
คุก3ปี'ภคพร'แจ้งเท็จอดีตรมช.ข่มขืน
21 ม.ค. 2558
ศาลฎีกาแก้เพิ่มโทษจำคุก 'ภคพร' จาก 2 ปี เป็น 3 ปี หมิ่นประมาท - แจ้งความเท็จ 'อดีตรมช.มหาดไทย' ลวงข่มขืน ปี 45 สั่งชดใช้อีก 1 ล้าน ด้านทนายเล็งขออภัยโทษ
21 ม.ค. 58 เมื่อเวลา 09.40 น. ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ด.940/2546 ที่นายสมบัติ อุทัยสาง อายุ 79 ปี อดีต รมช.มหาดไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ภคพร สันทาลุนัย อายุ 39 ปี ลูกจ้างประจำสำนักงานผังเมืองและโยธาธิการจังหวัดตราด เป็นจำเลย ในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ , รีดเอาทรัพย์ , แจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 , 174 , 338 , 326 และ 328 พร้อมขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดแก่โจทก์ด้วย จำนวน 50 ล้านบาท
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 46 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 10 พ.ย. 45 - 14 ม.ค. 46 จำเลย ได้ขู่เข็ญโจทก์ว่า จะเปิดเผยเรื่องที่โจทก์กับจำเลยร่วมประเวณีกันที่โรงแรมประดิพัทธ์ ย่านสะพานควาย แก่ภรรยา และคนอื่นๆ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนง หากโจทก์ไม่จ่ายเงินตามที่เรียกร้อง ซึ่งภายหลังทราบว่า จำเลยเตรียมกระดาษทิชชู่เช็ดเอาคราบอสุจิที่ตกค้างอยู่ภายในอวัยวะเพศไปเก็บแช่ไว้ในตู้เย็น เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่ามีการร่วมประเวณีกับโจทก์ เพื่อต่อรองเรียกร้องเงินจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งการกระทำของจำเลย ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 48 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี ฐานรีดเอาทรัพย์ มาตรา 338 , จำคุก 2 ปี ฐานแจ้งความเท็จ มาตรา 172 , จำคุก 1 ปี ฐานหมิ่นประมาท ฯ มาตรา 328 รวมจำคุกทั้งสิ้น 7 ปี พร้อมให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 53 ให้ยกฟ้องจำเลยฐานรีดทรัพย์ , หมิ่นประมาท ฯ และยกคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยให้จำคุกฐานแจ้งความเท็จเพียงข้อหาเดียวเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่โจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ฯ และรีดทรัพย์ด้วย ส่วนจำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลยกฟ้อง และให้รอการลงโทษ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเรา แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นฟ้องโจทก์ด้วยตนเองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำชำเรา แต่คดีถึงที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์
ส่วนคดีนี้ ก็มีพนักงานโรงแรม เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นคนปิดม่านรูดและเปิดแอร์ในห้องพัก ซึ่งโจทก์ได้สั่งอาหารและเครื่องดื่มเบียร์มารับประทาน และขณะนั้นพยานก็ไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของจำเลยหรือร้องไห้แต่อย่างใด
นอกจากนี้ช่วงเกิดเหตุโจทก์ มีอายุ 67 ปี ส่วนจำเลยมีอายุ 27 ปี แม้ว่าโจทก์จะตัวใหญ่กว่าจำเลย แต่หากจำเลยขัดขืนโจทก์ก็คงไม่สามารถนำอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของจำเลยได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยก็เคยแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลอื่นในลักษณะเดียวกันนี้ โดยมีการเก็บทิชชู่และผ้าปูที่นอนที่มีครอบอสุจิไว้ แต่คดีดังกล่าวสามารถตกลงกับคู่ความได้ โดยชำระเงินให้จำเลย 1.2 แสนบาทที่ต่อมาได้มีการถอนแจ้งความ โดยคดีนี้ก็ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยได้เก็บทิชชู่และกางเกงในของจำเลยที่เปื้อนคราบอสุจิไว้ในตู้เย็นก่อนที่จะไปแจ้งความดำเนินคดีหลังเกิดเหตุนานถึง 53 วัน ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้เข้าใจถึงวิธีการเก็บหลักฐานเป็นอย่างดี ขณะที่ตามคำเบิกความของโจทก์ ระบุว่า จำเลยได้โทรศัพท์มาขอค่าเทอมในการศึกษาปริญญาตรีเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท โดยนัดพบกันที่ตลาด อตก. ก่อนจะขับรถไปโรงแรม จากนั้นก็ได้มีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ ซึ่งเวลานั้นหากจำเลยจะหลบหนีออกมาจากห้องพักขณะโจทก์เข้าห้องน้ำก็สามารถทำได้ จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกจำเลย ฐานแจ้งความเท็จนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลย ฐานรีดทรัพย์นั้น เห็นว่า หลังจากที่มีการแจ้งความก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าให้การต่อพนักงานสอบสวน พฤติการณ์ของจำเลยที่มีการรีดเงินนั้น จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ให้ข่าวแก่สื่อมวลชลเองนั้นเห็นว่า ตามพฤติการณ์ไม่อาจเป็นไปได้ที่โจทก์จะให้ข่าวที่เป็นการให้ร้ายต่อตนเอง ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อความพาดหัวในหนังสือพิมพ์ต่างๆ ที่ลงข่าวอย่างต่อเนื่องพบว่า มีเนื้อหาที่ตรงกับคำเบิกความของจำเลย ดังนั้นการกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหมิ่นประมาทที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย
ศาลฎีกา จึงพิพากษาแก้ ให้จำคุก จำเลยฐานหมิ่นประมาท ฯ ด้วยอีกกระทงหนึ่ง เป็นเวลา 1 ปี ตาม ม.328 เมื่อบวกโทษฐานแจ้งความเท็จที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปีนั้น รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 3 ปี โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันถัดฟ้องคือวันที่ 9 เม.ย. 46 ด้วย รวมทั้งให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาย่อขนาด 3 คูณ 5 นิ้ว ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ แนวหน้า และเดอะเนชั่น เป็นเวลา 10 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและค่าทนายความของโจทก์อีก 30,000 บาท ด้วย ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลรอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นที่น่ารังเกลียดและเป็นภัยต่อสังคม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำคุก 3 ปี ซึ่งถือเป็นที่สุดแล้วนั้น น.ส.ภคพร จำเลย ที่ยืนฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความ มีสีหน้าเรียบเฉย โดยวันนี้ไม่มีญาติของจำเลยมาร่วมฟังคำพิพากษาแต่อย่างเดียว ส่วนฝ่ายโจทก์มีผู้รับมอบอำนาจมาฟังคำพิพากษาแทน หลังจากสิ้นสุดการฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัว น.ส.ภคพร จำเลย ไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป
ด้านนางรัศมี ไวยเนตร ทนายความของ น.ส.ภคพร กล่าวว่า ตนและลูกความยอมรับในคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ไม่เห็นพ้องด้วย โดยตนรับผิดชอบคดีนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งได้รับมอบหมายจากสภาทนายความ ที่ได้สอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เห็นว่า น.ส.ภคพร ถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง ส่วนคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ น.ส.ภคพร ก็เป็นฝ่ายถูกกระทำด้วย จากนี้จะหาหนทางทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ น.ส.ภคพร รวมถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ ปัจจุบัน น.ส.ภคพร ยังคงเป็นลูกจ้างประจำที่สำนักงานผังเมืองและโยธาธิการจังหวัดตราด เช่นเดิม ซึ่ง น.ส.ภคพร มีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อ-แม่ ที่กำลังลำบากจากอาการป่วยอีกด้วย



