
เอายังไงดีครับ?
เอายังไงดีครับ? : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล
ครั้งหนึ่งว่ากันว่า การที่การเมืองไทยมีความวุ่นวาย เป็นเพราะพรรคการเมืองขาดความเข้มแข็ง ส.ส.ไม่จำต้องสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อเข้าไปนั่งในสภาแล้ว ทำให้ ส.ส.เหล่านี้เกิดการต่อรองในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่การตั้งนายกรัฐมนตรี การลงคะแนนโหวตในญัตติต่างๆ เกิดการต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี กรรมาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็จับกลุ่มกันก่อกวนหรือหาทางคว่ำรัฐบาล
จากความวุ่นวายดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดที่จะทำให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงเข้มแข็ง สามารถควบคุม ส.ส.ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพทางการเมือง ด้วยการบังคับให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวส่งเสริมให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่น้อยพรรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในที่สุด ประเทศไทยก็เหลือพรรคการเมืองใหญ่ๆ เพียง 2 พรรค แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะพรรคการเมืองใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย สยายปีกเข้าไปมีอิทธิพลจากระบบบริหาร เข้าไปสู่ระบบนิติบัญญัติ ระบบราชการ ระบบเศรษฐกิจ และระบบความมั่นคง ขณะเดียวกันก็รวบพรรคเล็กที่ยังเหลืออยู่ไว้ในมือ อำนาจที่ขาดความเพียงพอและเกินกว่าขอบเขต เป็นช่องทางให้เกิดการคอร์รัปชั่น และความทะยานอยากที่ไม่สิ้นสุด จนจบลงด้วยความละโมบนั้นเอง ที่ทำลายตัวเองและความศรัทธาที่เคยได้รับอย่างท่วมท้น จนทำให้ในเวลานี้ การเมืองได้ย้อนกลับไปสู่แนวคิดเดิม ที่จะลดบทบาทและความเข้มแข็งของพรรคการเมืองลง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดิมอีก เช่น อาจจะให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง หรือสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองขนาดเล็กเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า การเมืองไทยเป็นการลงทุนทางการเมือง ซึ่งมีต้นทุนสูง ลำพังคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความตั้งใจดี หากขาดปัจจัยสำคัญคือเงินเสียแล้ว ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก และการใช้เงินนั้นมิใช่แค่ค่าจัดทำโปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ หากรวมถึงเงินทองที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตน แม้ว่าการซื้อสิทธิขายเสียงจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติกันเป็นปกติทั้งการให้และการรับ ซึ่งนับวันอัตราที่จ่ายกันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จากหลักร้อยขึ้นเป็นหลักพัน จนถึงหลายพัน และก็อย่างที่รู้กันว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” และบางครั้งถึงเงินจะมา แต่ถ้า “เงินน้อยไป ก็กาไม่ถูก”
จะเห็นได้ว่า เมื่อประชาธิปไตยของเรา และการเลือกตั้งของเรา เริ่มต้นด้วยเงินแล้ว คนที่ควักเงินจำนวนมากจ่ายออกไป อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาทางเรียกทุนคืน และที่หนักกว่านั้นก็คือ ต้องทำกำไรให้ได้เป็นกอบเป็นกำ เพื่อชดเชยกับเงินที่จ่ายไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ และสะสมไว้เพื่อใช้ในการลงสมัครครั้งต่อไป โอกาสที่จะได้นักการเมืองที่ใจซื่อ มือสะอาด จึงยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
มีผู้วิเคราะห์ว่า ที่การเมืองของเรายังวนเวียนอยู่กับการลงทุนแสวงหากำไรเช่นนี้ เป็นเพราะคนไทยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และมองเห็นถึงความสำคัญ ของระบบประชาธิปไตยเพียงพอ ดังนั้น จึงมุ่งผลประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตน มากกว่าผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นการวิเคราะห์ในเชิงอุดมคติ
เพราะหากไปถามชาวบ้านก็คงจะได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง เช่น ไม่มีจะกิน จู่ๆ มีคนเอาเงินมาให้ แค่เข้าคูหากาเบอร์ที่เขาบอก ใครไม่เอาก็โง่แล้ว เป็นต้น
อุดมคตินั้น แม้จะดูดีและหอมหวน แต่กินไม่ได้หรอกครับ...แล้วจะเอายังไงกันดี?



