
ประเสริฐ นาสกุล : ประดับไว้ในโลกา
การถึงแก่อนิจกรรมของ"ประเสริฐ นาสกุล" อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังเข้ารับการผ่าตัดโรคหัวใจและติดเชื้อ ด้วยวัย 78 ปี โดยมีพิธีรดน้ำศพ เมื่อเย็นวันที่ 9 กรกฎาคม ที่วัดธาตุทอง
ถือเป็นการปิดฉากชีวิตของ1 ใน 7 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" มีความผิดในคดีซุกหุ้นในปี2544
เมื่อเกษียณอายุ"ประเสริฐ" ใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดาทั่วไปและเคยให้สัมภาษณ์ว่า "ผมไม่เคยขออะไรใคร จึงไม่มีใครมากล้าขออะไรผม ทุกคนก็รู้จักนิสัยดี ผมเห็นว่าหากเราเคยไปขออะไรใคร ถึงเขาจะไม่ให้เรา แต่ก็ถือว่ามีบุญคุณแล้วเขาก็จะมาทวงบุญคุณภายหลังได้ สู้เป็นตัวของตัวเองดีกว่า"
หลายคนจดจำคำวินิจฉัยส่วนตัวของ"ประเสริฐ" ที่ระบุถึงความผิดของ "ทักษิณ" ได้เป็นอย่างดีโดยบางตอนได้ให้แง่คิดเตือนไว้ว่า
หัวใจของการเมืองคือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้...
นอกจากนี้นายประเสริฐยังมีคำวินิจฉัยส่วนตัวที่น่าสนใจในการให้แง่คิดในเรื่องดังกล่าวว่า
...ผู้ถูกร้องจะทราบความจริงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ และชัดถ้อยชัดคำว่า การที่ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ จนมีบริษัทในเครือและทรัพย์สินมากมาย โอนลอยหุ้น และใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติ ธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกันอย่างนั้น...นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องอ้างว่า เลิกกระทำธุรกิจหันมาทำงานการเมืองแล้ว ตั้งแต่ปี 2537 และมอบการบริหารธุรกิจในกลุ่มบริษัทให้แก่คู่สมรส บุตรและเครือญาติ ดำเนินการต่อไป (แทนที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 209 โอนหุ้นให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่น การให้ทรัสต์จัดการทรัพย์สิน ในกรณีดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา-ซึ่งเป็นความคิดก้าวหน้าสำหรับไทย)
และผู้ถูกร้องเข้าใจผิดว่าจำนวนประชาชนที่ออกเสียงเลือกผู้ถูกร้องในการเลือกตั้งทั่วไป เพราะผู้ถูกร้องเสนอโครงการต่างๆ เป็นที่ถูกใจได้นั้น มากมายมหาศาล แต่จำนวนประชาชนดังกล่าว มิได้มากกว่าจำนวนคนที่ทราบว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสมีทรัพย์สินและหนี้สินจริงในวันยื่นบัญชี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วรรคสอง เพราะประชาชน 11 ล้านกว่าคนนั้น ไม่ทราบจำนวนทรัพย์สินและหนี้สินจริงของผู้ถูกร้องและคู่สมรสดีไปกว่าเลขานุการส่วนตัวเพียงสองคนของผู้ถูกร้องและคู่สมรส เพราะเป็นคนละเรื่องกัน...
ผู้ถูกร้องโฆษณาให้ประชาชนทราบเพียงว่าผู้ถูกร้องประสบความสำเร็จในความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ มีเงินทองมากมาย ไม่ทุจริต ผิดกฎหมาย และไม่อำพราง แต่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงหรือเปิดเผยว่า ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในอดีตของผู้ถูกร้องในระยะเวลาอันสั้นนั้น กระทำได้อย่างไร และจะแก้ปัญหาการขัดระหว่างผลประโยชน์ของครอบครัวกับผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชาติอย่างไร
ปัญหาบ้านเมืองบางอย่างอาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองเลย เพียงแต่ผู้นำของประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยการคิด พูดและทำตรงกัน และชี้นำประชาชนในชาติว่า ปัญหาของชาตินั้นอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขด้วยการลด ละ และเลิก ความเห็นแก่ตัว เป็นอันดับแรก...
อนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ "นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ" องคมนตรีเป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พร้อมทั้งทรงรับงานศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ตลอดพิธีสวดพระอภิธรรมศพ และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 16.00 น. ที่วัดธาตุ
ในวันนี้คงเห็นเส้นทางชีวิตระหว่าง"ผู้พิพากษา" กับ"ผู้ถูกพิพากษา" ช่างแตกต่างกันลิบลับ !



