กองทุนบำนาญแห่งชาติ ที่อาจจะเกิดในอนาคต จะเป็นกองทุนภาคบังคับของเอกชนเพื่อเสริมเสาหลักนี้)
สำหรับเสาหลักที่สองนี้ แนวคิดหลักคือการสร้างวินัยทางการออมให้แก่ผู้ที่อยู่ในระบบ โดย “ออมก่อนใช้” ที่หมายถึงหักเงินออมโดยตรงจากเงินเดือน และนายจ้างหรือภาครัฐ มีเงินสมทบให้ และเงินก้อนนี้จะถูกนำไปบริหารจัดการเพื่อสร้างผลประโยชน์ ซึ่งอยากให้มองเงินออมก้อนนี้ในระยะยาว เพราะจะใช้ก็ต่อเมื่อออกจากงานหรือเกษียณอายุเท่านั้น จึงมีเวลาที่จะนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนที่สูงได้
ส่วนเสาหลักที่ 3 เป็นการออมภาคสมัครใจ ที่รัฐจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้ออม เช่น การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือกองทุนรวมประเภท RMF และ LTF เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยนั้น มีกองทุนหลายๆ ลักษณะเพื่อตอบวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป กองทุนประกันสังคม จะมีแนวทางและวัตถุประสงค์แตกต่างไปจากกองทุนอื่น เช่น กบข. ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุน จะเป็นตัวกำหนดนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันไป เช่น กองทุนประกันสังคมจำเป็นต้องมีการเบิกจ่ายตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำ (ที่ก็จะให้ผลตอบแทนต่ำเช่นกัน)
ในขณะที่กองทุนแบบ LTF ก็จะเน้นการลงทุนในหุ้น ที่เราจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหากลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็จะเป็นการบังคับให้ผู้ลงทุนมองข้ามความผันผวนระยะสั้นของตลาดหุ้นและมองที่ผลตอบแทนของหุ้นในระยะยาวเท่านั้น หรือในกรณีของ กบข. ที่เป็นกองทุนที่เก็บออมเพื่อการเกษียณ การสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ จะเป็นสิ่งที่จำเป็น หาไม่แล้วมูลค่าของเงินจะลดลงไปอย่างมหาศาลหากเวลาผ่านไป 10-20 ปี แต่ผลตอบแทนต่อปีต่ำกว่าเงินเฟ้อตลอดครับ



