
ศาลปค.สูงสุดสั่ง'บีทีเอส-กทม.'บริการผู้พิการครบ23สถานี
ศาลปค.สูงสุดสั่ง'บีทีเอส-กทม.'บริการผู้พิการครบ23สถานี
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 มกราคม ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ หมายเลขดำ อ.987/2552 ที่นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ , น.ส.เสาวลักษณ์ ทองก๊วย และนายพิเชฎฐ์ รักตะบุตร ในฐานะคนพิการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร , ผู้ว่าราชการกทม. , ผู้อำนวยการสำนักการโยธา และบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากกรณีผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 และ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 โดยไม่มีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ในฐานะคนพิการหรือทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ หรือคนพิการประเภทอื่นแต่อย่างใด
โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดย ผู้ว่าราชการกทม. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จัดทำลิฟท์ที่สถานีขนส่ง และจัดทำอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีขนส่ง รวมทั้งจัดสิ่งทำสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า คือ ให้จัดที่ว่างสำหรับเก้าอี้เข็นคนพิการให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 120 ซม. และให้มีราวจับสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 80 ซม. บริเวณทางขึ้นลง และติดสัญลักษณ์คนพิการไว้ทั้งในและนอกตัวรถคันที่จัดไว้สำหรับคนพิการ รวมทั้งหมด 23 สถานี ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2542) ออกตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2543 และระเบียบคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการว่าด้วยมาตรฐานอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ พ.ศ.2544 โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้บริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ผู้ถูกฟ้องที่4 ให้ความร่วมมือสนับสนุนในการจัดให้มีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ รวมทั้งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ และยกฟ้องผู้อำนวยการสำนักการโยธา ผู้ถูกฟ้องที่ 3
โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อกฎกระทรวงและระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วย่อมเป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่1 ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารสถานีขนส่งมวลชนที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว โดยการแก้ไขปรับปรุงลักษณะอาคารสถานีรถไฟฟ้า ลักษณะยานพาหนะที่ต้องมีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ ตามรายละเอียดของอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและระเบียบดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องอ้างว่าสภาพของสถานีขนส่งบางสถานีไม่อยู่ในสภาพที่สามารถจะจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้ เพราะสภาพพื้นที่มีข้อจำกัดเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสถานีอื่นๆ บางสถานีกลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าว กรณีจึงเห็นได้ว่าการจัดให้มีอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ รวมทั้งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการที่สถานีขนส่งและรถรางนั้นอยู่ในวิสัยที่ผู้ถูกฟ้องที่1 และผู้ถูกฟ้องที่2 จะดำเนินการได้ ซึ่งตั้งแต่กฎกระทรวงและระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องทั้งสามนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 13 กันยายน 2550 เป็นระยะเวลากว่า 6 ปี แต่ผู้ถูกฟ้องที่1 เพียงจัดให้มีทางขึ้นลงเป็นบันไดเลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าและมีลิฟท์ในบางจุดที่สถานีขนส่งจำนวนแค่ 5 สถานี จากสถานีขนส่งทั้งสิ้น 23 สถานี จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาดังกล่าว



