ข่าว

คนเมืองเซ็งแบกค่าเดินทางอ่วมน้ำมันลดราคารถขยับสวน

คนเมืองเซ็งแบกค่าเดินทางอ่วมน้ำมันลดราคารถขยับสวน

19 ม.ค. 2558

คนเมืองเซ็งแบกค่าเดินทางอ่วม น้ำมันลด'รถตู้-แท็กซี่-วินมอไซค์-รถใต้ดิน'ขยับสวน : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

              ผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินปรับลดลงไปแล้วกว่า 11 บาท และดีเซลลดลงกว่า 3 บาท แต่ต้นทุนค่าเดินทางต่างๆ ของคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องเดินทางไปทำงานในแต่ละวันกลับไม่ได้ลดลง ขณะที่รถโดยสารบางประเภท สวนทางขยับราคาขึ้นด้วยซ้ำ ทำให้ชนชั้นกลาง หรือแรงงานระดับล่างที่ไม่มีรถยนต์ขับยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงต่อไป
    
              ทั้งนี้ เมื่อลองคำนวณภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากย่านสะพานใหม่มาถึงที่ทำงานย่านบางนา กม.4.5 จะมีต้นทุนค่าเดินทางตกอยู่ที่วันละ 100-160 บาท เริ่มจากค่ามอเตอร์ไซค์ 30 บาท บวกค่ารถตู้ 25 บาท บวกค่ารถเมล์ 17-23 บาท บวกค่ารถเมล์อีก 8-12 บาท รวมขาไป 80 บาท หากรวมไปและกลับ จะอยู่ที่สูงสุดวันละ 160 บาท แต่อาจน้อยกว่านี้หากไม่เร่งรีบก็จะนั่งรถเมล์ยาวก็จะประหยัดเหลือวันละ 100 บาท แต่หากคิดเป็นเดือนรายจ่ายส่วนนี้จะอยู่ที่ 2,500-3,800 บาท ถือว่าสูงมากทีเดียว จึงรู้สึกได้ว่าคนที่ใช้บริการรถสาธารณะไม่ได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันลดลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะวินมอเตอร์ไซค์ที่มีการปรับขึ้นราคาไป 5 บาทช่วงที่น้ำมันปรับขึ้น ยังคงนิ่งเฉยไม่ลดค่าโดยสารตามราคาน้ำมัน ทำให้คนหาเช้ากินค่ำยังคงต้องแบกภาระค่าครองชีพสูงเช่นเดิม
 
    วินมอเตอร์ไซค์เมินอ้างลดแล้วขึ้นยาก
    
              อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังนายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย ถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดค่าโดยสารลงตามราคาน้ำมันดีเซลได้ชี้แจงว่า วินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่ควรปรับลดค่าโดยสารลง เพราะไม่แน่ใจว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาลงไปอีกนานแค่ไหน และมองว่าหากในอนาคตราคาน้ำมันปรับขึ้นตามตลาดโลกก็จะปรับขึ้นค่าโดยสารได้ยาก นอกจากนี้ การคิดค่าโดยสารของวินมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ไม่ได้อ้างอิงกับราคาน้ำมันที่ขึ้นลงมากนัก เพราะตอนที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นไป วินของตนซึ่งให้บริการแถวลาดพร้าวก็ไม่ได้ปรับราคาขึ้นตาม
    
              อีกทั้งหลังการเข้ามาจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์และมีการกำหนดราคามาตรฐานไว้ เช่น 2 กิโลเมตรแรกอยู่ที่ 25 บาท และกิโลเมตรต่อไปเพิ่ม 5 บาท หากเกิน 5 กิโลเมตรให้ไปตกลงกันเองนั้น วินส่วนใหญ่ก็เก็บค่าโดยสารต่ำกว่าเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้อยู่แล้ว เพราะหากเก็บแพงผู้โดยสารก็ไม่ขึ้น อย่างวินของตนขณะนี้เก็บเพียง 20-25 บาท แม้ว่าจะวิ่งไกลถึง 3 กิโลเมตรก็ตาม แต่ยอมรับว่ามีบางวินที่มีการเก็บค่าโดยสารแพง โดยเฉพาะวินเถื่อน ซึ่งจากจำนวนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์กว่า 2 แสนคันใน กทม.และปริมณฑลนั้น น่าจะมีการขึ้นทะเบียนถูกต้องประมาณแสนกว่าคัน ยังเหลืออีกหลายหมื่นคันที่ทำไม่ถูกระเบียบ ประกอบกับเสื้อวินใหม่สีส้มเรืองแสงแถบสีเขียวที่รัฐบาลทำแจกก็เพิ่งแจกไปจริงเพียง 30% ทำให้ตรวจสอบและควบคุมยาก
    
              “เท่าที่คุยๆ กันไม่เห็นมีใครจะปรับลดค่าโดยสารลงตามราคาน้ำมันดีเซล แม้จะเห็นใจที่ผู้โดยสารว่ามีภาระค่าครองชีพสูง แต่ค่าโดยสารจะมาปรับขึ้นลงง่ายๆ ไม่ได้ หากปรับลงแล้วภายหลังถ้าจะขึ้นตามราคาน้ำมันก็ยากและคงโดนด่าอีก เพราะราคาน้ำมันมีความไม่แน่นอนสูง” นายเฉลิมกล่าวและว่า ได้ขอความร่วมมือไปยังวินต่างๆ ว่าแม้จะไม่มีการปรับลดค่าโดยสาร แต่ขอให้เน้นบริการที่ดี ขับขี่มีระเบียบวินัย คำนึงเรื่องของความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก ซึ่งหากผู้โดยสารพบเห็นว่ามีวินใดคิดค่าโดยสารแพงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือเป็นวินเถื่อนก็ขอให้โทรแจ้งกรมขนส่งทางบก

    ลุ้นเมล์ลงยากรถร่วมฯ สวนทางขอขึ้น
    
              ส่วนค่าโดยสารรถเมล์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับลดลงเช่นกัน แม้ว่ารถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะใช้น้ำมันดีเซลเป็นส่วนใหญ่และได้ประโยชน์จากการปรับลดราคาลงเต็มๆ ขณะที่รถร่วมบริการเอกชน นอกจากไม่ปรับลดราคาแล้ว ก่อนหน้านี้ทางสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง (รถร่วม ขสมก.) ได้เรียกร้องขอขึ้นค่าโดยสารด้วยซ้ำ โดยส่วนของรถร้อนขอขึ้นอีก 2 บาท จาก 8 บาท เป็น 10 บาท และรถปรับอากาศขอเพิ่มอีกระยะละ 2 บาท หลังจากไม่ได้ขึ้นมา 7 ปี โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันนี้ค่าแรง และอุปกรณ์แพงขึ้น ขณะที่คนใช้บริการมีน้อยลง จนทำให้ขาดทุนอย่างหนักมิหนำซ้ำการขึ้นราคาเอ็นจีวีและแอลพีจีอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการซ้ำเติมให้ธุรกิจย่ำแย่ลงไปอีก ซึ่งกระทรวงคมนาคมเพียงรับเรื่องและให้ไปวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริง แต่ยังไม่มีทีท่าจะรับลูกรถร่วม ขสมก. แต่อย่างใด จึงเป็นไปได้ยากที่ ขสมก.จะมีการปรับลดค่าตั๋วลงสวนทางเอกชน
    
              นางภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง (รถร่วม ขสมก.) กล่าวว่า ประชาชนอาจเข้าใจว่ารถร่วม ขสมก.ให้บริการแย่แล้วยังขอปรับขึ้นค่าโดยสารอีก แต่ในความเป็นจริงต้องให้ความเป็นธรรมกับรถร่วมฯ ด้วย เพราะก่อนหน้านี้รถที่ให้บริการจำนวนกว่า 4,000 คัน ได้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีหมดแล้ว ตามนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ให้รถร่วม ขสมก.นำร่องเปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี โดยให้การอุดหนุนราคา 3 บาทต่อกก. แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานและจะลอยตัวก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี
    
              “แม้ว่ารถร่วมฯ จะได้รับการอุดหนุนที่ราคา 8.50 บาทอยู่ แต่ก็จำกัดปริมาณการเติมไว้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ส่วนที่เกินต้องเติมราคาปกติ เรามีรถ 20 คันต้องเติมน้ำมันวันละ 2 รอบต้นทุนน้ำมันก็ 2,000 บาทแล้ว ยังไม่รวมค่าซ่อมบำรุง ค่าผ่อนรถ ค่าจ้างคน ขับกระเป๋า ขณะที่มีรายได้แค่วันละ 4,500 บาท ซึ่งไม่คุ้มต้นทุน เพราะขายตั๋วได้น้อยลง โดยแต่ละรายล้วนประสบปัญหาเหมือนๆ กัน แต่รัฐบาลก็ขอให้เราอดทนบอกให้ช่วยๆ กันไปก่อน ใจจริงอยากจะหยุดวิ่งรถด้วยซ้ำ แต่ถ้าหยุดหนี้ก็วิ่งแซงหน้าไปอีก” นางภัทรวดี
    
              นางภัทรวดี กล่าวอีกว่า ตอนเปลี่ยนรถมาใช้เอ็นจีวี เพราะเห็นว่ารัฐบาลจะอุดหนุนราคาก๊าซให้ และตอนนั้นน้ำมันก็แพงมาก หากไม่เปลี่ยนคงอยู่ไม่ได้ แต่ไม่คิดว่ารัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทนานมาก หากย้อนกลับไปได้คงเลือกที่จะไม่เปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี เพราะสิ้นเปลืองมากกว่าและทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นด้วย หากเอ็นจีวีขึ้นไปที่ 12.50 บาท เชื่อว่าคงได้เห็นรถร่วม ขสมก. หลายสายจอดที่อู่ไม่ออกมาวิ่งให้ขาดทุนแน่นอน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องจริงทางผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการขู่รัฐบาล และสุดท้ายผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนคือประชาชน
    
              ทั้งนี้ หากกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลไม่ให้รถร่วม ขสมก.ปรับค่าโดยสารตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งค่าตั๋วต้องอยู่ที่ 10 บาทก็ควรจะทำตามแนวทางที่ภาคเอกชนเคยเสนอไป คือการเข้าสู่ระบบรับจ้างวิ่ง โดยขสมก. เป็นผู้จ้างรถร่วมฯวิ่งเสริมในบางเส้นทางที่รถขาด เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ใช้บริการเดือดร้อน ซึ่งที่เสนอไปคือค่าจ้างวันละ 6,000 บาทต่อคัน เพื่อให้คุ้มกับค่าเชื้อเพลิง การดูแลรถและการจ้างคนขับกระเป๋า โดยรถร่วมฯ พร้อมจะทำตามมาตรฐานของขสมก.ทุกประการ แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบสนองและคงเป็นไปได้ยากทั้งที่เป็นบริการที่คนใช้มากที่สุด รัฐบาลกลับไปใส่ใจเรื่องของจัดระเบียบรถตู้ รถมอเตอร์ไซค์มากกว่า

    รถตู้ขอปรับค่าโดยสารตามระยะทาง
    
              ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะที่ปัจจุบันกลายมาเป็นพาหนะที่สำคัญในการเดินทางของคนเมือง ก็พบว่าใช้ก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง จึงหมดสิทธิที่จะมีการปรับลดค่าโดยสารลงแน่นอน เพราะไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาดีเซลที่ลดลง โดยจากการสอบถามรถตู้บางคันที่วิ่งใน กทม.พบว่าบางสายเตรียมจะปรับเพิ่มอีก 5 บาท หรือบางสายก็ฉวยโอกาสเก็บเป็น 20 บาทตลอดสายไปเลย ไม่ว่าจะขึ้นแค่ 2-3 ป้ายก็ตามทั้งๆ ที่วิ่งช่วงสั้นอยู่แล้ว หรือบางสายเริ่มเก็บขั้นต่ำ 15 บาท แม้จะขึ้นแค่ 2-3 ป้ายที่ปกติน่าจะเก็บแค่ 10 บาท ขณะที่บางสายถือโอกาสปรับเพิ่มอีก 5 บาท หากวิ่งเกินเวลา 22.00 น. หรือหากขึ้นทางด่วนก็ขอเก็บเพิ่มอีก 5 บาท ล้วนเป็นเหตุผลให้ค่าโดยสารรถตู้มีแต่จะเพิ่มราคาขึ้น ซึ่งจากการสอบถามไปยังสมาคมผู้ประกบการรถตู้ก็ยอมรับว่ามีการเสนอขอปรับค่าโดยสารจริง
    
              นายไชยาภัทร์ เกิดเกียรติ ผู้บริหาร หจก.โชควัฒนา-36 ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร ยอมรับว่า ขณะนี้มีรถตู้บางสายที่ฉวยโอกาสการปรับขึ้นราคาตามต้นทุนเอ็นจีวีที่สูงขึ้น เช่น รถตู้ป้ายดำต่างๆ ซึ่งตนมองว่าทำให้ภาพรวมวงการรถตู้เสียหาย พร้อมทั้งยอมรับว่าทางสมาคมเคยเสนอราคาค่าโดยสารไปให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว โดยเฉพาะเส้นทางที่วิ่งไม่เกิน 150 กิโลเมตร เช่น วิ่งไปแถวพระราม 2 แม่กลอง หรือพัทยา โดยขอให้คำนวณเป็นระยะเริ่มต้นตั้งแต่ 1-50 กม.ขอให้คิดกม.ละ 1 บาท ส่วน กม.ที่ 51-100 ให้คิดกม.ละ 0.90 บาท และ กม.ที่ 100-200 คิดกม.ละ 0.80 บาท เป็นต้น
    
              นอกจากนี้ ขอให้คำนวณถัวเฉลี่ยต่อเที่ยว 7-8 คน ไม่ใช่คิด 14 คนเต็มทุกเที่ยว เพราะในแต่ละช่วงเวลาจะมีผู้โดยสารไม่เท่ากัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ และในอนาคตก๊าซเอ็นจีวีคงขึ้นไปถึง 16 บาทต่อกก. ภาครัฐจึงควรให้รถตู้โดยสารทยอยปรับราคาในช่วงนี้ ไม่ต้องรอให้วิ่งขึ้นไปถึงขนาดนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ต้องประคองตัว เนื่องกรมการขนส่งทางบกยังไม่ยอมและไม่ปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการให้บริการของรถตู้เท่าที่ควร
    
              “รถตู้ที่วิ่งไปชานเมืองหรือระหว่างเมืองระยะสั้นๆ เพื่อขนคนเข้ามาทำงานในเมืองถึงจะเป็นรถทางเลือก แต่ปัจจุบันถือว่ามีความจำเป็นประชาชนหันมาใช้บริการมากขึ้น เพราะไม่ต้องการเสียเวลารอรถโดยสารนานและยังขึ้นได้ทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งผู้ให้บริการรถตู้แต่ละเส้นทางปัจจุบันมีหลายรายทำให้มีการแข่งขันราคากันอยู่แล้วหากใครเก็บแพงผู้โดยสารก็หันไปใช้บริการของบริษัทอื่นแทน”

    "มิเตอร์แท็กซี่-รถใต้ดิน"ปรับขึ้น
    
              ด้านบริการรถแท็กซี่ที่คนกรุงใช้บริการไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงเร่งรีบที่แม้จะมีรถวิ่ง 7-8 หมื่นคัน แต่เวลาเรียกใช้บริการมักจะถูกปฏิเสธและหายากเวลาฝนตก ก็เพิ่งจะยิ้มแก้มปริกันไปที่ได้รับไฟเขียวให้ขึ้นค่าโดยสารระยะแรก กม.ละ 0.50-1.50 บาท หรือเฉลี่ย 8% ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2557 และจ่อจะปรับขึ้นค่าโดยสารระลอกสองให้ครบเพดาน 13% ในช่วงกลางปีนี้ โดยกระทรวงคมนาคมขอประเมินผลรอบแรกก่อนว่าให้ปรับขึ้นราคาไปแล้วแท็กซี่ต้องปรับปรุงบริการด้วย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พร้อมในการตรวจสภาพ โดยมีรถที่ผ่านการตรวจเพียง 3 หมื่นคันเท่านั้น และบริการก็ไม่ได้ดีขึ้นจริง คนเมืองก็ต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธและคิดค่ามิเตอร์แพงขึ้น ยิ่งปัญหารถติดที่หนักหนาสาหัสในเวลานี้ก็ยิ่งทำให้โดนชาร์ทค่าโดยสารแพงขึ้นไปอีกที่นาทีละ 2 บาททีเดียว
    
              ขณะที่บริการสาธารณะที่ช่วยร่นเวลาได้มากคือ รถไฟฟ้าใต้ดินและบีทีเอสที่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแน่นขนัด ล่าสุดค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินได้มีการปรับเพิ่มอีก 1-2 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ทำไว้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ส่งผลให้ราคาใหม่อยู่ที่ 16-42 บาท จากเดิมที่อยู่ที่ 15-40 บาทเท่านั้น

นักเดินทางดี๊ด๊าเหินฟ้าถูกลงรถทัวร์กัดฟันลดค่าโดยสาร2สต.ต่อกม.
    
              ผลพวงจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลเห็นจะมีเพียงรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และรถร่วมโดยสาร บขส. ปรับลดราคาลงแบบไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจ หลังจากกระทรวงคมนาคมออกแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะในฝั่งของรถร่วม บขส.ที่ช่วงแรกยืนกรานไม่ลดราคาค่าตั๋วลง แต่สุดท้ายก็ปรับลดในอัตรา 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2558 ซึ่งผลประโยชน์ก็ตกแก่ผู้เดินทางไปต่างจังหวัดทั้งไปเที่ยวหรือกลับบ้าน และแต่ละคนก็คงเดินทางไม่บ่อยนัก
    
              นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร กรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทพร้อมดำเนินการตามประกาศอัตราค่าโดยสารใหม่ของกรมการขนส่งทางบก โดยได้ปรับระบบการจำหน่ายตั๋วที่ลดราคาลงมาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการซื้อตั๋วถูกลง 4-5% หรืออยู่ที่ 20-45 บาทต่อใบ ในแต่ละเส้นทาง
    
              “น้ำมันดีเซลลดลง 12% การลดค่าตั๋วโดยสารลง 4-5% ถือว่ามีความเหมาะสม แม้หลายคนจะมองว่าลดน้อยไป เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุน 1 ใน 3 ของการค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ยังทรงตัว ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่ารถที่ซื้อมาแพงและค่าจ้างแรงงาน หากจะให้รถทัวร์ลดราคาลงมากกว่านี้ก็ต้องรอให้ดีเซลลดลงไปอีกประมาณ 3 บาท จึงจะลดได้อีก 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม การลดค่าตั๋วลงครั้งนี้น่าจะดึงให้มีผู้มาใช้บริการรถทัวร์มากขึ้นต่อเนื่องจากต้นปีมาพบว่ามียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 10% และน่าจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย”
    
              ด้านสายการบินจากที่ก่อนหน้านี้ยังลังเลรอดูแนวโน้มราคาน้ำมันนิ่งก่อน ทำให้ไม่มีการปรับลดราคาค่าตั๋วโดยสาร เนื่องจากส่วนใหญ่ขายตั๋วล่วงหน้าไปแล้ว 30-40% จึงขอเวลาระยะหนึ่ง หรือประมาณต้นปีจะมีการทบทวนเรื่องนี้ จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา สายการบินไทยแอร์เอเชียก็นำร่องประกาศจะยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และเชื่อว่าสายการบินอื่นๆ คงทยอยปรับลดหรือยกเว้นตามมาเพื่อผลทางการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจการบินที่ยังคงดุเดือดเลือดพล่าน
    
              นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้เหตุผลว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับลดลงจากปีก่อนที่เฉลี่ย 120 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 85 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สามารถยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเที่ยวบินต่างประเทศลงได้ จากที่คิดตามชั่วโมงบิน 1-2 ชั่วโมง คิด 275 บาท 2-3 ชั่วโมง คิด 405 บาท 3-4 ชั่วโมง คิดที่ 565 บาท และ 4 ชั่วโมงขึ้นไปคิดที่ 715 บาท โดยน่าจะเริ่มได้เดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะทำให้ค่าตั๋วโดยสารปรับลดลงในอัตราที่เท่ากัน เช่น ตั๋วบินไปฮ่องกงเดิมราคา 2,500 บาท หากยกเลิกค่าธรรมเนียม 405 บาท ลดลง 2,095 บาทเท่านั้น แต่ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับขึ้นจนมีผลต่อต้นทุนธุรกิจทางไทยแอร์เอเชียก็จะนำค่าธรรมเนียมน้ำมันดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง
    
              ส่วนของบริการเรือโดยสารก็มีข่าวดีไปก่อนหน้า ที่ทยอยลดราคามาตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2557 นำโดยเรือด่วนคลองแสนแสบ ประเดิมลดเป็นรายแรกระยะละ 1 บาท จาก 10-20 บาท เหลือ 9-19 บาท ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2557 เรือด่วนเจ้าพระยาลดตามมาอีกระยะ 1 บาท เส้นทางนนทบุรี-วัดราชสิงขร จาก 10-14 บาท เหลือ 9-13 บาท ส่วนเรือด่วนพิเศษเจ้าพระยาธงส้ม ธงเขียว ธงเหลือง ยังคงค่าโดยสารเดิม
    
              ส่วนเรือข้ามฟากยังไม่มีการปรับราคา แต่อยู่ระหว่างเจรจาและวิเคราะห์ต้นทุนอยู่ ซึ่งเป็นไปได้อาจปรับลดเที่ยวละ 0.50 บาท ใน 2 ท่า คือ เรือข้ามฟากท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์และเรือข้ามฟากท่าสาทร ซึ่งคงต้องรอลุ้นต่อไป แต่ก็ถือว่าทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ใบริการทางเรือมีต้นทุนเดินทางที่ลดลงบ้าง โดยจากข้อมูลมีผู้ใช้บริการรวมกันวันละ 1.6 แสนคน เทียบกับรถเมล์ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการวันละกว่าล้านคนถือว่ายังน้อยมาก