ข่าว

‘วิษณุ’ยันรบ.ไม่ยุ่งคดีถอดถอน

‘วิษณุ’ยันรบ.ไม่ยุ่งคดีถอดถอน

17 ม.ค. 2558

‘วิษณุ’ ชี้การทำงาน สนช.ยังเป็นไปตามโรดแม็พ เร่งส่งร่างกม.สำคัญเข้าสนช. ยันรัฐบาลไม่ยุ่งคดีถอดถอน ‘ยิ่งลักษณ์’ ปัดขัดแย้ง สปช.เปิดสัมปทานปิโตรเลียม

 
              17 ม.ค.58 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ว่า ทั้งคสช.และรัฐบาล จะรายงานให้ที่ประชุมทราบถึง ผลการทำงานว่าแต่ละส่วนได้ทำอะไรไปบ้าง รวมทั้งจะมีการรายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะกรรมาการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น การออกกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเบื้องต้นแนวทางการดำเนินการทั้งหมดยังถือว่าเป็นไปตามแผนโรดแม็พ ที่คสช.ตั้งไว้ แต่อาจมีบางเรื่องที่ต้องเร่งรัดให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการออกกฏหมายสำคัญ ๆ ที่รัฐบาลอยากให้เร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนแรก จึงได้ขอความร่วมมือไปทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช. เร่งรัดการพิจารณากฏหมายสำคัญ อาทิ กฏหมายชุมนุมสาธารณะ และกฏหมายว่าด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5-6 ฉบับ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. เพื่อขอให้เร่งดำเนินการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด
 
              นายวิษณุ ยังกล่าวกรณีที่รัฐบาลมีความเห็นแตกต่างกับสปช.ในเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่า กรณีดังกล่าวสปช.ไม่ได้คิดเอง แต่รัฐบาลเป็นคนให้คำถามไป เมื่อมีมติแล้วก็ส่งความเห็นให้กับรัฐบบาล ซึ่งอาจจะเลือกหรือไม่เลือกแนวทางที่สปช.เสนอมาก็ได้ เนื่องจากเป็นอำนาจของรัฐบาล และการไม่เลือกตามแนวทางที่สปช.เสนอก็ไม่ถือว่าเป็นความขัดแย้งอะไร อย่างไรก็ตามการขอความร่วมมือกับสนช.และสปช.ในการเร่งรัดทำงานให้เกิดเป็นรูปธรรมนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการไปแทรกแซงการทำงาน
 
              เมื่อถามถึงคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว ว่า ยืนยันรัฐบาลก็ไม่เคยไปคุยหรือส่งสัญญาณอะไรถึงสนช. เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดไว้แล้วว่า ก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า การเดินทางไปพบ สปช.ของตนเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นการส่งสัญญาณถึง สนช.ในเรื่องการของการถอดถอนนั้น ยืนยันว่า ไม่มี ตนไม่เคยแม้จะคิดที่จะพูด และมันไม่ได้อยู่ในความสนใจของตน ซึ่งการไปที่รัฐสภา ก็ไปพบแต่กับ สปช. เท่านั้น ไม่เคยได้หารือหรือพูดคุยอะไรกับ สนช.เลย
 
 
‘วิษณุ’ เชื่อการเมืองเดือดหลังใช้รธน. เหตุมีคนอยากลองของ
 
 
              นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษหัวข้อ "องค์กรตรวจสอบ : ความหวังหลังการปฏิรูป" ในงานเสวนาวิชาการผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรพบสื่อมวลชน ว่า  แม้จะลำบากใจและหนักใจอยู่บ้างในประเด็นหัวข้อความหวังหลังการปฏิรูป เพราะยังมองไม่เห็นช่องทางที่การปฏิรูปจะสำเร็จลุล่วง เนื่องจากระยะเวลาสั้นและถูกตั้งความหวังไว้สูงกับการแก้ปัญหาของประเทศที่สะสมมานาน  แม้รัฐธรรมนูญมีทีท่าว่าจะเสร็จในเดือน กันยายน ปีนี้ แต่การปฏิรูปจะดำเนินต่ออีกหลายปี  หวังว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้การปฏิรูปอยู่ต่อไปอีกได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงจะขยายเวลาให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อยู่ต่อ แต่ควรต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบที่มึอำนาจในการปฏิรูป เพราะ สปช.คงไปตอนที่มีรัฐธรรมนูญ แต่จะไปโดยไม่มีไม้ต่อไม่ได้
 
              นายวิษณุ กล่าวว่า สิ่งที่ตั้งความหวังได้หลังจากนี้ คือ เห็นการเมืองที่ดีขึ้น โดย 9 เดือนจากนี้ไปคงพอเห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ เดือน ม.ค. ก.พ. และมี.ค. นี้ ควรจะเห็นอะไรกับการปฏิรูปบ้าง จึงขอให้กมธ.ปฏิรูปของสปช.ทั้ง 18 คณะช่วยคิดหน่อยว่าจะสร้างงานอะไรที่เท่ๆเก๋ๆออกมาซักอย่างหนึ่ง ที่เน้นใน 3 เดือนนี้เนื่องจากเดือน เม.ย. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ สปช.ก็ต้องใช้เวลาไปพิจารณาร่างรธน. ซึ่ง 3 เดือนนี้จึงถือเป็นนาทีทองในการเดินหน้าปฏิรูป
 
              "หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเมืองจะแหลมคมขึ้น หมายถึงจะมีความดุเดือด เชื่อว่าต้องมีคนอยากลองของว่า สิ่งที่ทำจะเสียของหรือไม่ มันจะมีการลองวิชาในบทบัญญัติแต่ละมาตราว่าที่เขียนมาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้ากลไกไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็จะถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเสียของ ทั้งหมดนี่จะเป็นปัญหาของประเทศที่ต้องเจออีก  แต่ไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะมีมาตราการควบคุมที่ดี เช่น การผลักดันกฏหมายชุมนุมในที่สาธารณะ การเพิ่มในมาตรา7 วรรค2ของรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในสิ่งที่บ้านเมืองเคยถกเถียงกัน  แต่ดูที่ว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ผู้เกี่ยวข้องก็รู้และกำลังคิดอยู่ว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ถ้าปฏิรูปดีก็สามารถเป็นเกราะป้องกันได้" นายวิษณุ กล่าว
 
              นายวิษณุ กล่าวว่า ขอแบ่งระดับการเมืองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ทั้งหมดคือองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย จริงๆแล้วระดับนี้เราคงฝากความหวังไม่ได้สักเท่าไหร่ อย่างมากก็ฝากได้เท่าที่เคยฝาก ตนขอข้ามไปที่ระดับที่ 3 ก่อน คือ การเมืองภาคประชาชน ที่มีพลังมากขึ้น แต่จะไปหวังฝากผีฝากไข้ที่ภาคประชาชนทั้งหมดคงไม่ได้ ความสำคัญจะตกอยู่ที่ระดับ 2  คือ องค์กรตรวจสอบ แม้ไม่หวือหวาเท่ากับระดับ 1 อำนาจหน้าที่น้อยกว่า แต่องค์กรตรวจสอบต้องเป็นองค์กรภาครัฐตั้งขึ้นโดยกฎหมายรองรับ ต้องมีสถานะเป็นโซ่ข้อกลางคล้องกับทุกระดับ โดยต้องมีความเป็นอิสระปลอดจากการเมือง มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลดำเนินการได้รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
 
              นายวิษณุ กล่าวว่า ความหวังหลังรัฐธรรมนูญคือหวังว่าการเมืองทั้ง 3 ระดับนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระดับ 2 เนื่องจากปริมาณที่มีอยู่ไม่มากแต่คุณภาพสามารถกลั่นกรองได้ องค์กรตรวจสอบที่คาดหวังที่สุดคือผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรแรกที่ต้องมีอยู่ ไม่ได้พูดมายกยอปอปั้น แต่มักจะพูดเสมอว่าแต่ละองค์กรมีสไตล์การทำงานที่ต่างกัน เห็นแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่เล่นดนตรีไทยสองจังหวะที่บางครั้งเล่นปี่พาทย์ไม้อ่อน บางครั้งเล่นไม้แข็ง เรื่องใดที่พอจะเจรจาแก้ไขได้ก็จะจบ นี่คือปี่พาทย์ไม้นวม เห็นผู้ตรวจการแผ่นดินเล่นไม้นี้เยอะมาก  เรื่องใดที่รุนแรงห้ามแล้วไม่แก้ไข จึงจะเล่นปี่พาทย์ไม้แข็ง เทคนิคอยู่ตรงนี้เข้าใจว่าองค์กรอื่นใช้เทคนิคนี้ไม่ได้โดยเฉพาะป.ป.ช.  สภาพเช่นนี้ อยากเห็นองค์กรตรวจสอบเดินทางในสายกลาง
 
              รองนายกฯ กล่าวอีกว่า แต่จะไปอย่างนี้ได้ เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับ 6 ปัจจัย 1.ที่มาองค์กรตรวจสอบ 2.จำนวนที่เหมาะสม   3.วาระการดำรงตำแหน่งจะให้อยู่นานเท่าไหร่ การอยู่ยาวเกินไปคืออาจถูกมองว่าสะสมอำนาจ  4.อำนาจหน้าที่ 5.คุณธรรมความน่าเชื่อถือและศรัทธา และ 6.บทบาท ที่บางองค์กรมีบทบาทในการทำหน้าที่ล่าช้า ความหวังหลังการปฏิรูปอยู่องค์กรตรวจสอบ แต่องค์ตรวจสอบก็ต้องปฏิรูปตัวเองก่อน โดยเฉพาะประเด็นใน 6 ข้อที่กล่าวมานี้ ต้องจัดการกับตัวเองให้หน้าเชื่อถือ
 
              รองนายกฯยังกล่าวถึงการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า หลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น อาจมีการลงประชามติก็เป็นได้แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ระบุไว้ให้เขียนเพื่อสามารถแก้ไขเพื่อสามารถให้มีการลงประชามติได้ ถ้าคิดว่าแลกกับเวลาที่ยืดออกรวมทั้งเรื่องงบประมาณก็ทำได้ แต่เชื่อว่าหากทำประชามติ อาจเกิดความขัดแย้งตอนรณรงค์ทำประชามติ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุน ฝ่ายหนึ่งให้ล้ม อาจเกิดการตะลุมบอนกันจึงไม่เขียนไว้ให้ทำตั้งแต่แรก จึงต้องรอดูเหตุการณ์ก่อน