
เละตุ้มเป๊ะ
เละตุ้มเป๊ะ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
คำพูดประโยคหนึ่ง ซึ่งเราท่านได้ยินกันมานมนานก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ อย่างที่กล่าวกันว่า ”ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทรัพยากรธรรมชาติมีมาก ทำเลที่ตั้งก็อยู่ในชัยภูมิที่ดี ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศใหญ่ เช่น จีน อินเดีย ได้โดยง่าย รวมทั้งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญมาแต่ครั้งอดีตกาล รวมทั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยแห่งความเจริญ ซึ่งน่าจะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็ในระดับเดียวกับ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือไต้หวัน ได้โดยไม่ยาก แต่สิ่งอัศจรรย์ก็คือประเทศไทยยังคงกระต้วมกระเตี้ยม และเละตุ้มเป๊ะ จนประเทศที่เมื่อ 30 ปีก่อนที่ได้ชื่อว่ายังล้าหลังประเทศไทยมาก เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม บัดนี้พากันวิ่งนำหน้าประเทศไทยไปจนแทบมองไม่เห็นฝุ่น
คำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยโดยทั่วไปก็คือ เรามัวไปทำอะไรกันอยู่ครับ? หรือว่าเราเป็นประเภทกระต่าย ที่วิ่งนำหน้ามาแล้วก็แอบงีบใต้ต้นไม้? แต่หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ก็จะพบว่า ส่วนหนึ่งแล้ว เราวนเวียนอยู่กับการปฏิวัติรัฐประหาร เริ่มจาก พ.ศ.2528 ในวันที่ 9 กันยายน เกิดกบฏนำโดย พล.อ.เสริม ณ นคร และพ.อ.มนูญ รูปขจร เพื่อล้มล้างรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พ.ศ.2534 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล เพื่อโค่นล้มรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในเดือนพฤษภาคม 2535 การปฏิวัติในประเทศไทยห่างหายไปเป็นเวลา 15 ปี แต่แล้วใน พ.ศ.2549 เมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ทำการล้มล้างรัฐบาลรักษาการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และล่าสุด ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โค่นล้มรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
และที่น่าสังเกตคือ การปฏิวัติรัฐประหารในช่วงหลังๆ เป็นไปในลักษณะการของการ ”เด็ด” แต่ไม่ “ขาด” เพราะคณะปฏิวัติอยู่ในอำนาจเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่มีโอกาสและเวลาแก้ไขจัดการกับสิ่งอันเป็นปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง ดังนั้น เมื่อปล่อยมือแล้ว มิช้ามินานปัญหาเดิมๆ ก็จะย้อนกลับมาอีก แล้วก็ต้องปฏิวัติกันอีก ซึ่งการปฏิวัติแต่ละครั้งจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะงักงัน และต่างประเทศคลายความเชื่อมั่นในประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตย และความมั่นคง ฯลฯ
ปัญหาข้อที่สองของประเทศไทยก็คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เริ่มขึ้น ในปี พ.ศ.2548 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากมีการตั้งข้อสงสัยต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ และผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ แล้วขายวงไปสู่การต่อต้านระบอบทักษิณ จนเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน นำไปสู่การขาดเสถียรภาพทางการเมือง และความรุนแรงที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดการปฏิรูปถึง 2 ครั้ง
ปัญหาข้อที่สาม ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญสูงสุด แต่ได้รับการเพิกเฉยมากที่สุด ก็คือปัญหาการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า การศึกษาไทยนั้นล้มเหลวแทบจะโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านของหลักสูตรที่ล้าหลังไม่ทันสมัย วิธีการเรียนการสอนที่ไม่ได้สอนให้เด็กคิดหรือวิเคราะห์วิจัย มาตรฐานการศึกษาที่ต่ำ และด้อยคุณภาพ เมื่อผู้เรียนเรียนจบมาแล้วไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับโลกภายนอก หรือสามารถพัฒนาองค์ความรู้ของตนเองต่อไปได้ และการเรียนส่วนใหญ่เป็นการเรียนเพื่อให้ได้ชื่อว่า “ได้เรียน” แต่ไม่ได้เรียนเพื่อ “ได้รู้” อย่างแท้จริง
เมื่อ ลี กวน ยู ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์นั้น เขาได้พูดแต่แรกว่า ประเทศของเขาไม่มีพื้นที่เพาะปลูก ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำดื่ม แต่สิ่งเดียวที่สิงคโปร์มีก็คือ “คน” ดังนั้น เขาจึงพัฒนาคนสิงคโปร์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นคนที่มีความรู้ มีความคิด และแข่งขันกับโลกสมัยใหม่ได้ ซึ่งทุกวันนี้แนวคิดของ ลี กวน ยู ส่งผลให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในโลก มีความเจริญก้าวหน้าในแทบทุกด้าน - ขณะที่ประเทศไทยของเรานั้นพัฒนาทุกอย่างยกเว้น “คน” ซึ่ง ณ เวลานี้ ก็คงเห็นกันแล้วว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรหลงเหลือ ที่ดินเพาะปลูกก็หดหายไปทุกวัน และคนไทยยากจนลงเรื่อยๆ
เมื่อไหร่ครับ คนไทยจะได้คิดกันเสียที แล้วยุติความขัดแย้ง หันหน้ามาสร้างชาติ สร้างคนไทย ให้เจริญก้าวหน้าอย่างจริงจังเสียที?



