
วิษณุเผยครม.-คสช.ไม่หารือถอดถอนปู
วิษณุเผยครม.-คสช.ไม่หารือถอดถอนปู ยกบางเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน วิปสนช.แจงขั้นตอนลงมติสอย
20ม.ค.2558 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมครม.และคสช.ว่า ได้มีการพิจารณา 2 เรืองใหญ่ คือการรายงานสถานการณ์ที่ผ่านมาและภาพรวมเศรษฐกิจและในที่ประชุมไม่มีใครหยิบยกประเด็นที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจาณาถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีละเลยโครงการรับจำนำข้าวว่า ไม่เกี่ยวกับเวทีนี้
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตการลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนัยเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เชื่อว่าประเด็นนี้จะไม่มีกลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว เพราะถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดต่อเนื่องมาหลายวัน ทุกคนก็คงเข้าใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อถามว่า คะแนนโหวตในการลงมติจะเพียงพอในการถอดถอนได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวย้ำว่า ไม่ทราบ ตอบไม่ถูกเหมือนกัน และไม่ทราบว่าคสช.และรัฐบาลเตรียมการเรื่องนี้ไว้อย่างไร เพราะในการประชุมร่วมครม.และคสช.ไม่ได้หารือในเรื่องนี้ ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ต้องเตรียมอะไร เมื่อถามว่า มองผู้ที่ถูกกล่าวหาจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตอบไม่ถูกและไม่อยากตอบ ไม่อยากนึก
เมื่อถามว่า การถอดถอนของสนช.ในครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อสนช.ได้ทำเพราะเชื่อว่า มีความจำเป็นก็สามารถทำได้ เพราะเมื่อเริ่มด้วยความเข้าใจว่ามีอำนาจก็ทำต่อไปได้ก็เป็น จะเรียกว่าบรรทัดฐานก็ได้ เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้กระบวนการถอดถอนเข้าสู้รัฐสภาหลายครั้ง
"เคยมีกระบวนการถอดถอนเข้าสู่รัฐสภาหลายครั้ง ส่วนสุดท้ายจะได้ถอดถอนหรือไม่ก็แล้วแต่รูปคดีในแต่ละเรื่อง ตรงนี้ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานอะไร เพราะข้อหาก็ไม่เหมือนกันแล้ว" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่กรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการยกร่างในภาคแรกเสร็จแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้มองทางกรรมาธิการไม่ได้ส่งเรื่องมาที่ตน เรื่องนี้ต้องเห็นภาพรวมก่อนจึงจะบอกหน้าตาของรัฐธรรมนูญก่อน เพราะเวลานี้ต่างคนต่างออกมาพูดคนละท่อนจึงเข้าใจได้ไม่ทั้งหมด
วิปสนช.แจงขั้นตอนลงมติสอย
ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ พร้อมด้วยนายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช. แถลงถึงขั้นตอนในการพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กับ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นพ.เจตน์ กล่าวว่า ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ ได้กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของนายนิคมและนายสมศักดิ์ โดยนายนิคมยืนยันว่าจะมาแถลงปิดสำนวนด้วยตัวเอง ขณะที่นายสมศักดิ์แจ้งว่าจะไม่มา ส่วนในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ได้กำหนดเป็นวันแถลงปิดสำนวนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และในวันที่ 23 ม.ค. จะเป็นการลงมติทั้ง 2 สำนวน โดยจะเป็นวาระการลงมติถอดถอนนายนิคมกับนายสมศักดิ์ก่อน ซึ่งขั้นตอนในการลงคะแนนจะเป็นการลงคะแนนลับ โดยกาบัตรในคูหา ซึ่งจะลงคะแนนไปพร้อมๆกัน โดยสมาชิกจะได้บัตรลงคะแนน 2 ใบ เพื่อให้กากบาทลงในบัตรลงคะแนนว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน หรืองดออกเสียง จากนั้นก็จะตั้งสมาชิกจำนวน 10 คนเพื่อเป็นกรรมการในการนับคะแนน และเมื่อประกาศผลการลงมติแล้วก็เข้าวาระการลงมติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นลำดับถัดไป ซึ่งการลงมติของทั้ง 3 สำนวนดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับในวันที่ 21 ม.ค.นี้ยังมีวาระการพิจารณากำหนดการแถลงเปิดสำนวนของ อดีต ส.ว. 38 คน ซึ่งถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยจะมีการกำหนดวันในขั้นตอนการพิจารณาถอดถอนต่างๆ รวมทั้งจะมีการพิจารณาอนุญาติให้ยื่นเอกสารหรือพยานบุคคลเพิ่มเติมได้หรือไม่ โดยขณะนี้มีการแจ้งขอเพิ่มพยานบุคคลเข้ามาแล้ว 1 คน สำหรับการแถลงเปิดสำนวนของอดีต ส.ว. 38 คนนั้น ยังไม่รับแจ้งเข้ามาจะมีการชี้แจงเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการล๊อบบี้และมีการชี้นำให้ลงมติถอดถอนทั้ง 3 สำนวน นพ.เจตน์ กล่าวว่า ไม่หนักใจ เพราะ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสมาชิก ส่วนการชี้แจงผ่านยูทูปของอดีตรัฐมนตรี 5 คนนั้น ก็ไม่สามารถอนุมัติให้นำมาเปิดในวันแถลงปิดสำนวนได้ เนื่องจากเป็นการใช้หลักฐานใหม่ ส่วนข้อกังวลว่าจะมีมวลชนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันลงมติก็ยังไม่ได้มีการพูดกัน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงที่จะติดตามประเมินสถานการณ์และคงแจ้งให้ประธานสนช.ทราบต่อไป
เมื่อถามว่า กรณีอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความเห็นว่า หาก สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว อัยการไม่สั่งฟ้องหรือสั่งฟ้องแล้ว ศาลชี้ว่าไม่ผิดจะมีผลกระทบตามมาหรือไม่ นพ.เจตน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะคดีอาญากับคดีทางการเมืองแตกต่างกัน ซึ่งคดีอาญาต้องมีหลักฐานมีทุจริตจริงๆ แต่คดีทางการเมืองแค่ส่อว่ามีก็สามารถดำเนินการได้แล้ว ทั้งนี้ หากผู้ถูกถอดถอนนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องร้องภายหลังก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าจะฟ้องก็ต้องฟ้องทั้งองค์กรและก็ต้องฟ้องประธานด้วย เพราะเป็นการลงคะแนนลับ ไม่ทราบว่าใครลงคะแนนกันอย่างไร
'วิษณุ'โยนกฤษฎีกาดูเนื้อหากฎหมายไซเบอร์
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่ครม.รับหลักการพ.ร.บ.ไซเบอร์ที่จะให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจะถือเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ว่า เมื่อครม.รับหลักการแล้วยังต้องส่งไปยังกฤษฎีกาเพื่อให้ตรวจแล้วจะมีข้อสังเกตของแต่ละกระทรวงติงเข้ามาในแต่ละเรื่อง ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มีเข้ามาเช่นกัน อยู่ที่ว่ากฤษฎีกาจะพิจารณาอย่างไรจึงจะเข้ามา ครม.อีกครั้ง เพราะการที่ครม.ดูหลักการไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเพียงแต่ดูว่าโดยทั่วไปจะต้องดูว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนั้นๆ หรือไม่
'บวรศักดิ์'ย้ำใช้หลักเป็นธรรมตัดสิทธินักการเมืองทุจริตเลือกตั้ง
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าขณะนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้พิจารณาหรือลงความเห็นต่อประเด็นการเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสิทธิทางการเมืองของอดีตนักการเมืองที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่พบว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นทุจริตการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวซึ่งอยู่ในส่วนของรัฐสภา ที่ต้องนำความของรัฐธรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา (4) ว่าด้วยการวางกลไกป้องกันบุคคลเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด มาพิจารณาร่วมด้วยนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะนำหลักพิจารณาที่ว่าคนที่เคยถูกคำวินิจฉัยให้ตัดสิทธิทางการเมืองนั้นเป็นผู้ที่กระทำความผิดด้วยตนเอง โดยตามความเข้าใจจะมีเพียง 2-3 คน หรือเป็นผู้ที่ถูกคำพากษาให้ตัดสิทธิทางการเมือง เพราะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร ซึ่งความในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 กำหนดให้เป็นผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง อย่างไรก็ตามตนตอบไม่ได้ว่าแนวทางการพิจารณาจะออกมาอย่างไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมที่ต้องพิจารณา แต่ต้องยึดตามหลักของการให้ความเป็นธรรมเป็นสำคัญ
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับร่างมาตราที่ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองหรือการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ที่ใช้ข้อสันนิษฐานว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เขียนบทบัญญัติดังกล่าวไว้อย่างแน่นอน
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาทบทวนบทบัญญัติที่ว่าด้วยการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีผู้ให้ความเห็นและเสนอให้ปรับให้เหมาะสม ดังนั้นยืนยันว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการปรับแก้ไขและทบทวนตามความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชน โดยจะปรับแก้ได้ ไปจนถึงวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการแถลงข่าวนายบวรศักดิ์ ได้รับมอบข้อเสนอจากนายมงคล บางประภา ผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ ที่เสนอรายละเอียดเพิ่มเติมของกระบวนการถอดถอนนักการเมืองที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมลงมติในกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถลงมติถอดถอนนักการเมืองที่กระทำผิดในชั้นพิจารณาของรัฐสภาได้ โดยมีสาระสำคัญคือการลงมติถอดถอนนักการเมืองนั้นต้องเป็นการลงมติจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ และเพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งเพื่อทดแทนส.ส.ที่ว่างลงให้ผู้ที่จัดการเลือกตั้งเลื่อนส.ส.ในบัญชีรายชื่อ หรือในลำดับถัดไปในเขตเลือกตั้งเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งแทน
'บรรเจิด'แจงปรับสัดส่วนตลก.ศาลรธน.ใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสาระสำคัญของบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตราว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในภาค 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีดังนี้ มาตรา (3/1/2)1 วรรคแรก ระบุว่า “ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) ผู้พิพากษาในศาลฏีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พากษาศาลฏีกาและได้รบัเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา จำนวน 2 คน, (2) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 2 คน, (3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ จำนวน 3 คน โดยต้องเป็นผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยชาญด้านกฎหมายมหาชนอย่างน้อย 1 คน, (4) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการบริหารภาครัฐหรือผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่มิใช่ภาครัฐ จำนวน 2 คน”
ขณะที่วรรคสองระบุว่า “สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ” ส่วนวรรคสาม ระบุว่า “ให้ผู้ได้รับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ และวรรคสี่ ระบุว่า “ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”
มาตรา (3/1/2)2 วรรคแรก ระบุว่า “ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา (3/1/2)1 (3) และ (4) คณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ ( 1) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา 2 คน และเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน, (2) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คน ซึ่งเลือกโดยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1 คน และเลือกโดยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 1 คน, (3) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คนซึ่งเลือกโดยคณบดีคณะนิติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา, (4)ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คนซึ่งเลือกโดยคณบดีคณะรัฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา”
ทั้งนี้ใน (5)ที่ว่าด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ซึ่งเลือกโดยวุฒิสภา สมัชชาพลเมือง ให้รอการพิจารณาไว้ก่อน ขณะที่วรรคสอง ระบุว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแต่ผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการหรือคณบดี และวรรคสาม ระบุว่า “กรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง จะเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มิได้ และให้ที่ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา”
ทั้งนี้นายบรรเจิด สิงคะเนติ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา อธิบายในสาระสำคัญของการกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนอย่างน้อย 1 คน เนื่องจากที่ผ่านมาการพิจารณาความในศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีที่อยู่ขอบข่ายของกฎหมายมหาชน ดังนั้นจำเป็นต้องใช้นักกฎหมายที่เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เพื่อใช้องค์ความรู้ในกฎหมายมหาชนมาพิจารณาด้วย ส่วนการเพิ่มให้มีผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐเป็นสัดส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยนั้น เพื่อให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนการพิจารณาหรือเป็นการใช้หลักวิชาที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาคดีด้วย ขณะที่การเปลี่ยนกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นบทบัญญัติที่ปรับให้มีความสมดุลในการพิจารณาเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่ง เพราะในรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้อำนาจนักการเมืองมากเกินไป ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ได้ให้อำนาจกับประธานศาล และประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมากเกินไป ดังนั้นการปรับกรรมการสรรหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงสร้างความสมดุลขึ้น ส่วนรายละเอียดหรือขั้นตอนอื่นๆ จะไประบุไว้ในกฎหมายประกอบฯ
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่าสำหรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการพิจารณาในคราวถัดไปนั้นหลักการจะคงอำนาจเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 รวมถึงอำนาจตามมาตรา 7 วรรคสอง ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยการกระทำหรือบทบัญญัติที่ไม่เป็นไปตามประเพณีปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนั้นจะให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ทั้งนี้บทบัญญัติว่าด้วยอำนาจนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงจากข้อเสนอของอนุกมธ.ฯ หรือไม่ต้องรอการพิจารณาของที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
'คปตร.'ร้องปฏิรูปวงการสีกากี
นายประทีป ตลับทอง รักษาการประธานเครือข่ายปชช.เพื่อการปฏิรูปตำราจ (คปตร.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อเรียกร้องให้ สปช. เร่งดำเนินการปฏิรูประบบตำรวจของประเทศเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้มีความเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาอารยะประเทศ โดยการยื่นข้อเสนอครั้งนี้ มุ่งให้มีการปฏิรูปการตำรวจใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน 2. สร้างความเป็นธรรมให้กับตำรวจ ไม่ให้มีการถูกแทรกแซงจากทางการเมือง 3. เพื่อจัดระเบียบองค์กรตำรวจใหม่ จากนั้น ประธานสปช. กล่าวขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับในวันนี้ส่งมอบให้กมธ.ที่เกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาต่อไป



