ข่าว

‘ยิ่งลักษณ์’เข้าสภาแถลงปิดคดีถอดถอน

‘ยิ่งลักษณ์’เข้าสภาแถลงปิดคดีถอดถอน

22 ม.ค. 2558

‘ยิ่งลักษณ์’ แถลงปิดคดีถอดถอน ปฏิเสธทุกข้อหา ย้ำป.ป.ช.ไร้สิทธิ์ถอดถอนเหตุรธน.50สิ้นสุด ซัด ‘วิชา’ กล่าวหาเลื่อนลอย หวังสนช.ให้ความเป็นธรรม

 
             22 ม.ค.58 ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีการพิจารณากระบวนการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยวันนี้เป็นขั้นตอนการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา โดยนายพรเพชรได้เชิญทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ห้องประชุม มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. เป็นตัวแทนจากฝ่ายป.ป.ช. ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา นำโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยมีทีมทนายความ 4 คน และอดีตรัฐมนตรี 5 คน นั่งประกบ
 
             นายวิชา แถลงปิดคดีว่า ขอยืนยันว่า สนช.มีอำนาจเต็มที่ในการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง และตัดสิทธิการเมือง 5 ปี และยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเว้นหลักนิติธรรม โครงการจำนำข้าวเป็นการกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าตลาด มีการรับจำนำราคาตันละ 15,000 บาท จากราคาตลาด 7,500 บาท เป็นการใช้กลไกการเมืองซื้อใจชาวนา จนชนะการเลือกตั้ง แต่มีวาระซ่อนเร้นในการทุจริตเชิงนโยบาย จากการไต่สวนโครงการนี้ในทุกระดับจะมีผู้ชักโยงอยู่เบื้องหลังเพื่อหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง เล่นแร่แปรธาตุกันมากมาย ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ป.ป.ช. ตรวจสอบยากที่สุด โดยพบว่า มีการระบายข้าวของรัฐในราคาถูก อ้างว่า เป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ความจริงเป็นการนำไปขายต่อให้พวกพ้องภายในประเทศ
 
             นายวิชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้มีคำเตือนถึงผู้ถูกกล่าวหาให้ยกเลิกโครงการ ด้วยความเป็นห่วงการใช้งบประมาณในโครงการดังกล่าว และมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ผู้ถูกกล่าวหายืนยันต้องดำเนินโครงการต่อไป เพราะเป็นสัญญาประชาคม ยกเลิกไม่ได้ แต่ป.ป.ช.สามารถจับทุจริตเชิงนโยบายโครงการนี้ได้ชัดเจนที่สุด เท่าที่ประเทศนี้เคยมีการจับทุจริตมา แม้จะผู้กล่าวหาจะอ้างว่า มีกลไกตรวจสอบการทุจริต แต่เป็นเพียงเครื่องบังหน้าว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเกี่ยวข้องการทุจริต ทั้งนี้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า ผู้ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีใบเสร็จเป็นหลักฐานเรียบร้อย คือ รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ที่สรุปว่า โครงการมีการขาดทุนจำนวนมาก อยากถามว่า น่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะคณะอนุกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ผอ.สำนักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ
 
             นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากการจัดเก็บข้าวในโกดัง จนปลัดพาณิชย์ต้องแจ้งความเอาผิดกับคู่สัญญาโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ข้อหาฉ้อโกง ที่นำข้าวไม่ได้มาตรฐานมาเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งหมด 3.6 ล้านตัน วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท จากความเสียหายในการระบายข้าวขาดทุนและการจัดเก็บข้าวในโกดังส่งผลเสียต่อประเทศ โดยรมว.คลังเปิดเผยว่า ภาวะหนี้จากโครงการจำนำข้าว คาดว่า ขาดทุน 7 แสนล้านบาท จะต้องใช้หนี้เป็นเวลากว่า 30 ปี จนถึงรุ่นหลาน แม้ผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี แต่บุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการปิดบัญชีไม่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการรับจำนำข้าว ถ้าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีเจตนาปิดบัญชีไม่ถูกต้อง ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ต้องดำเนินการทางวินัย อาญา จะปล่อยไว้ทำไม แต่ผู้ถูกกล่าวหาตระหนักว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ทำโดยถูกต้องตามอำนาจหน้าที่
 
             นายวิชา กล่าวว่า จากการไต่สวนของป.ป.ช.ยังพบว่า มีชาวนารวมตัวกันเรียกร้องเงินค่าจำนำข้าว มีชาวนาหลายรายไม่สามารถรอคอยเงินค่าจำนำข้าวได้ จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย ขณะนี้มีข้าวค้างอยู่ในโกดังจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวในฤดูกาลถัดไป ทำให้ชาวนาถูกกดราคาข้าว แต่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ และผู้ถูกกล่าวหาก็ยังไม่เคยขออภัยต่อชาวนา เพียงแต่กล่าวว่า โครงการนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวนา ซึ่งเหมือนกับรัฐบาลจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต สุดท้ายประเทศจำนำหนี้ ป.ป.ช.ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า ขั้นตอนของโครงการได้สร้างความเสียหายตลอดมา
 
             “ ป.ป.ช. จึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ฐานจงใจไม่ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรียับยั้งความเสียหาย ทั้งนี้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมมีความสำคัญที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีคำกล่าวว่า บุคคลที่ขาดสติปัญญา แต่มีคุณธรรม จริยธรรม พอจะชดใช้ให้เห็นว่า เป็นคนดี และทำประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรม จริยธรรม จะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ความเสื่อมทรามในบ้านเมือง กระบวนการถอดถอนเป็นการเริ่มต้นให้เห็นว่า ผู้ใดจะมารับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมีคุณธรรม จริยธรรมสูงสุดกว่าคนอื่น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นประพฤติปฏิบัติตาม ขอคารวะบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าให้ช่วยทำประวัติศาสตร์การถอดถอนครั้งนี้ให้ปรากฎผลเป็นจริง “นายวิชา กล่าว
 
             ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดี ว่า มาวันนี้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และขอความเป็นธรรมของสภา หวังว่า สนช.ทุกท่านจะใช้ดุลยพินิจถูกต้องเที่ยงธรรมเป็นประจักษ์ต่อสาธารณชน ไม่จำยอมจากการชี้นำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่ไม่ได้มาตอบข้อซักถามด้วยตนเองนั้น ก็เพราะข้อบังคับการประชุมระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมาชี้แจงแทนได้ ตนในฐานะนายกฯที่กำกับนโยบายได้มอบหมายให้รัฐมนตรีไปขับเคลื่อนให้นโยบายเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐมนตรีจะมีข้อมูลสามารถมาตอบข้อซักถามของสมาชิกได้อย่างเข้าใจกว่าตน
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอโต้แย้งรายงานสำนวนและความเห็นของป.ป.ช.ที่กล่าวหาตน ซึ่งมีข้อสังเกตุที่เป็นพิรุธไม่สมควรที่จะเป็นสาเหตุให้ตนถูกถอดถอนคือรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดแล้วเหลือเพียง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช ที่มิอาจถอดถอนได้ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ การที่กล่าวหาว่า ตนมีพฤติกรรมส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การถอนถอนและตัดสินทางการเมือง 5 ปี ถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของตน ซึ่งต้องมีอำนาจรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จะอาศัยเพียง พ.ร.บ. ป.ป.ช.ไม่ได้ ขอยืนยันว่าตนไม่เหลือตำแหน่งอะไรให้ถอดถอนอีกแล้ว เป็นการถอดถอนที่ซ้ำซ้อน ทั้งนี้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่9/2557 ที่วินิจฉัยให้สถานะความเป็นนายกฯ สิ้นสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ปปช.จึงไม่มีอำนาจในการส่งเรื่องนี้มายังสภา หากจะมาถอดถอนซ้ำจะเป็นการทำผิดรธน.เสียเอง
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การอ้างว่าใช้เวลาไต่สวนตน 1 ปี 10 เดือน ไม่เป็นความจริง เพราะการแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้ใช้เวลาเพียง 21 วัน เพราะคำสั่งของป.ป.ช.ที่แจ้งข้อกล่าวหาตนเมื่อวันที่ 28 ม.ค.57 จากนั้น 19 ก.พ.57 ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา จากนั้นอีก 80 วัน ก็มีมติชี้มูลความผิดรวมเวลา 101 วัน ไม่ใช่ 1 ปี 10 เดือน นอกจากนี้หลายสำนวนไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีที่กล่าวหาแต่กลับมารวมในคดี เช่น กรณีการระบายข้าวแบบจีทูจี โดยเฉพาะการที่นายวิชาไปกล่าวในการเสวนา เมื่อวันที่ 5 เม.ย.57 ซึ่งกล่าวหาว่าข้าวในโครงการ 2 ล้านตันได้หายไป เป็นการกล่าวที่เลื่อนลอย และชี้นำสังคมเพื่อให้สาธารณะเข้าใจผิดว่า ตนละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่พึงกระทำในฐานะที่นายวิชาเป็น กก.ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบในสำนวนที่ต้องอำนวยความยุติธรรม ทั้งที่จริงกรณีข้าวหาย 2 ล้านตันไม่เป็นจริง เพราะอตก. และอคส. ยืนยันความมีอยู่จริง แม้จะนำหลักฐานมายืนยันต่อป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.ไม่รับฟัง บางคดีอยู่นอกสำนวน ก็มากล่าวผสมปนเปในสำนวนถอดถอน ทำให้เข้าใจผิด นอกจากนี้รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ครั้งที่ 4 ระบุ ขาดทุน 5 แสนกว่าล้านบาทนั้น ไม่เป็นจริง เพราะมีการคิดการเสื่อมราคาไม่ตรง การคิดปริมาณข้าวค้างในสต๊อกมีการบันทึกไม่ตรงกัน อีกทั้งเอกสารคำวินิจฉัยป.ป.ช ก็ยืนยันในสำนวนนี้ว่าในชั้นนี้ยังไม่ปรากฎชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริต หรือสมยอมให้เกิดการทุจริต
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่มีคำสั่งหรือรายงานใดของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่ให้ยุติโครงการรับจำนำข้าว มีเพียงการแจ้งความของปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ดำเนินคดีกับบริษัทคู่สัญญาเดิมที่ทำไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่ทำกับรัฐ หากมีการทำผิดสัญญาก็ต้องชดใช้ร้อยละ 100 ส่วนที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ส่งหนังสือมาให้ 3 ฉบับแรก ไม่ปรากฎรายงานความเห็นของป.ป.ช. และไม่มีการเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการ มีเพียงฉบับที่ 4 ในวันที่ 30 ม.ค. 57 ที่ให้รัฐบาลทบทวนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป ซึ่งก็เป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศยุบสภา จึงมีฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ จึงอยู่นอกเหนือสำนวน
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ป.ป.ช.ยังตัดพยานที่ได้ตนเสนอไปจำนวน 18 ราย เหลือ 6 ราย โดยพยานที่ตัดไปล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญ และมีการใช้พยานที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับรัฐบาล โดย 4 ใน 7 ปากของป.ช.ช. เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายนิพนธ์ พัวพงศกร ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำงานวิจัยให้กับป.ป.ช.และมีชื่อไปร่วมประชุมกับนายอภิสิทธิ์ที่ริเริ่มโครงการประกันรายได้ และนายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนก.พ.57 และร่วมชุมนุมกับกปปส.ในการขับไล่รัฐบาล ซึ่งสนช.จะเชื่อความเห็นป.ป.ช.ได้อย่างไร
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า โครงการจำนำข้าวทำให้เป็นภาระ มีการนำภาษีมาใช้และกระทบต่อระบบการเงินการคลังประเทศ ยืนยันไม่จริง แต่ก่อให้เกิดรายได้ต่อชาวนา นำไปสู่การใช้จ่ายต่อเนื่อง ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจำนวน 3.1 แสนล้านบาทคิดเป็น 2.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ และสามารถดูแลชาวนาถึง 23 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ รวมทั้งหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ซึ่งต่ำกว่าเพดาน 60 เปอร์เซ็นต์ สรุปได้ว่า วินัยการคลังรัฐบาลช่วงที่ตนเป็นนายกฯ มีความเข้มแข็งมั่นคง ไม่ใช่เรื่องความเสียหาย ยืนยันว่า โครงการนี้มีประโยชน์มากมายกว่าเงินลงทุนในโครงการ จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่ต้องยุติโครงการ
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยืนยันรัฐบาลมีความจริงใจปราบทุจริตโครงการจำนำข้าว ไม่เคยละเลยการป้องกันทุจริตเพราะเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เช่น อนุกรรมการติดตามโครงการ คณะกรรมการตรวจสอบสต๊อกข้าว  คณะกรรมการปราบปรามทุจริต จนฟ้องคดีได้ 276 คดี นอกจากนี้รัฐบาลไม่ได้บิดเบือนกลไกการตลาดเพราะข้าวที่ชาวนามาจำนำกับรัฐบาลเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด อีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ในตลาดเอกชนและการระบายข้าวก็มีการเปิดประมูลซึ่งพ่อค้าก็เข้าร่วมประมูลได้ ซึ่งทำให้ราคาตลาดข้าวโลกเข้มแข็ง และเมื่อโครงการมีปัญหาและมีหน่วยงานท้วงติงทางรัฐบาลก็มีการปรับปรุงโครงการ เช่น การปรับราคาจำนำข้าวจากตันละ 1.5 หมื่นบาทเป็น 1.2 หมื่นบาท และมีการจำกัดวงเงินไม่เกินครัวเรือนละ 5 แสนบาทต่อครัวเรือนรวมทั้งยังรักษากรอบวงเงินการรับจำนำข้าวอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท
 
             น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีข้อสงสัยในการกล่าวหาว่า เพราะเหตุใดโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการในรูปแบบของคณะบุคคล โดยมีมติครม.และมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตนไม่ได้ดำเนินการเพียงลำพังในฐานะนายกฯหรือประธานกขช. แต่เหตุใดจึงถูกดำเนินคดีโดยลำพัง ทั้งที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้บัญญัติรับความผิดชอบ การดำเนินคดีกับตนเป็นวาระซ่อนเร้นภายใต้การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม เป็นวาระการเมืองที่เห็นชัดเมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 แล้ววันรุ่งขึ้นวันที่ 8 พ.ค.จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ที่ปปช.ชี้มูลทันที วันนี้ปปช.ก็มาอ้างความบังเอิญชี้มูลการระบายข้าวแบบจีทูจี เพื่อชี้นำสังคม และกดดันสนช.ว่าตนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯและประธาน กขช.ครบถ้วนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกประการ และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของปปช.และขอคัดค้านคำแถลงเปิดและปิดสำนวนตลอดจนรายงานของปปช.
 
             “ดิฉันไม่เคยคิดโกง ไม่ปล่อยปละละเลย หรือพฤติกรรมใดๆที่ส่อไปในทางทุจริต วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรมต่อสนช.ไม่ใช่ต่อตัวดิฉัน แต่ขอโอกาสให้คนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่น ๆให้ชาวไร่ชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก มีรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มค่าเหนื่อย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะให้ชาวนาหลังหักไม่ได้ ไม่ควรปล่อยให้เขาเหล่านั้นใช้ชีวิตตามยถากรรม อย่ามองเหรียญเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่มองให้ครบทุกมิติ เรื่องรายได้ และโอกาสที่หายไปของชาวนา ตลอดจนเศรฐกิจของประเทศ หากเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวกับการแจกเงินโดยตรงนอกจากจะไม่ส่งเสริมอาชีพการปลูกข้าวแล้ว กลับเป็นการให้คนรอรับการช่วยเหลือเพียงเพื่อบอกว่าไม่ยอมที่จะขาดทุนกับคนจน ดังนั้นการคิดเช่นนั้นเมื่อไหร่พี่น้องชาวนาจะยืนบนขาตัวเองได้ ดิฉันเป็นเด็กที่เติบโตจากต่างจังหวัด ได้รับการศึกษาจนมีอาชีพและประสบความสำเร็จ ขันอาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ เมื่อได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนก็ตั้งใจที่จะเข้ามาทำงาน อย่างซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญไม่ต้องการเห็นประเทศมีความขัดแย้งทางการเมืองจนต้องใช้วิธีการทำลายล้างที่ไร้หลักการ และขาดความเป็นธรรมอย่างที่ดิฉันประสบอยู่ ดิฉันพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ขอความเป็นธรรมเพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย บังคับใช้เป็นธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นนิติธรรม และเพื่อให้การปฏิรูปและการปรองดองที่แท้จริงเกิดขึ้น เพื่อความสุข สันติกับคนไทย”น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
             ทั้งนี้ภายหลังการประชุม นายพรเพชรได้นัดลงมติคดีนี้ในวันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.) พร้อมทั้งกำชับให้สมาชิกมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง
 
 
‘ยิ่งลักษณ์’ เผยสบายใจที่ได้ชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว หวังสนช.เป็นธรรม
 
 
             เมื่อเวลา 12.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง ในกรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงความพร้อมในการยอมรับผลการลงมติของสนช.ที่จะออกมาว่า ยังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้ เพราะคิดว่าตอนนี้คงยังตอบอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสมาชิกสนช.ที่จะตัดสินใจ ซึ่งตนก็ขอความเป็นธรรมด้วย เพราะได้ชี้แจงไปทั้งหมดแล้ว ส่วนวันนี้รู้สึกโล่งใจหรือยังที่ได้พูดไปหมดทุกอย่างแล้วนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รู้สึกสบายใจ
 
             เมื่อถามว่า วันนี้จะเป็นการเดินทางมาสภาฯ เป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้ ขอรอผลในวันพรุ่งนี้ก่อน ส่วนในวันพรุ่งนี้จะมาฟังผลการลงมติที่สภาฯ หรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตามระเบียบข้อบังคับแล้วคงไม่ต้องมา
 
             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางออกจากรัฐสภานั้น นางเรือนแก้ว ศรีหาคิม อดีตข้าราชการประจำสำนักเลขาธิการนายกมนตรี พร้อมคณะ ประมาณ 4-5 คน ได้นำช่อดอกไม้มามอบให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นกำลังใจด้วย
 
             แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์จะรอฟังผลการลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในกรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของสนช.ที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค
 
 
‘ยิ่งลักษณ์’ ถึงสภาแล้ว สีหน้ายิ้มแย้ม แถลงปิดคดีถอดถอน
 
 
             ทั้งนี้ เวลา 09.20 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางถึงรัฐสภา เพื่อแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีบรรดาอดีตส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยกว่า 10 คน อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรมช.ศึกษาธิการ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตส.ส.กทม. เป็นต้น ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะให้สัมภาษณ์ ว่าวันนี้( 22 ม.ค.) มีความพร้อมและจะชี้แจงในส่วนของการแถลงปิดคดีซึ่งจะเป็นการสรุปรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ต้นให้ประชาชนและสมาชิกสนช.รับทราบ
 
             เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่เพราะเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ไม่ได้มาตอบข้อซักถามต่อ สนช. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น เพราะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายรัฐมนตรีจะรู้รายละเอียดให้มาตอบแทน เพราะข้อบังคับก็เปิดให้ ตนจึงมอบหมายให้รัฐมนตรีมาชี้แจงแทน ไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น วันนี้ตนพร้อมชี้แจงต่อสภาฯ
 
             เมื่อถามย้ำว่าหากที่ประชุมสนช.มีข้อเรียกร้องให้กลับมาชี้แจง 35 คำถามจะตอบในที่ประชุมสนช.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูตามข้อบังคับ ไม่มีเจตนาอย่างอื่น วันนี้ตนพร้อมทำอย่างเต็มที่ และตั้งใจชี้แจงอย่างเต็มที่ในรายละเอียดก็ต้องให้ผู้รับฟังพิจารณาตัดสิน หวังว่าคงให้ความเป็นธรรมกับตนด้วย
 
             ขณะที่นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวเรียกร้องให้สนช.กลับไปดูพยานหลักฐานที่มี 3,000 หน้า เพราะเท่าที่ทราบมีสนช.ไม่กี่คนไปตรวจพยานแล้ว ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในการทุจริตระบายข้าวจีทูจีและกรณีที่คณะทำงานร่วมป.ป.ช.และอัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้องคดีอาญาน.ส.ยิ่งลักษณ์ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นการพยายามสร้างกระแสกดดันเท่านั้น
 
             เมื่อถามว่า หากสนช.ลงมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์จะกระทบความปรองดองหรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า ถ้าความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด ไม่ได้หมายความว่าหากปรองดองแล้วการดำเนินคดีความต่างๆจะหยุดไป ซึ่งในพื้นฐานของความเป็นธรรมอยากให้สนช.กลับมาอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
 
 
ฝ่ายความมั่นคง ดูแลบริเวณรอบรัฐสภาเพียบ ยังไม่มีมวลชนโผล่ให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’
 
 
             ขณะที่บรรยากาศภายนอกอาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 จำนวน 1 กองร้อย และบริเวณถนนอู่ทองใน หน้ารัฐสภา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 รวมทั้งบริเวณแยกขัตติยาณี มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1 กองร้อยจากกองกำกับการควบคุมฝูงชน ร่วมกับกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 3 กองร้อย อาทิ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) ดูแลความเรียบร้อยบริเวณรอบพื้นที่รัฐสภา พร้อมตรวจบุคคลเข้าออกบริเวณอาคารรัฐสภาอย่างเข้มงวด โดยยังไม่พบกลุ่มคนที่มาให้กำลังใจ
 
             ด้านพล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการข่าวที่เป็นกลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานประสานกับทหาร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยเป็นหลัก และทหารเป็นกำลังเสริม หากเกิดกรณีที่มีมวลชนออกมามากกว่า 6 คน จะต้องประเมินว่าเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ อาทิ การชูป้ายหรือการปราศรัย โดยจะใช้มาตรการเริ่มด้วยจากพูดคุยทำความเข้าใจก่อน แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่จะให้กำลังใจในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า
 
 
‘ยิ่งลักษณ์’ เผยสบายใจที่ได้ชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว หวังสนช.เป็นธรรม
 
 
             เมื่อเวลา 12.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง ในกรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงความพร้อมในการยอมรับผลการลงมติของสนช.ที่จะออกมาว่า ยังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้ เพราะคิดว่าตอนนี้คงยังตอบอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสมาชิกสนช.ที่จะตัดสินใจ ซึ่งตนก็ขอความเป็นธรรมด้วย เพราะได้ชี้แจงไปทั้งหมดแล้ว ส่วนวันนี้รู้สึกโล่งใจหรือยังที่ได้พูดไปหมดทุกอย่างแล้วนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รู้สึกสบายใจ
 
             เมื่อถามว่า วันนี้จะเป็นการเดินทางมาสภาฯ เป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้ ขอรอผลในวันพรุ่งนี้ก่อน ส่วนในวันพรุ่งนี้จะมาฟังผลการลงมติที่สภาฯ หรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตามระเบียบข้อบังคับแล้วคงไม่ต้องมา
 
             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางออกจากรัฐสภานั้น นางเรือนแก้ว ศรีหาคิม อดีตข้าราชการประจำสำนักเลขาธิการนายกมนตรี พร้อมคณะ ประมาณ 4-5 คน ได้นำช่อดอกไม้มามอบให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นกำลังใจด้วย
 
             แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์จะรอฟังผลการลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในกรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของสนช.ที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค
 
 
ทีมทนาย‘ยิ่งลักษณ์’ พอใจชี้แจงได้ครบทุกกรณี
 
 
             เมื่อเวลา 12.50 น. นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาทีมทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวภายหลังการแถลงปิดสำนวนคดีถอดถอนในกรณีไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ในฐานะผู้แทนคดีนั้นรู้สึกพอใจกับการแถลงปิดคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถแก้ข้อกล่าวหาของผู้ร้องได้ทุกกรณี ขณะที่การแถลงของผู้ร้องนั้นมีลักษณะเป็นพรรณาโวหารเพื่อโน้มน้าว ตรงข้ามกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่แสดงพยานหลักฐานที่ชัดเจน โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงการเร่งรัดการดำเนินคดี และรายงานของอนุกรรมการปิดบัญชีซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่นำมาโต้แย้ง ขณะที่ผู้ร้องได้แต่หยิบยกองค์ประกอบของคณะกรรมการขึ้นมา แต่ไม่กล้าเถียงในประเด็นข้อโต้แย้งของน.ส.ยิ่งลักษณ์ใน 3 ประเด็นคือ ข้าวไม่ได้หายไป 3 ล้านตัน การคิดมูลค่าข้าวที่มีปัญหาว่ามูลค่าสต็อกข้าวคิดอย่างไร และค่าเสื่อมราคาข้าวที่อยู่ในโกดังคิดอย่างไร
 
             นายพิชิต กล่าวอีกว่า สำหรับการลงมติถอดถอนของสนช.นั้น ตนคงไม่ขอก้าวล่วง เพราะสมาชิกได้รับการคัดเลือกจากประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้น คิดว่าเมื่อได้ยินได้ฟังในสิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์อธิบาย ซึ่งอยู่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นหลัก สมาชิกซึ่งอยู่ในระบบราชการน่าจะเข้าใจดีว่าเป็นอย่างไร โครงการใหญ่ขนาดนี้มากล่าวหาคนๆ เดียวนั้น เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ ตนได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการตรวจพยานหลักฐานที่ พบว่า มีสมาชิกสนช.เพียง 2 ท่านที่ไปตรวจพยานหลักฐาน ดังนั้นเรามองว่า เมื่อจะลงมติโหวตแต่กลับมีคนไปตรวจพยานหลักฐานแค่ 2 ท่านนั้น ทำให้ไม่ได้มีโอกาสเห็นข้อมูลหลักฐาน
 
             อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเหลือเวลาในการลงมติ จึงอยากขอให้สมาชิกสนช.ไปตรวจพยานหลักฐาน โดยเฉพาะผลการตรวจสอบของอนุกรรมการปิดบัญชีด้วย