
ตลาดใหม่ยาเสพติดไหลเข้าจีนไพบูลย์จับมือ4ชาติแก้ปัญหา
18 ม.ค. 2558
ตลาดใหม่...ยาเสพติดไหลเข้าจีน ไพบูลย์ จับมือ 4 ชาติแก้ปัญหา : โดย...พเยีย กำแหงงาม
ภารกิจปราบปรามยาเสพติดเป็นอีกงานอันแสนท้าทายของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยุติธรรม) เพราะในระยะหลังนั้นศูนย์กลางในการสั่งการซื้อขายยาเสพติดอยู่ใน "คุก" ในความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีอยู่ถึง 140 กว่าแห่งทั่วประเทศ โดยในจำนวนผู้ต้องขัง 3.3 แสนคน เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์
"ผมก็ยอมรับ และไม่ได้ปฏิเสธสังคม เพราะสิ่งที่เป็นผลผลิตออกไปมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังนั้น ผมบอกเจ้าหน้าที่ของเราว่า เราอย่าปฏิเสธเลย และนำไปสู่การแก้ไขดีกว่า เพราะสิ่งที่ท่านปฏิเสธมันไม่มีทางละความเชื่อของสังคมได้หรอก"
พล.อ.ไพบูลย์ เปิดเผยถึงแนวทางในการแก้ปัญหาว่า จะให้ 3 ทัณฑสถานวัยหนุ่มเป็นต้นแบบของการบำบัด และคัดแยกผู้ต้องขังในแต่ละกลุ่ม เพื่อคืน "คนดี" กลับสู่สังคม และครอบครัวของเขา ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นจะมีการบำบัดฟื้นฟูไม่เหมือนกัน โดยในการขัดเกลาผู้ต้องขังกลับสู่สังคมนั้น ต้องมีกระบวนการ "คัดแยก" ผู้ต้องขังแต่ละกลุ่มออกมาก่อน
"เป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอสมควร เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปีไม่เคยมีการคัดแยกว่าเป็นนักโทษประเภทไหน เช่น กลุ่มยาเสพติดก็รวมอยู่กับยาเสพติด ซึ่งจริงๆ แล้วมันควรแยกประเภทเป็นการเสพ หรือครอบครอง หรือแยกเป็นรายใหญ่ ซึ่งเราก็พยายามคัดแยกรายใหญ่ไปที่เรือนจำความมั่นคงเขาบิน จ.ราชบุรี ซึ่งไม่ง่าย แต่เราก็พยายามที่จะทำ"
ทั้งนี้ กระบวนการที่จะขัดเกลาต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 กรม คือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ โดยได้กำชับอธิบดีทั้ง 3 กรมไปว่า คุณต้องกลับมาที่บุคลากรของเราเพื่อให้เขารับรู้ว่า คุณคือครู ซึ่งนักเรียนที่เข้ามาแล้วต้องกลับไปใสสะอาด โดยได้ให้หลักสูตรไปเพื่อให้บุคลากรตั้งแต่ ผบ.เรือนจำ ลงไปได้เข้าใจคำว่า การพัฒนาพฤตินิสัย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงการพัฒนาพฤตินิสัยคนก็มักจะนึกถึงคดียาเสพติด เพราะปัจจุบันคดียาเสพติดมีเป็นจำนวนมาก โดยในจำนวนผู้ต้องขัง 330,000 คน 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของยาเสพติด
"ในระยะหลังทั่วโลกเวลาผมไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรืออาเซียน ก็เห็นตรงกันว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยการจำคุกเพียงอย่างเดียวเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งทุกประเทศเห็นตรงกันว่า การจำคุกไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่มันต้องกลับไปที่การบำบัด และฟื้นฟูในด้านจิตใจ รวมทั้งการป้องกันในหมู่บ้าน ในชุมชน และในกลุ่มเยาวชน"
ส่วนอีกแนวทางที่ พล.อ.ไพบูลย์ จะนำมาใช้แก้ไขปัญหา คือ การ "แก้ไขกฎหมาย" โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา มีคดียาเสพติด 340,000 กว่าคดี เป็นคดีเสพ และหรือครอบครอง 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็น เป็นคดีรายสำคัญ แต่ปัญหาคือ จากการสืบสาวลึกลงไปพบว่า ผู้ต้องขังในคดีสำคัญจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เป็นเพียง "แรงงานด้านยาเสพติด" ไม่ใช่นายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง
ยกตัวอย่างเช่น การจับกุมผู้ต้องหา 3-4 ราย เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด ซึ่งจากการไปสืบสภาพที่บ้านก็พบว่า เป็นเพียงบ้านชนบทแบบง่ายๆ หลังเล็กๆ ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่
"เราสืบเส้นทางการเงินทั้งหมดมันไม่ได้บ่งบอกว่า คนที่เราจับได้ 3-4 คน เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งความจริงแล้วคนที่จับยาได้เป็นล้านๆ เม็ด น่าจะมีทรัพย์สินมาก แต่คนกลุ่มนี้กลับถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีเครือข่ายใหญ่ๆ ทั้งประเทศประมาณ 50 เครือข่าย"
ดังนั้น จึงต้องมีการคัดแยกคนกลุ่มนี้ว่า เป็นแรงงานทางด้านยาเสพติด หรือเป็นผู้ค้ากันแน่ และเมื่อลงลึกลงไปก็พบว่า ปัญหาก็เกิดจาก "ความเหลื่อมล้ำ" ทางสังคม ทางการศึกษา ซึ่ง คสช. พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ บางคนเป็นเด็กผู้หญิงหลายคนที่ไม่มีนมให้ลูกกินไม่รู้จะไปทางไหนก็ต้องมาเดินหิ้วยา และต้องเดินเข้าไปในกระบวนการรายใหญ่ เพราะจำนวนเม็ดที่จับได้
พล.อ.ไพบูลย์ ยอมรับว่า เป็นเรื่อง "ไม่ง่าย" ที่จะไปตามดูพฤติกรรมของผู้ที่จับได้แต่ละรายว่าเป็นรายใหญ่จริงหรือไม่ และไม่ง่ายที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อที่จะทำให้ศาลเห็นว่า เป็นแรงงาน หรือผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเรามีคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ (รายใหญ่) ประมาณ 60,000 กว่าคดี หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของคดียาเสพติดทั้งหมด
แนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางคดีนั้น พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาภายใต้ 2 กรอบสำคัญ คือ 1.การจำคุกเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และ 2.การแยกแยะคนกลุ่มนี้ด้วยการนับเม็ดถูกต้องแล้วหรือไม่ โดยกรอบในเรื่องนี้จะนำไปสู่การแก้กฎหมาย ซึ่งตัวร่างจะเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ นี้
"ผมหนักใจตรงนี้ (เรื่องการบำบัด - คัดแยก) เรื่องปราบผมไปเยอะแล้ว ผมจึงเดินทางไปจีน ซึ่งผมได้บอกท่านนายกฯ ว่า ผมไม่อยากแก้ภายในประเทศ เพราะยาเสพติดที่จับได้วันนี้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ คือ 20 เม็ดจาก 100 เม็ด อีก 80 เม็ด ไม่รู้ไปไหน ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ เขาทำเต็มที่แล้ว แต่มันสามารถเล็ดลอดได้ทุกแห่ง จึงต้องมุ่งไปที่ต่างประเทศแทน"
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการประชุม 4 ฝ่าย คือ ไทย พม่า ลาว และจีน โดยจะพยายามผลักดันให้จีนเป็นหัวแรงใหญ่ในการปราบปรามยาเสพติด เพราะเขาก็ได้รับบทเรียนมาจากประเทศไทย
"ผมคุยกับต่างประเทศ พยายามให้แหล่งผลิตของเพื่อนบ้านมันหมดไป ซึ่งต้องพูดกับจีนเป็นหลัก คิดว่าจีนมีผลมาก วันนี้ยาเสพติดผมไปเจรจากับพม่า ทางพม่าบอกมาแหล่งผลิตไหลเข้าจีนมากกว่าไทย วันนี้จีนกำลังเกิดปัญหานี้อยู่ ดังนั้นเราต้องคุย ถ้าจีนร่วมมือเต็มที่ ผมว่ารอยต่อตรงนั้นที่จีนมีอิทธิพล มีศักยภาพสูง ผมว่าจะผ่อนปรนไปได้เยอะ"
นอกจากนี้ ยังมีการคุยเรื่อง "สารตั้งต้น" ในการผลิตยาเสพติด ซึ่งมีการเชิญทางเกาหลีใต้มาร่วมพูดคุยด้วย เพราะสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ขณะเดียวกันก็จะมีการ "ปรับหลักสูตร" ในการบำบัดฟื้นฟู เพราะแนวโน้มของยูเอ็น หรืออาเซียน เขาเน้นไปที่การบำบัดฟื้นฟู และการป้องกัน
พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า งบประมาณปี 2558-59 เน้นการป้องกัน และบำบัดฟื้นฟู โดยมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามารองรับชัดเจน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบนักเรียน และปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงบประมาณอย่างบูรณาการ จึงได้ให้งบผ่านมหาดไทยลงไปยังตำบล และหมู่บ้าน รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และได้พาส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปดูงานการบำบัดฟื้นฟูที่ญี่ปุ่นด้วย
พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำว่า พยายามสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สังคม ให้สามี ให้ภรรยา ให้ลูก ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว เพราะทุกคนรอคนดีกลับไปอยู่กับครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร



