
ดาบสองคม!พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ดาบสองคมในมือผู้กุมอำนาจ : ทีมข่าวความมั่นคง
รัฐบาลคลอด "ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะ "โซเชียลมีเดีย" ที่สร้างผลกระทบในวงกว้างในด้านต่างๆ ทั้งอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, การละเมิดคุกคามสิทธิส่วนบุคคล, การหลอกลวงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์, การสร้างความเกลียดชัง หรือการละเมิดสถาบัน เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับ "ภัยคุกคามรูปแบบใหม่" ที่ยังไม่มีกฎหมายที่สามารถดำเนินการเอาผิดได้อย่างครอบคลุม และทันท่วงที ทางรัฐบาลโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จึงได้เสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบไปแล้ว และส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามกระบวนการ
โดยร่าง พ.ร.บ.นี้เขียนไว้ทั้งหมด 6 หมวด 43 มาตรา ครอบคลุม 8 ประเด็น คือ 1.การบูรณาการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย 2.การสร้างศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 3.การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ
4.การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 5.การสร้างความตระหนักและรอบรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 6.การพัฒนาระเบียบและกฎหมายเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 7.การวิจัยและพัฒนาเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ 8.การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.นี้จะคำนึงถึงความสอดคล้องกับกรอบนโยบาย และแผนแม่บทที่เกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของ "คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม" รวมถึงกรอบนโยบายและแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องการรักษาความมั่นคงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
สำหรับประเด็นที่เป็นที่จับตาอย่างมาก คือ การตั้ง "คณะกรรมการ" ขึ้นมาเพื่อกำหนดมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า จะเป็นการ "ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือไม่
แหล่งข่าวระดับสูงด้านความมั่นคงเผยถึงแนวคิดการร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ว่า เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์กลุ่มไอเอส ซึ่งต่อมาได้มีการก่อความรุนแรงในประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม และแคนาดา ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อสื่อสาร
"ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการก่อการร้ายโดยการใช้โซเชียลมีเดีย รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งปกติแล้วประเทศที่เป็นมหาอำนาจก็มีการออกกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้แล้ว อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในแถบยุโรป เพื่อเป็นการป้องกันรักษาความมั่นคงของประเทศ"
แต่เขาก็มองว่า การออกเป็น พ.ร.บ.ต้องมีความระมัดระวัง เพราะอาจถูกมองได้ว่า เป็นการออกกฎหมายเพื่อใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" กับกลุ่มการเมืองอีกฝ่าย ดังนั้น จะต้องมาดูในรายละเอียดของกฎหมาย ซึ่งโดยปกติแล้วการดำเนินการต้องขออำนาจศาล แต่ถ้าไม่มีการขออำนาจศาลก็จะทำให้มีความเป็นห่วง และกังวลในเรื่องของการใช้อำนาจเกินขอบเขต
นอกจากนี้ การเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาตามกระบวนการปกติก็จะถูกตั้งคำถามได้ในเรื่องของการ "ตรวจสอบการใช้อำนาจ" เพราะในรัฐบาลตามกระบวนการตามปกติสามารถตรวจสอบได้หลากหลายช่องทาง ทั้งในสภา หรือผ่านสื่อสารมวลชน
"หากเราใช้กฎหมายไปละเมิดสิทธิ์เกรงว่าจะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับได้ ผมจึงมองว่าอย่าใช้เครื่องมือเหล่านี้ไปไล่ต้อนฝ่ายตรงข้าม ส่วนโครงสร้างในการใช้อำนาจทางกฎหมาย ซึ่งมี สมช.เข้าไปเกี่ยวข้องก็อาจมีคำถามเรื่องการเข้าถึงชั้นความลับ ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจเป็นอาวุธให้แก่รัฐบาลที่จะเอาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง"
แหล่งข่าวความมั่นคง ยังเตือนด้วยว่า การดำเนินการทั้งในเรื่องต่อต้านการก่อการร้าย และการกระทำผิดในโซเชียลมีเดียถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งหลักการดีมาก แต่ทางปฏิบัติจะทำให้เกิดปัญหา เพราะอาจถูกมองว่าเป็นอาวุธทางการเมืองของรัฐบาลได้ และอยากให้มองเรื่อง "ความลับทางธุรกิจ" ที่อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่อยากเข้ามา เพราะเกรงว่าจะถูกล้วงความลับด้วย
ขณะที่ท่าที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า จะไม่มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และจะเข้ามาควบคุมดูแลเรื่องพฤติกรรมการละเมิดสถาบันแสดงให้เห็นว่า กรอบเนื้อหาในการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผนวกรวมในเรื่องของการระมัดระวังการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และการควบคุมดูแลพฤติกรรมการก้าวล่วงสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม หากกรอบในการร่างกฎหมายไม่ชัดเจนพอ และมีการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าถึงชั้นความลับมากเกินไปก็อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของรัฐบาลชุดนี้ หรือชุดต่อๆ ไปที่จะเข้ามารับไม้ต่อ ซึ่งไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะการันตีได้ว่าธรรมาภิบาลของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปจะอยู่ในระดับที่ไว้วางใจได้ทั้งหมดหรือไม่



