
กฎหมายไซเบอร์ความมั่นคงของใคร?
กฎหมายไซเบอร์ความมั่นคงของใคร? : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล
ในขณะที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แม่น้ำหนึ่งสายของ คสช.กำลังทำงานปฏิรูปอย่างจริงจัง คล้ายกระบวนการในการปฏิรูปประเทศทั้งหมดฝากความหวังไว้กับ สปช.
แต่รัฐบาล คสช.ก็เดินหน้าปรับแก้กฎกติกาที่ก้าวล่วงเข้ามาในงานของ คสช.โดยเฉพาะการปรับโครงสร้าง องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) สลายความเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นต้นกระแสธารของการปฏิรูปสื่อ
นอกจากเรื่อง กสทช.ที่ได้เคยอธิบายความพยายามของผู้มีอำนาจ ที่ต้องการทวงคืนผลประโยชน์จากการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยให้ไปอยู่ใต้ปีกของคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อันมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งแล้ว กฎหมายทั้ง 10 ฉบับ ที่เสนอโดยกระทรวงไอซีที ก็เป็นการเสนอกฎหมายซ่อนเงื่อน ที่สถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นมา เช่น คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ซึ่งมีบทบาทเสมือนเกสตาโป อยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีความผิด
กฎหมายทั้ง 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 3.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 4.ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล 6.ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 7.ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 8.ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 9.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 10.ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อกำหนดให้มีกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เฉพาะเรื่องบทบาท กปช.เรื่องเดียว ก็เป็นประเด็นที่คุกคามสิทธิส่วนบุคคล ลิดรอนเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร โดย กปช.สามารถเข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารทั้งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
แปลว่า จากนี้ ถ้า กปช.เชื่อว่าจะมีการติดต่อสื่อสารไม่ว่าด้วยช่องทางใด ก็สามารถเข้าถึง ตรวจสอบ สั่งการและส่งข้อมูลนั้นไปยังบุคคลอื่นๆ ได้ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด นอกจากนั้นยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงทางทหาร เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ กปช. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง 4 คน คือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน นี่เป็นภารกิจเพื่อความมั่นคง เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากการสื่อสารทางออนไลน์ ที่ คสช.เห็นว่า กฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการได้ ซึ่งเป็นที่มาส่วนหนึ่งของประกาศ คสช.ฉบับที่ 97
ประเด็นสำคัญคือ “ความมั่นคง” ที่เป็นฐานความคิดในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ครั้งนี้ เป็นความมั่นคงของใคร ของ คสช.หรือของรัฐบาล เพราะภายใต้ข้ออ้างความมั่นคงนั้น แท้จริงอาจเป็นความมั่นคงในอำนาจของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น



