
คุยนอกกรอบ : ปรัชญาบนเครื่องเคลือบ
18 ม.ค. 2558
คุยนอกกรอบ : ปรัชญาบนเครื่องเคลือบ : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์
คราวที่มีโอกาสไปชมเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง ที่บ้านทุ่งม่าน ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ความรู้สึกเหมือนชมงานศิลปะทั่วไปคือ สวย มีคุณค่า เพราะเป็นงานฝีมือ แล้วก็จบแค่นั้น กระทั่งได้คุยกับ ทัน ธิจิตตัง หนึ่งในคนท้องถิ่นผู้ชุบชีวิตเครื่องเคลือบเวียงกาหลง จึงพบว่าบนเครื่องเคลือบเหล่านั้นมีเรื่องราวอยู่มากมาย
สล่าทันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผามาก่อน เขาใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับเครื่องเคลือบดินเผาลองผิดลองถูกด้วยตนเองเป็นเวลา 18 ปี กระทั่ง 11 ปีก่อนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบ จึงฝึกนั่งสมาธิ กินอาหารมังสวิรัติ ชิ้นงานในช่วงหลังจึงแฝงหลักปรัชญาและธรรมะ
ปี 2553 ได้รับรางวัลผญาดีศรีล้านนา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และรางวัลครูช่างศิลป์ของแผ่นดินเมื่อปี 2557
"ผมเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกคนสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีครูก็ได้ ผมเอาภาชนะวัตถุโบราณดั้งเดิมมาตั้งเป็นต้นแบบ และทดลองปั้นให้เหมือนได้ไหม ใบแรกจะเป็นครูใบที่สอง ทำใบแรกเสร็จจะเห็นข้อบกพร่องว่าไม่เหมือนต้นแบบ (ใบแรกเป็นแจกันเล็ก) พอปั้นใบที่สองก็แก้ข้อผิดพลาดใบแรก และแก้ไปเรื่อยๆ จนไม่มีจะแก้แล้ว มันก็เหมือนของจริงเป๊ะ การเขียนลายก็ใช้หลักเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วคนเราถ้าไม่มีอดีตชาติ มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ง่ายๆ เหมือนกัน..."
"พอผมค้นเวียงกาหลงที่หายไปเมื่อพันปีกลับมา ก็ได้ปรัชญาของความสำเร็จที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน ในอดีตเราได้ยินว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น นั่นคือสิ่งที่หยาบ ถ้าละเอียดกว่าคำนี้จะเป็นคำว่า 'ความเข้าใจอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น' เราพยายามมาสิบปี ถ้าไม่เข้าใจ ความสำเร็จก็ไม่เกิด ถ้าศึกษาจริงๆ ความเข้าใจเป็นคำตอบของความสำเร็จไหม ก็ไม่ใช่ถ้าไม่รู้ที่มา"
ความสำเร็จเกิดจากองค์ประกอบที่สมบูรณ์ทั้งห้าประการคือ ศีลสมบูรณ์ มีลักษณะที่ครบทุกข้อ สมาธิสมบูรณ์ (คือนิ่ง สงบ ว่าง) ปัญญาสมบูรณ์ ศีลสมบูรณ์นำมาซึ่งสมาธิสมบูรณ์ ถ้าสมาธิสมบูรณ์นำมาซึ่งปัญญาสมบูรณ์ๆ คุณจะเข้าใจต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติได้อย่างถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง ทำให้ปฏิบัติเหตุที่จะให้เป็นอย่างถูกต้อง ความสำเร็จก็เกิดขึ้น ปัญญาแล้วเข้าใจ อย่างสมบูรณ์ ถูกต้องตรงความเป็นจริง
ถ้าเข้าใจแล้วไม่ทำอะไร ก็ไม่เกิดผลใดทั้งสิ้น ต้องมีตัวที่ห้าคือปฏิบัติเหตุ ผลที่จะเกิดต้องมีเหตุที่ถูกต้อง ถ้าเหตุไม่ถูกต้อง ผลไม่ถูกต้อง รวมทั้งห้าข้อคือ ปัญจะมะฌานะญาณ เป็นญาณที่ละเอียด หากทำงานอะไรไม่สำเร็จ เราก็ไปตรวจสอบจากห้าขั้นตอนนั้นว่ามีครบหรือเปล่า อย่างน้อยตัวปฏิบัติไม่ถูกต้องแน่นอน
เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าอยากได้งานสักชิ้น สล่าทันแนะนำว่าควรเป็น "จานปัญจะมะฌานะ" พร้อมชี้ให้หยิบกล่องสี่เหลี่ยมมุมห้องที่แพ็กไว้อย่างดีเขาบอกว่าเตรียมไปขายในงานโอท็อปที่กรุงเทพฯ ภายในกล่องมีกระดาษขนาดเอสี่มีข้อความว่า จานปัญจะมะฌานะมีองค์ประกอบสมบูรณ์ห้าประการ ด้านหน้าขอบจานเขียนด้วยลายก้านขด หมายถึง ความสะดวก ราบรื่น, ด้านใน เขียนด้วยลายพระเจ้าห้าพระองค์ในภัทรกัป, กลางบอกถึงการตรัสรู้ธรรม, ด้านหลังบอกถึงปัญจะมะฌานะ
แค่ฟังสล่าทันอธิบาย ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดจนครบ เพื่อนก็ตกลงซื้อจานใบนี้แล้ว
หากยังจำกันได้ ตอนที่รัฐบาลทักษิณริเริ่มผลิตภัณฑ์โอท็อป คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ คือทุกอย่าง "ต้องมี story"
งานทุกชิ้นของสล่าทัน มีสตอรี่เช่นกัน !
นี่อาจเป็นจุดขายสำคัญ นอกเหนือจากความงดงามทางศิลปะ
อย่างแจกันใบหนึ่งมีรูปปลาตะเพียน สล่าทันอธิบายว่า หมายถึงโชคลาภ โชคลาภจะเกิดได้ต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา พูดพลางชี้ให้ดูที่ด้านล่างแจกันว่ามีฐานศีล สมาธิ ปัญญา
"พอมีโชคลาภก็จะมีทรัพย์สินต่างๆ ส่งผลให้เกิดอำนาจ เช่น ต้องการของที่เชียงใหม่แต่ไม่อยากเดินทางไป ก็เอาเงินเป็นอำนาจบอกคนให้ไปเอา เราให้ค่าตั๋ว/ค่ารถ เขาเอาของมาส่งให้เรา นี่คือทิพย์ในเมืองมนุษย์ เมื่อมีอำนาจ มีคนนับหน้าถือตา คำว่า วาสนาบารมีก็เกิดขึ้น" สัญลักษณ์ของวาสนา บารมี คือ รูปหงส์ นกยูง ไก่ฟ้า ที่วาดอยู่อีกด้านหนึ่งของแจกัน
ทั้งหมดนี้เขาต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง มิเช่นนั้นอาจเป็นเหมือนผู้เขียน ที่แค่เห็นว่างาม ก็เท่านั้น...
"ผมต้องการให้คนบริโภคศิลปะอย่างเข้าใจ ถ้าบริโภคศิลปะอย่างเข้าใจคุณก็กำไรทุกมิติ อันนี้เป็นหยินหยาง (ชี้ให้ดูลวดลายบนจาน) อันนี้เป็นจานที่บอกว่า กล้วยๆ หมูๆ ดูดีมีแต่ความรุ่งเรือง คือทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย"
เรื่องราวพวกนี้คิดเอง หรือมีปรากฏในชิ้นงานโบราณ?
"ในคำโบราณก็มีและเรามาต่อ ถ้าเราเข้าใจเจตนาของช่างศิลป์โบราณก็จะมีคำตอบ อย่างวาสนา บารมี มีแล้วก็เกิดมงคลตัวนี้คือ อายุยืน มงคลที่มนุษย์เราต้องการคือสี่อย่างนี้แหละ โชค อำนาจ วาสนา อายุยืน"
สล่าทันบอกว่างานของเขาแบ่งเป็นสามประเภทคือ 1.อนุรักษ์แบบช่างหลวง 2.อนุรักษ์แบบช่างราษฎร์ 3.ศิลปะร่วมสมัย เพราะแต่ละยุค แต่ละเวลา ความนิยม ความชอบ ไม่เหมือนกัน ตัวร่วมสมัยต้องปรับตามความชอบของคนรุ่นใหม่ แต่ยังใช้วัตถุดั้งเดิมอยู่...
งานของเขามีวางจำหน่ายที่บ้านขัวศิลปะ (เชียงราย) และงานโอท็อป ที่เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เจ้าตัวบอกว่าผลิตตามออเดอร์ โดยไปออกบูธงานโอท็อปปีละสองครั้ง ก็ได้ออเดอร์สำหรับทั้งปีแล้ว !
เตาเผาสล่าทัน ตั้งอยู่เลขที่ 3 บ้านทุ่งม่าน ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2526 โดยได้แรงบันดาลใจจากการที่มีชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เครื่องปั้นดินเผาในเวียงกาหลง การขุดค้นในครั้งนั้นสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้าน และหันมาขุดหาเครื่องปั้นดินเผาตามแหล่งเตาเผาโบราณต่างๆ มากมายเพื่อซื้อขายให้แก่พ่อค้าวัตถุโบราณ เขาจึงเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเวียงกาหลง กรรมวิธีผลิตเครื่องเคลือบดินเผาตามแบบโบราณทั้งรูปทรง เอกลักษณ์ ลวดลาย กรรมวิธีในการปั้น และได้ทดลองพัฒนากรรมวิธีต่างๆ ด้วยตนเอง จนได้รับคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับ 4 ดาว ในปี พ.ศ.2546
เอกลักษณ์ของเครื่องเคลือบดินเผาของเขาคือ มีความประณีต เนื้องานมีความเบาบางเนื่องจากใช้ดินดำมีเฉพาะที่นี่ สามารถเผาโดยใช้อุณหภูมิสูงได้โดยไม่เสียรูปทรง ลวดลายบนชิ้นงานสัมพันธ์กับคติความเชื่อ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
กลุ่มสัตว์มงคล เช่น ลายปลาตะเพียน ลายกิเลน ลายม้ามังกร ลายมังกร ฯลฯ โดยมีคติความเชื่อในเรื่องมงคลโชคลาภ ความอยู่เย็นเป็นสุข มงคลมหาอำนาจ ความแข็งแกร่ง อายุยืนยาว, กลุ่มที่สอง กลุ่มพฤกษามงคล เช่น ลายก้านขด ลายบัวเล็บช้าง ลายผักกูด เป็นต้น มีคติความเชื่อเกี่ยวกับการไม่มีอุปสรรค ความมั่นคง ความสะดวกราบรื่น และกลุ่มที่สาม ลวดลายที่มีความหมายตามตำนานท้องถิ่น คือลายตัวกา ลายดอกกาหลง ซึ่งเป็นลวดลายที่ได้มาจากตำนานแม่กาเผือก หมายถึง ความเป็นสิริมงคล ความสงบ
------------------------
เมืองโบราณเวียงกาหลง ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง เพราะขุดค้นพบเตาเผา และชิ้นส่วนภาชนะต่างๆ ในสมัยโบราณอยู่ทั่วไป จากการศึกษาอายุของเตาเผาและเครื่องเคลือบดินเผาสันนิษฐานว่าเวียงกาหลงน่าจะเป็นชุมชนโบราณที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-21 ร่วมสมัยกับยุคราชวงศ์มังราย มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณสองศตวรรษก่อนที่จะเสื่อมลงพร้อมกับอาณาจักรล้านนาที่ถูกพม่าเข้ามาปกครองสองร้อยกว่าปี
เชื่อกันว่าเครื่องเคลือบดินเผาหรือเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เริ่มผลิตในสมัยราชวงศ์มังรายหรือประมาณพุทธศวรรษที่ 19 เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักที่สุด เพราะมีคุณภาพที่ดี มีความสวยงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือมีน้ำหนักเบา เนื้อบาง มีการใช้สีเขียนใต้เคลือบและเคลือบทับด้วยเคลือบสีเขียวไข่กา มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งสัมพันธ์กับตำนานเรื่องเล่า แสดงถึงคติความเชื่อ ความศรัทธาในพุทธศาสนา รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาที่สะท้อนอยู่บนลวดลายพันธุ์พฤกษาที่วาดตกแต่งบนเครื่องปั้นดินเผา
เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงเริ่มเป็นที่รู้จักนับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2467 โดยการสำรวจของพระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) พบว่ามีการสร้างงานเครื่องเคลือบดินเผาหลากหลายรูป ทั้งภาชนะเครื่องใช้ ตุ๊กตา พระพุทธรูป ตัวหมากรุก ฯลฯ สามารถแบ่งกลุ่มตามชนิดการเคลือบ และการตกแต่งลวดลายออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1.เขียนลวดลายสีดำใต้เคลือบ ชิ้นงานมีคุณภาพดี เนื้อแกร่ง เพราะเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาก เนื้อดินละเอียด สีออกขาวนวลจนถึงสีเหลืองเทา ที่ผิวภาชนะมีการเคลือบน้ำเคลือบรองพื้นชั้นหนึ่งก่อนจะเขียนลวดลาดแล้ว เคลือบใสทับ ไม่มีสีหรือให้สีจางๆ ชั้นเคลือบใสบาง แตกรานละเอียดทั้งใบ ส่วนใหญ่จะผลิตเป็นชามจานปากกว้าง ชามทรงสูงขนาดเล็ก มีการเขียนลวดลายทั้งด้านนอก และด้านใน โดยมักจะเขียนลายจีน ลายพันธุ์พฤกษา ลายปีกนก สามารถมองเห็นลวดลายที่เขียนลงไปด้วยสีดำตัดกับสีของน้ำเคลือบอย่างชัดเจน
2.เคลือบใส เนื้อดินละเอียดสีนวล บอบบางมากเพราะเผาในอุณหภูมิไม่สูงมาก จึงเปราะและแตกหักได้ง่าย มักผลิตชิ้นงานเป็นชาม กระปุก ขวดปากบานทรงน้ำเต้า กระปุกเต้าปูน เต้าปูน ตะเกียง ตุ๊กตารูปสัตว์ ถ้วยขนาดเล็ก เป็นต้น เคลือบด้วยน้ำเคลือบสีเทาหม่นค่อนไปทางสีฟ้า 3.เคลือบเขียว สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ เคลือบสีเขียวจากสนิมของตะกั่วหรือทองแดง มักผลิตเป็นกระปุกและพระพุทธรูป 4.เคลือบสีน้ำตาล ส่วนใหญ่ผลิตเป็นภาชนะประเภทไห ถ้วย ชาม แจกัน และตุ๊กตารูปสัตว์ การเคลือบไม่สม่ำเสมอ
(ข้อมูลจาก คู่มือเส้นทางท่องเที่ยวเวียงกาหลง จัดทำโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย)
------------------------
(คุยนอกกรอบ : ปรัชญาบนเครื่องเคลือบ : เรื่อง / ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์)



