
ไม่มีใบสั่งสนช.ถอดถอนยิ่งลักษณ์
ไม่มีใบสั่งสนช.ถอดถอนยิ่งลักษณ์ แต่เข้ามาแล้วอย่ากลัวที่จะแก้ปัญหา : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
“ใครสั่งล่ะ ใครสั่ง ก็ไม่มี ไม่เห็นมีใครไปสั่ง ใครพูดก็ไปถามคนนั้น อย่ามาถามอะไรงี่เง่า”
นั่นคือน้ำเสียงอันฉุนเฉียวในขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังถูกนักข่าวตั้งข้อสังเกตว่ามี "ใบสั่ง" จาก คสช.ไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในคดีถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
สะท้อนว่า คดีถอดถอนยิ่งลักษณ์ มีความสำคัญในระดับ "เดิมพัน" อนาคตของรัฐบาล และของประเทศ หลังจากมีการส่งสัญญาณขู่ว่า หากถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง !!!
แหล่งข่าวระดับวงใน สนช.ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งกรณี สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จะถูกถอดถอนหรือไม่ เพราะสนช.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียด
เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำหน้าที่ของ สนช.ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างที่จะให้ สนช.มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะรู้ว่าทิศทางการพิจารณาถอดถอนยิ่งลักษณ์ รวมทั้ง สมศักดิ์ และนิคม จะออกมาในรูปแบบไหน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทิศทางในการถอดถอนทั้ง 2 คนถูกประเมินใน 2 แนวทางหลัก
แนวทางแรก คือ การถอดถอน ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียว ขณะที่ สมศักดิ์ และนิคม รอด เนื่องจากทั้ง สมศักดิ์ และนิคม ดำเนินการไปตามหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย จึงค่อนข้างที่จะเอาผิดได้ยาก
แนวทางที่สอง คือ ยิ่งลักษณ์ สมศักดิ์ และนิคม จะถูกถอดถอนทั้ง 3 คน เพราะต้องการให้เป็น บรรทัดฐานทางการเมือง โดยเห็นว่า สมศักดิ์ เป็นคนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงมีแนวโน้มที่จะถูกถอดถอน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีเหมือนกัน
เมื่อถามว่า ทิศทางไหนจะเป็นไปได้มากกว่ากัน วงใน สนช.ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เผยถึงโรดแม็พของรัฐบาล คสช. และสนช. ว่า รัฐบาล และคสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง การทำงานจะต้องมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
"หากรัฐบาล และคสช.เห็นด้วย แต่สนช.ไม่เห็นด้วยจะทำให้การทำงานคู่ขนานตามโรดแม็พของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สำเร็จได้ ดังนั้นการทำงานจะต้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นมาอีก ถ้าตั้งใจว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จก็อย่าไปกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อไม่ให้เสียของเหมือนกับการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2549"
วงใน สนช.คนเดิมย้ำว่า การทำงานทุกอย่างของ สนช.ให้ยึดตามตัวบทกฎหมาย หากใครไม่พอใจหรือไม่อย่างไรก็สามารถฟ้องกันกันได้ ทั้งนี้คงจะต้องดูการชี้แจงของยิ่งลักษณ์ อีกครั้งในวันที่ 22 มกราคม ว่าจะมีความชัดเจนมากน้อยเพียงใดกับนโยบายการจำนำข้าวตามที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดมา
"ในการทำงานนั้นเราต้องการให้เสียงเป็นเอกฉันท์ เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในการทำงาน และต้องการให้เป็นบรรทัดฐานของประเทศในอนาคต ซึ่งเราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันหมด แต่ทุกคนควรรู้ว่า เข้ามาทำอะไรเพื่อที่จะให้ประเทศเดินหน้า และคิดว่าทุกคนเข้ามาแล้วควรจะรู้ดีว่าตัวเองเข้ามาทำอะไร"
นั่นคือทิศทางของ สนช. ที่วงใน สนช.แย้มพรายออกมาว่า เสียงน่าจะออกมา "เอกฉันท์" เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประเทศเดินหน้าไปได้ และเป็นบรรทัดฐานให้ประเทศชาติในอนาคต ส่วนจะเอกฉันท์อย่างไรนั้นคงต้องไปตีความกันว่า คำว่า "อย่ากลัวที่จะแก้ปัญหา" นั้นหมายความว่าอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมี สนช.สายทหารอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังคงถูกจับตามองว่า จะลงมติอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ก็มีความเห็นมาแล้วว่า ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
23 มกราคมนี้ คงไม่นานเกินรอ !



