
คำเตือนจากหัวเรือของนายแบงก์
22 ม.ค. 2558
สวัสดีเศรษฐกิจ : คำเตือนจากหัวเรือของนายแบงก์ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
เมื่อประธานสมาคมธนาคารไทยได้ให้ข้อมูลข่าวสารว่า มีความเป็นห่วงหากมีการปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลมากเกินไป ในช่วงที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะยาว ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลใกล้ชิด และธนาคารพาณิชย์ไม่ควรทำประชาสัมพันธ์ กระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมสินเชื่อบุคคลมากเกินไป ขณะที่ปัจจุบันสถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่ง และเปรียบเหมือนเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องดูแลประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้ได้อีกด้วย
"การเติบโตของสินเชื่อขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตในระดับ 3.5-4% แต่ปัจจัยเสี่ยงคือ เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว อาจกระทบต่อการส่งออก และแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะมีสัญญาณว่าเริ่มดีขึ้น แต่การที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง และยังเสี่ยงอยู่พอสมควร" จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไม่คิด ไม่ฟังเลยหรืออย่างไร
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เรื่องการติดตาม ทวงถามหนี้ เพราะเวลานี้เรามีกฎหมาย กฎกติกาใหม่ ลูกหนี้ก็อย่าไปนึกว่าจะไม่มีใครทำอะไรเราได้ อันนี้ไม่จริงนะครับ หลักการใหญ่คือ เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิติดตาม ทวงถามหนี้ แต่ที่ต้องแก้ไขให้ดีขึ้นคือ เจ้าหนี้จะกำหนดกติกาทั้งหมดในการติดตามหนี้ให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่กำหนดอย่างเคร่งครัด
เมื่อสถาบันการเงินต่างๆ จะไม่สามารถดำเนินการทวงหนี้ ติดตามหนี้ ในรูปแบบเก่าๆ อย่างที่เคยใช้ได้อีกแล้ว กรณีนี้อาจทำให้ "เจ้าหนี้ แหล่งเงินทุน ต้องคิดหนักในการปล่อยสินเชื่อ-ปล่อยกู้" เพราะหากลูกเบี้ยวนัด หรือไม่ยอมชำระหนี้ จะทำให้เจ้าหนี้มีปัญหาในการทวงถามติดตามหนี้ (ทุกฝ่ายต้องไม่ลืมว่า เงินที่ธนาคารเอามาให้ลูกค้ากู้นั้นเป็นเงินฝากเป็นส่วนใหญ่ และเงินฝากนั้นต้องคืนเมื่อมีการบอกกล่าวจากเจ้าของเงินฝาก ในเวลาที่เขาเบิกถอน)
ดังนั้น เจ้าหนี้ธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆ คงจะปล่อยกู้ยากขึ้น โดยคงมีเงื่อนไขมาก มีรายละเอียดมากมายกว่าเดิมในกระบวนการว่าจะพิจารณาวิเคราะห์สินเชื่อ หรือปล่อยกู้ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อลดโอกาสจะถูกเบี้ยวหนี้ ลดความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับหนี้เสียให้น้อยลง เพราะถ้ากฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ นั่นก็จะทำให้เจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ได้ยากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างแน่นอน การยื่นขอสินเชื่อคงไม่ปล่อยให้กู้แบบง่ายๆ อีกต่อไปเหมือนเช่นที่แล้ว
กลับมาที่ฝ่าย "ลูกหนี้" หรือ "คนที่ต้องการเงินทุน" อาจต้องเจอเงื่อนไขเรื่องการตรวจสอบจากฝั่งคนให้เงินกู้หรือเจ้าหนี้ในประเด็นต่างๆ เช่น สถานะทางการเงินที่ผ่านมามีการไปทำอะไรมั้ยที่ทำให้เห็นว่า มีความเสียหายในประวัติทางการเงิน ว่าที่เจ้าหนี้จะเลือกคนที่อยากมาเป็นลูกหนี้มากขึ้นแน่นอน หากเรายื่นขอกู้แล้วมีประวัติการชำระหนี้ดี ก็จะถูกพิจารณาในลำดับแรกๆ แต่ถ้ามีประวัติผิดนัดชำระ การยื่นขอกู้-ยื่นขอสินเชื่อ ก็คงได้รับข่าวร้ายว่า "ไม่สามารถอนุมัติได้"
-----------------------
(สวัสดีเศรษฐกิจ : คำเตือนจากหัวเรือของนายแบงก์ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



