
โรงเรียนเก่งประกวด
20 ม.ค. 2558
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โรงเรียนเก่งประกวด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ปัจจุบันนี้มีผู้จัดการประกวดเพื่อค้นคว้าหาผู้ชนะกันหลากหลาย มีทั้งประกวดร้องเพลง, ประกวดการเต้น, ประกวดการเชียร์, ประกวดเพื่อหาคนแสดงละครและภาพยนตร์ ฯลฯ นอกเหนือไปจากการประกวดนางงามที่มีมาช้านานและเพิ่มหลายเวทีมากขึ้นในปัจจุบัน จนจำไม่ได้ว่านางงามจากเวทีไหนจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดเวทีใดในต่างประเทศ
การประกวดทั้งหลายก็มีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ และปัจจุบันมีทั้งที่ถึงขั้นต้องซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาจัดการประกวดในประเทศไทย ทางด้านสื่อก็มีการซื้อลิขสิทธิ์การประกวดจากต่างประเทศเอาเข้ามาเผยแพร่ให้คนไทยได้ดูกัน ซึ่งมีทั้งการประกวดร้องเพลง, การประกวดทำอาหาร และการประกวดประชันแข่งขันต่างๆ มากมาย
การประกวดที่ผมกำลังจะกล่าวถึงด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ การประกวดของเด็กและเยาวชนในวัยเรียน โดยเฉพาะระดับชั้นประถมและมัธยม ซึ่งมีการจัดกันแพร่หลายมาก ทั้งการประกวดกองเชียร์และการประกวดวงดนตรีต่างๆ ในนามของโรงเรียน การประกวดเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะมีการเผยแพร่ภาพและเสียงออกไปตามสื่อต่างๆ
ทำให้ผู้บริหารของโรงเรียนหลายแห่งคิดว่า สามารถใช้ชัยชนะจากการประกวดไปเป็นตัวสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนของตนเองและตนเองในฐานะผู้บริหารได้ จึงมีการทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนของตัวเองได้รับชัยชนะ ซึ่งการทุ่มเทนั้นหากใช้บุคลากรเท่าที่มีของโรงเรียน และมีการบริหารจัดการเวลาของการเรียนและการฝึกซ้อมให้ดีก็ไม่มีปัญหา
แต่เบื้องหลังของบรรดาเด็กๆ ที่ออกมาเล่นดนตรีหรือร้องรำทำเพลง เพื่อประกวดในนามของสถานศึกษาตนเองเหล่านั้น จะมีคนนอกสักกี่คนที่รู้ว่า บัดนี้ได้กลายเป็นธุรกิจรับจ้างเต็มรูปแบบไปเสียแล้ว โดยมีบรรดา “ครูสอนเต้น และ ครูสอนร้อง” เข้าไปเสนองานรับจ้างสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยมีค่าจ้างที่ตกลงกันหลากหลายวิธีและหลากหลายราคา
นอกเหนือจากการจ้างให้สอนเต้นเล่นดนตรีและร้องโดยคนภายนอกแล้ว ยังต้องมีงบประมาณสำหรับการว่าจ้าง “คอสตูม” หรือผู้ออกแบบเสื้อหน้าผมเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้โรงเรียนจำนวนมากที่ใช้บริการในลักษณะนี้จำเป็นต้องดิ้นรนหา “งบประมาณพิเศษนอกระบบ” มาเพื่อใช้จ่าย โรงเรียนใดที่มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นด้วยก็เบาแรงเรื่องเงินงบประมาณพิเศษนี้ไปได้ หากไม่มีก็เดือดร้อนถึงพ่อแม่และผู้ปกครองของนักเรียนบางส่วน
การประกวดประชันแทนที่จะเป็นพื้นที่สำหรับให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออก และสอนให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นได้รู้จักความมีน้ำใจนักกีฬา รู้ว่าเมื่อแพ้ต้องทำอย่างไรและเมื่อชนะต้องแสดงตนอย่างไร ไม่ใช่เมื่อถึงเวลาชนะก็กระโดดดีใจสุดชีวิตราวกับว่าชัยชนะนั้นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตที่แม้ตายก็ไม่เสียดาย และเมื่อแพ้ก็กอดกันร้องห่มร้องไห้ราวกับว่า ความพ่ายแพ้ได้ทำลายชีวิตของพวกเขาลงไปแล้ว
การประกวดทุกวันนี้จึงเท่ากับเป็นการสอนเด็กให้แพ้ไม่ได้ และเป็นการสนองวิถีของผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารของโรงเรียนมากกว่า เรื่องอย่างนี้หากกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ลงมาดูและหาทางวางมาตรการป้องกันเอาไว้ อีกหน่อยคงมีการประกาศรับจ้างเป็นทีมงานสอนเด็กให้ประกวดกันอย่างเป็นทางการขึ้นมาเสียก็ไม่รู้ แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็คงต้องถามว่า “แล้วเด็ก โรงเรียน และ ชุมชนได้อะไรนอกเหนือไปจากคำว่า ชนะ” ครับ
-------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โรงเรียนเก่งประกวด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



