ข่าว

'รธน.ใหม่'วาระ'ศร.'9ปี'ปศร.'3ปี

'รธน.ใหม่'วาระ'ศร.'9ปี'ปศร.'3ปี

21 ม.ค. 2558

'รธน.ใหม่' คงวาระศาลรัฐธรรมนูญ 9 ปี ขีดกรอบประธานศาลรัฐธรรมนูญ นั่งในตำแหน่งเพียง 3 ปี กันบ้าอำนาจ

 
                            21 ม.ค. 58  เมื่อเวลา 09.30 น.  มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่ 7 ทั้งนี้เป็นการพิจารณาต่อเนื่องในร่างมาตราที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน หมวด 1 ว่าด้วยศาลและกระบวนการยุติธรรม ของภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเริ่มพิจารณาใน (3/1/2) 4 ว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมูญ โดยอนุกมธ.ฯ ได้นำความในมาตรา 208 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาพิจารณาโดยไม่มีการปรับแก้ โดยให้คงวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
 
                            ทั้งนี้ในการอภิปรายเรื่องวาระมีกรรมาธิการบางคนขอให้ปรับลดลงเหลือเพียง 6 ปี เพื่อให้เป็นไปตามวาระการดำรงตำแหน่งของศาลอื่น แต่ก็มีการโต้แย้งโดยให้เหตุผลการคงวาระเช่นเดิม เพราะมีความเหมาะสม โดยในต่างประเทศที่มีศาลรัฐธรรมนูญก็ให้ดำรงตำแหน่งได้ 9 ปี 11 ปี หรือ ตลอดชีวิต ส่วนที่เลือก 9 ปี เพราะต้องการให้มีความเป็นอิสระและต่อเนื่องของการทำงาน  
 
                            ทั้งนี้มีข้อเสนอขอ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เขียนบทบัญญัติเพิ่มเติมว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเป็นได้วาระเดียวโดยเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไปดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นอยู่นานเกินไป จนกลายเป็นคนบ้าอำนาจไปในที่สุด และเพิ่มถ้อยคำว่า เมื่อพ้นจากประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ให้กลับไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อ โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดี หรือพวกศรีธนญชัย นำประเด็นไปฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
 
                            จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2) 5 ว่าด้วยคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเดิมอยู่ในมาตรา 207 และมาตรา 209 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้ไปเขียนเป็นรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาความศาลรัฐธรรมนูญ โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ได้นำบทบัญญัติ มารวมเขียนรายละเอียดกำหนดด้วยว่า "ต้องไม่เป็นกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้เพิ่มถ้อยคำและผ่านการพิจารณา ส่วนมาตรา (3/1/2) 6 ว่าด้วยการให้สิทธิ์คู่ความในศาล สามารถขอให้ศาลยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความข้อกฎหมาย โดยนำความมาจากมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และมาตรา (3/1/2) 7 ว่าด้วยกรณีให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิ์หรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ได้นำความของมาตรา 212 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการพิจารณาไปโดยไม่มีการแก้ไข
 
                            ต่อจากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2) 8 ว่าด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กร โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ นำหลักการสำคัญจากมาตรา 266 ในรัฐธรรมนูญ 2540 และบทบัญญัติของมาตรา 214 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ทั้งนี้ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฐานะตัวแทนของฝ่ายค้านในสภาฯ มีสิทธิ์เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ชี้แจงความสำคัญว่ารัฐธรรมนูญมีหน้าที่สำคัญคือคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อย ซึ่งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดไว้ แม้จะเขียนให้เป็นในนามประธานรัฐสภา แต่ยังถือว่าไม่ครอบคลุม เพราะรัฐสภาถือเป็นองค์กรกลุ่มที่ต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาตัดสิน ดังนั้นการเขียนถ้อยคำดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อย นอกจากนั้นแล้วถือเป็นการผ่าทางตันที่เกิดกับการเมืองไทยช่วงที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาตรา 214 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เปิดช่องให้ จึงทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยในรัฐสภาใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 68 ไปดำเนินการ ทั้งนี้ในการพิจารณา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอให้ปรับข้อความให้มีความเหมาะสมและผ่านการพิจารณา
 
                            จากนั้นเป็นการพิจารณา มาตรา (3/1/2) 9 ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 216 ทั้งมาตราและมาตรา 211 วรรคท้ายมาจัดเรียงให้มีความเหมาะสมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใดๆ 
 
                            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างมาตราว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีจำนวน 9 มาตรานั้น ได้ผ่านการพิจารณาไปทั้งสิ้น 9 มาตรา แต่ยังมีประเด็นที่รอการพิจารณาไว้ 1 วรรค คือ วรรคที่ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ซึ่งเลือกโดยวุฒิสภา และสมัชชาพลเมือง ซึ่งอยู่ในมาตรา(3/1/2) 2 เนื่องจาก กมธ.ฯ ยังมีประเด็นที่ต้องหารือในรายละเอียด
 
                            นอกจากนี้ในส่วนที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ ระบุว่า จะมีการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตว่าเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่นั้น จะไม่บรรจุไว้ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะบรรจุไว้ในหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน 
 
                            ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ระบุว่า หากผ่านบทบัญญัติเรื่องศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็จะตั้งอนุกรรมาธิการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศ่าลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญทันที