
คน-ช้าง-ป่าฝ่ายไหนรุกราน
คน-ช้าง-ป่าฝ่ายไหนรุกราน : กวินทรา ใจซื่อรายงาน
เหตุช้างป่าเหยียบฝากระโปรงรถนักท่องเที่ยว และมีช้างเข้ารื้อร้านสวัสดิการ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันในระยะเวลาไม่กี่วันมานี้ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการออกมาของช้างป่าเป็นความผิดของช้างคลั่งหรือคนเข้าไปรุกราน และเพราะเหตุใดช้างจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้
มีการติดตามข้อมูลของช้างป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งแต่ปี 2541 โดยกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย ที่มี นายอลงกต ชูแก้ว เป็นผู้อำนวยการ ทำให้มีข้อมูลมากพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า พฤติกรรมบุกเข้ามาในครัว ใช้งวงหยิบสับปะรดและเกลือกินจนหมด แล้วไปกินต้นไม้ที่ริมห้วยลำตะคอง จากนั้นเดินหายเข้าป่าไป น่าจะเป็นฝีมือของ "ไอ้ด้วน" ชื่อที่เจ้าหน้าที่อุทยานตั้งสมญานามให้ หรืออีกชื่อคือ "มิสเตอร์ดื้อ" เป็นชื่อที่นักวิจัยเรียกขานช้างตัวนี้ ซึ่งมีรหัสประจำตัวในการทำทะเบียนช้างว่า เอส 14
"อลงกต" ระบุความดื้อของช้างตัวนี้ว่า จากการติดตามข่าวช้างที่ปรากฏตัวคาดว่าเป็นช้างโทนวัยรุ่น 12-20 ปี มีลักษณะร่างกายและนิสัยคล้ายกับมิสเตอร์ดื้อ หรือ เอส 14 ที่พบกันครั้งแรกเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ตอนเจอครั้งแรกอายุ 12 ปี เพิ่งออกจากโขลงใหม่ๆ ในครั้งนั้นจำแนกรายละเอียดพบว่า ช้างโทนตัวนี้ มีลักษณะเด่นคือ หางสั้น ไม่มีขนหาง นิสัยพิเศษที่จำได้คือเป็นช้างป่าที่ดื้อและซนมาก เวลานักท่องเที่ยวจอดรถ จะเข้าไปรื้อของท้ายรถมาเหวี่ยงเล่น ใช้งวงหยิบเสื้อนักท่องเที่ยวมาโยนเล่น ล้มป้ายเตือนอุทยาน ที่ชอบที่สุดคือเอาขวดน้ำสีขาวขุ่นวางกับพื้นแล้วกระโดดเหยียบให้เกิดเสียงดัง รวมถึงการแอบเข้าฝูงเพื่อไปแกล้งเตะช้างเด็ก หรือข่มตัวผู้อื่นๆ ที่วัยไล่เลี่ยกัน รวมถึงไล่รถนักท่องเที่ยว รถเจ้าหน้าที่ด้วย ปัจจุบันคาดว่ามีอายุประมาณ 25 ปี
เหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างนักท่องเที่ยวและช้างป่าเขาใหญ่ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะนี้ ทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีประกาศเตือน พร้อมทั้งจัดชุดลาดตระเวนช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลทั้งช้างป่าและนักท่องเที่ยว ทำให้หลายคนมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้ช้างป่าเขาใหญ่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป
"อลงกต" บอกว่า การเผชิญหน้าของคนและช้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ใช่พบเพียงที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เท่านั้น มีทุกพื้นที่ที่มีช้างป่าอาศัยอยู่และมีกิจกรรมการท่องเที่ยว การเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ป่า และการสร้างถนนตัดผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สายปราจีนบุรี-เขาใหญ่ และปากช่อง-เขาใหญ่ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวเพื่อมาเที่ยวชมความงดงามของธรรมชาติจึงเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย
ข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยที่ลงพื้นที่ศึกษาพฤติกรรมการปรากฏตัวของช้างป่าใน 3 ฤดู ระยะเวลาศึกษา 100 วัน พบว่าฤดูร้อนมีช้างออกมาให้เห็นตัวประมาณ 45-50 คืน ฤดูฝนเป็นฤดูที่ช้างออกมาให้เห็นตัวน้อยที่สุด คือ 40-45 คืนเท่านั้น เมื่อมาถึงในช่วงปลายฝนต้นหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ สภาพอากาศหนาวเย็นจะพบว่าในช่วงเวลา 17.00-21.00 น. และช้างปรากฏตัวบนถนนเขาใหญ่บ่อยที่สุด จาก 100 คืน ปรากฏตัวอยู่ริมถนนถึง 90-95 คืน แหล่งจูงใจหลักคือเรื่องของอาหารช้าง
นอกจากนี้ พื้นที่อุทยานเองมีความหลากหลายของพันธุ์พืชกว่า 2,500 ชนิด กว่า 100 ชนิดเป็นพืชอาหารช้าง ฤดูฝนมีช้างป่าออกมาให้เห็นตัวน้อย เพราะในป่าลึกมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับช้างเป็นสัตว์ฉลาด มีการเรียนรู้เรื่องเส้นทางหากินในป่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว ริมถนนจะมีปริมาณแสงแดดส่องที่พอเหมาะ ทำให้มีพืชอาหารช้างในตระกูลพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น หญ้า และพืชใบกว้าง ในตระกูลปอ เจริญเติบโต ทำให้ริมถนนกลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ น้ำ และดินโป่งก็อยู่ไม่ไกล จุดที่พบเห็นช้างถือเป็นชุมทางหลักของสัตว์ป่า จะมีด่านช้างในป่าที่เชื่อมติดต่อกันทั้งด่านหลัก-ด่านรอง มีการสัญจรไปมาของสัตว์ป่า จึงมีช้างออกมาให้พบเห็นบ่อยครั้ง
"ช้างป่าเขาใหญ่เป็นช้างที่ฉลาดมาก ลักษณะทางพันธุกรรมดี มีความโดดเด่น จึงพบเห็นช้างที่มีลักษณะดีหลายตัว ส่วนพฤติกรรมความก้าวร้าวของช้างจะพบเห็นในช้างโทนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นบางตัว ที่จะถูกจ่าฝูงขับออกจากฝูง ช้างโทนจะต้องมีเส้นทางเคลื่อนย้ายหากินของตัวเอง แต่ละตัวจะมีพื้นที่หากินประมาณ 80-120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอาจจะเหลื่อมล้ำเข้าไปในพื้นที่ของตัวอื่น พื้นที่ทางการท่องเที่ยว พื้นที่เกษตรกรรม ประกอบกับเมื่ออยู่ในช่วงตกมัน จะทำให้ช้างโทนเดินไกลและบ่อย ไม่หยุดกิน หยุดพัก มีความห้าว ความดื้อ มากกว่าช้างปกติ ส่วนการตกมันไม่สัมพันธ์กับการผสมพันธุ์ เพราะช้างป่าจะผสมพันธุ์ตลอดทั้งปี การพบเห็นช้างทั้งบนถนนในเขตพื้นที่อุทยาน รอบนอกอุทยาน และพื้นที่โรงแรม รีสอร์ทของเอกชนจึงมีให้เห็นบ่อยครั้ง"
สำหรับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นห้องเรียนตามธรรมชาติ กว่า 20 ปี ที่อุทยานให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถือเป็นหน่วยงานมีความเป็นสากลในการดูแล บริหารจัดการเรื่องช้างอย่างครอบคลุม ทั้งการให้ความรู้นักท่องเที่ยว ควบคู่ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ ถือว่าประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์ช้าง สิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้คือเรายังไม่พบรายงานการเสียชีวิตของช้างป่ามานานแล้ว มีแต่รายงานการพบลูกช้างมาตลอด ไม่ถูกล่าเอางา ไม่มีรายงานการตายจากการกินสารพิษ ถือเป็นความสำเร็จในการปกป้องชีวิตช้างที่อาศัยอยู่ในป่าเขาใหญ่ได้เป็นอย่างดี
ผอ.กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย สะท้อนให้เห็นว่า ต้องการให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติที่นำไปสู่โอกาสในการแก้ปัญหา ใช้เป็นบทเรียน พร้อมระดมนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านได้มาพูดคุยหาทางออกในการแก้ปัญหาด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน ให้ประเด็นของช้างป่าเป็นแนวทางจัดการกิจกรรมของการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ลดความขัดแย้ง มากกว่าสร้างความขัดแย้ง และนำบทเรียนที่พบเห็นไปสู่การแก้ไขปัญหาได้
“การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องอยู่บนพื้นฐานที่สังคมต้องตัดสินใจว่า เราจะคงไว้ซึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยว หรือการสงวนและคุ้มครองสัตว์ หากต้องดำเนินการทั้งสองเรื่องไปด้วยกัน คงต้องนำข้อมูลที่มีอยู่มาจัดการให้เป็นรูปธรรม เพื่อเรารู้แล้วว่าพบเห็นช้างป่าได้ในฤดูหนาวในเวลาตั้งแต่ 17.00-21.00 น. ต้องมาหาทางออกในเรื่องการบริหารจัดการปริมาณนักท่องเที่ยว โดยการควบคุมพื้นที่ เวลาการเข้าออก การลงทะเบียนการเข้าพื้นที่ หรือเพิ่มกติกา หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ให้ช้างและคนอยู่ร่วมกันได้ เพื่อต่อยอดสิ่งที่อุทยานให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องช้างป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ให้ความเชื่อมันและความอุ่นใจกับนักท่องเที่ยวได้”
กระนั้นก็ตามมีพฤติกรรมบางอย่างของบริษัททัวร์ที่ไปกระทบกับวิถีธรรมชาติของช้างป่า โดยแหล่งข่าวชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยให้ฟังว่า ที่ผ่านมาการเข้าไปในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติของบริษัททัวร์บางแห่งเน้นการขายโปรแกรมชักชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในลักษณะท่องเที่ยวแบบผจญภัย ตื่นเต้น โดยพาหลบหลีกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และเข้าพื้นที่ในช่วงเย็นไปถึงน้ำตกเหวนรกในช่วงค่ำ เพื่อได้เห็นช้าง จากนั้นจะยั่วยุให้ช้างไล่กระทืบรถ เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้ช้างจดจำว่าหากมีรถมากระทำในลักษณะเดียวกัน ช้างจะวิ่งไล่ทันที
สำหรับมาตรการจัดการในเรื่องดังกล่าว นายครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า ในอดีตได้รับรายงานว่าพบเห็นการกระทำของบริษัททัวร์ในลักษณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน มาตรการจัดการกับบริษัททัวร์ที่เข้ามาใช้พื้นที่ได้ประสานให้บริษัททัวร์ มัคคุเทศก์ และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณของอาชีพ ซึ่งบริษัททัวร์กว่า 10 แห่งที่เข้ามาใช้พื้นที่อุทยานต้องเข้ามาทำความเข้าใจกัน ที่สำคัญคือมัคคุเทศก์ต้องเข้าอบรมความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมตามหลักวิชาการที่ทางอุทยานจัดขึ้น ควบคู่กับควบคุมการทำอาชีพ ที่ผ่านมามีมัคคุเทศก์โดนขึ้นบัญชีดำ 2-3 รายที่ทำพฤติกรรมยั่วยุช้าง จึงได้สั่งห้ามเข้าพื้นที่แล้ว หากยังพบเห็นหรือได้รับการร้องเรียนจะให้บริษัทต้นสังกัดตักเตือน หากบริษัทไม่ดำเนินการจะไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่อุทยานเด็ดขาด
"พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถือเป็นมรดกโลก ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษา เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง การจัดระเบียบของคนที่เข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อให้อยู่ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนและสัตว์ไปพร้อมกัน ไม่เกิดผลกระทบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวตอนท้าย
เขาใหญ่-แหล่งศึกษาช้างป่า
"เขาใหญ่" ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2505 มีพื้นที่ 2,168.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,355,468.75 ไร่ ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี และนครราชสีมา ที่นี่ได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานแห่งชาติของกลุ่มประเทศอาเซียน มีความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เป็นแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม ช่วงวันหยุดยาวรวมถึงฤดูกาลท่องเที่ยว ต้องรองรับนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านคน
กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย เข้ามาศึกษาพฤติกรรมช้างป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งแต่ปี 2541 ทำงานในหน้าที่ผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์เขาใหญ่ โครงการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน ศึกษาเรื่องงานเฝ้าระวัง ป้องกันประชาชนรอบอุทยาน ให้การศึกษา ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่า และการศึกษาติดตามเฝ้าระวังประชากรสัตว์ป่า การศึกษาอย่างรอบด้านนานถึง 5 ปี ข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าถูกรวบรวมในชื่อว่า "การศึกษาวิจัยช้างป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" ตีพิมพ์เป็นรายงานเมื่อมีนาคม 2548
ทีมวิจัยได้พัฒนารูปแบบการสำรวจโดยการบันทึก การตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ การเดินสำรวจเส้นทางสายหลัก จำแนกลักษณะเด่นเฉพาะตัวของช้าง เช่น เม็ดสีรอบๆ ขอบหูที่แต่ละตัวจะมีลักษณะต่างกัน ตำหนิร่างกาย ทรวดทรงงา และความยาวของหาง เป็นต้น เมื่อมีรายละเอียดจึงรวบรวมข้อมูลจัดทำเอกสารคู่มือการรายละเอียดช้างป่าแต่ละตัวที่พบ เรียกว่าการทำทะเบียนช้าง ในการวิจัยครั้งนั้นลงรายละเอียดได้ทั้งหมด 97 ตัว คิดเป็นร้อยละ 60 ของช้างทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นช้างโทน 22 ตัว ที่เหลือเป็นช้างโขลง



