ข่าว

รธน.ใหม่ห้าม!อัยการที่ปรึกษาให้นักการเมือง

รธน.ใหม่ห้าม!อัยการที่ปรึกษาให้นักการเมือง

19 ม.ค. 2558

รธน.ใหม่ ห้าม! อัยการไปเป็นที่ปรึกษาให้นักการเมือง กันการแทรกแซง พร้อมให้เผยรายละเอียดคำฟ้อง-คำชี้ขาดอัยการสูงสุดให้ผู้เสียหายหรือสาธารณะให้ทราบเพื่อความโปร่งใส

               เมื่อเวลา 16.40 น.วันที่ 19 ม.ค.2558 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในส่วนของบททั่วไป ที่ว่าด้วยองค์กรอัยการ โดยในการประชุมดังกล่าวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้แก่ นายโกวิทย์ ศรีไพโรจน์ สปช.สุราษฎร์ธานี ฐานะอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ฐานะเลขานุการผู้ตรวจการอัยการ เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย

               โดยร่างมาตรา (3/1/1)12 ว่าด้วยองค์กรอัยการ  โดยนำบทบัญญัติของมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับบทบัญญัติให้เหมาะสม โดยเฉพาะข้อห้ามของพนักงานอัยการที่ได้ตัดคำว่า “เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ” ออก และระบุข้อห้ามเพิ่มเติมคือ “ต้องไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน" ทั้งนี้ อนุกมธ.ยกร่างบัญญัติได้ชี้แจงต่อการเขียนบทบัญญัติว่าด้วยองค์กรอัยการว่า เพื่อยกระดับการทำงานของอัยการให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมและวางหลักการพนักงานอัยการต้องมีมาตรฐานทำงานเดียวกันในระบบยุติธรรม สำหรับการประชุมได้มีการใช้เวลาค่อนข้างนาน และมีข้อถกเถียงเพื่อเพิ่มบทบัญญัติที่เป็นการแก้ปัญหาในอดีต โดยเฉพาะการเปิดเผยคำฟ้อง คำอุทธรณ์ และคำชี้ขาดของอัยการสูงสุดที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเปิดเผยให้กับผู้เสียหายได้รับทราบถึงรายละเอียด

               ส่วนคำฟ้อง คำอุทธรณ์ และคำชี้ขาดของอัยการสูงสุดที่กระทบต่อสาธารณะต้องได้รับการเปิดเผยกับสาธารณะด้วย ทั้งนี้เพื่อวางหลักประกันด้านความโปร่งใสในการทำหน้าที่ ส่วนประเด็นข้อห้ามที่อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ได้ตัดประเด็นการอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ หากพนักงานจะไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกันออก เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจและไม่กล้าที่จะวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐที่พนักงานอัยการไปดำรงตำแหน่งอยู่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาของผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดในอดีต ส่วนที่กำหนดข้อห้ามไม่ให้พนักงานอัยการไปเป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกันนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการแทรกแซงการทำงานของพนักงานอัยการ

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยองค์กรอัยการ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 255 วรรคสามและวรรคสี่ ที่บัญญัติไว้ว่า การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และที่บัญญัติว่า ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโอการแต่งตั้งอัยการสูงสุด ไม่ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าควรให้นำไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าองค์กรอัยการที่จะมีแก้ไขขึ้นใหม่จากพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553

 

ตศร.ต้องเป็นผู้มีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์  

 

             เมื่อเวลา 19.35 น. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เข้าสู่วาระพิจารณร่างรายมาตราของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอนุ กมธ.ยกร่างบัญญัติเป็นรายมาตรา ได้เสนอร่างมาตรา รวม 9 มาตรา

             ทั้งนี้ก่อนการพิจารณาที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประชาชนเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาว่า ควรยุบศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ย้ายศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่ในแผนกหนึ่งของศาลฏีกา หรือเปลี่ยนชื่อจากศาลรัฐธรรมนูญ ไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมได้หารือและข้อสรุปร่วมกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นที่ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นถ่วงดุลเสียงข้างมากของสภาฯ ที่ฝ่ายสมาชิกสภาฯ เสียงข้างน้อยไม่สามารถทำได้ โดยเหตุผลของจุดเริ่มต้นของศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 คือ เพื่อเป็นแก้ไขความขัดแย้งระหว่างศาลและสภาฯ นอกจากนั้นในหลายมาตราที่ผ่านการพิจารณาไปก่อนหน้านี้ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ไว้แล้ว ดังนั้นต้องคงไว้ ส่วนปัญหาที่เกิดต่อศาลรัฐธรรมนูญ อาทิ ถูกกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน นั้นเป็นเพราะขาดการวางหลักการทำงานให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ตศร.)  ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาจำเป็นอย่างยิ่งต้องเร่งออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาของศาล

             จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา (3/1/2)1 ว่าด้วยที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้นำบทบัญญัติมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาเป็นหลักการพิจารณาและปรับกระบวนการสรรหาให้เหมาะสม โดยมีประเด็นสำคัญ คือการปรับสัดส่วนกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของผู้พิพากษาในศาลฎีกา ให้เหลือ 2 คนจากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มี 3 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ที่ให้มีจำนวน 3 คน จากเดิมกำหนดให้มี 2 คน โดยเพิ่มข้อกำหนดให้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนจำนวน 1 คนร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย, ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์และการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นได้กำหนดให้ทำบัญชีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ดำรงตำแหน่งแทนเมื่อตำแหน่งว่างลง ทั้งนี้เพื่อลดระยะเวลาของการสรรหาที่ล่าช้า รวมถึงลดการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในกระบวนการสรรหาดังกล่าวด้วย

             สำหรับการพิจารณาดังกล่าว มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอให้คณะกรรมการสรรหาที่มาจากส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และนักกฎหมายมหาชนนั้น ต้องผ่านการคัดเลือกจากสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้นได้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิทจากองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ ซึ่งหมายถึงภาคประชาสังคม เป็นต้น ให้เป็นกรรมการสรรหา ทั้งนี้จะมีการกำหนดรายละเอียดในส่วนของกฎหมายประกอบอีกครั้ง ส่วนประเด็นบัญชีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ดำรงตำแหน่งแทนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่วางลงนั้น ทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายท้วงติงเรื่องรายละเอียดและเห็นว่าเป็นบทบัญญัติใหม่จึงขอให้ตัดออกจากร่างมาตราดังกล่าว

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้อภิปรายไว้เป็นเบื้องต้นในคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะอยู่ในมาตรา (3/1/2)2 ว่าควรเพิ่มคุณสมบัติที่สำคัญ ที่ว่าต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความเป็นธรรมเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ที่ประชุมได้ลงความเห็นให้เพิ่มคุณสมบัติว่า “ผู้ซึ่งมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์”