
ทำไมเบรกเรื่องหนึ่ง, ไม่เบรกอีกเรื่องหนึ่ง
คุณทักษิณ ได้สั่งให้คนใกล้ชิดหยุดการจัดงานแซยิดที่สนามหลวงวันที่ 26 กรกฎาคม เพราะบอกว่าเห็นด้วยแล้วว่าไม่เหมาะสม อาจจะกระทบถึงสถาบัน
แต่ขณะเดียวกันยังไม่ได้ระงับความพยายามของกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน ที่จะล่ารายชื่อเพื่อที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่คุณทักษิณเอง
จะว่าไปแล้วเรื่องหลังคือเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้น มีความไม่เหมาะสมสูงกว่าเรื่องแรกคือเรื่องจัดงานแซยิดที่สนามหลวงด้วยซ้ำไป เพราะว่าเป็นการพยายามที่จะกดดันสถาบัน เป็นการพยายามที่จะสร้างภาพว่าตัวเองนั้นไม่ผิด และอาจทำให้ประชาชนมีความขัดแย้งกันสูงขึ้น
ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องแปลกที่ ถ้าคุณทักษิณใช้วิจารณญาณเดียวกันมาตรฐานเดียวกันไม่จัดงานแซยิด ยิ่งต้องขอให้ 3 เกลอที่กำลังรณรงค์ให้มีการล่ารายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นต้องหยุด เพราะว่าความไม่เหมาะสมมีระดับสูงกว่าด้วยซ้ำไป
แต่ท้ายที่สุด คุณทักษิณ ไม่ได้ตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไร เพราะเรื่องกระทบถึงสังคมหรือมีผลต่อประชาชนส่วนใหญ่
แต่สำหรับคุณทักษิณ แล้วมาตรฐานที่ใช้ตัดสินใจก็คือว่า คุณทักษิณ จะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอยู่ที่ว่าตัวเองได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนหรือไม่
เรื่องระงับการจัดงานแซยิดที่สนามหลวงผลประโยชน์ก็มีเพียงแค่สร้างบารมีให้แก่ตัวเอง
แต่เรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้น คุณทักษิณคงจะเห็นว่าถ้าทำได้กดดันให้เกิดได้ ก็จะทำให้ตัวเองรอดจากความผิดต้องติดคุก 2 ปี และเผลอๆ อาจจะได้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไป 76,000 ล้านด้วย
ฉะนั้น เห็นชัดเจนว่าทำไมคุณทักษิณ จึงเบรกเรื่องหนึ่งแต่ไม่เบรกอีกเรื่องหนึ่ง



