ข่าว

แผนกระตุ้น ศก.รอบ 2 หนุนดัชนีเชื่อมั่น มิ.ย.

แผนกระตุ้น ศก.รอบ 2 หนุนดัชนีเชื่อมั่น มิ.ย.

10 ก.ค. 2552

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนดีขึ้น หวังเงินกู้ 8 แสนล้านของรัฐ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 กังวลไข้หวัด 2009 ฉุดเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หากรัฐควบคุมไม่ได้

 นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจเดือนมิถุนายน 2552 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 65.4 จากเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 64.3 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น หลังจากรัฐสภาผ่าน พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อให้อำนาจรัฐบาลกู้ยืมเงินใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ในปี 2553-2555

 ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้น แต่ศูนย์ยังคาดการณ์ว่าการบริโภคยังขยายตัวไม่มากจนถึงไตรมาส 3 ปีนี้ เนื่องจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการยังทรงตัวต่ำกว่าระดับปกติที่ระดับ 100 โดยผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาการว่างงานยังคงส่งผลทางจิตวิทยาเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 ดังนั้นรัฐบาลควรเริ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ตลอดจนลดการแพร่ระบาดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และบริหารการเมืองให้มีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 “เอกชนเห็นด้วยให้รัฐบาลหามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างเร่งด่วน เพราะหากควบคุมไม่ได้ จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากจะมีการหยุดงานเป็นระยะเวลายาวนาน และจะกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นมูลค่า 1.5-3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ" นายธนวรรธน์ กล่าว

 ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมและปล่อยให้สถานการณ์ไข้หวัดระบาดจะกระทบการท่องเที่ยวและภาพรวมเศรษฐกิจทำให้ไตรมาส 4 เศรษฐกิจอยู่ระดับ 0-1% ส่งผลให้เศรษฐกิจรวมของประเทศปีนี้ที่เดิมคาดว่าจะติดลบ 3.5-4.5% กลายเป็นติดลบ 3.5-4.8% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูง