
ทำไมต้องเป็น'พล.อ.ประวิตร'
ทำไมต้องเป็น'พล.อ.ประวิตร' : ทีมข่าวความมั่นคง
เป็นคำถามที่น่าจะหาคำตอบที่ชัดๆ ฟันธงได้ยาก สำหรับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่แต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช. เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ของ คสช. เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558
คำถามแรกก็คือว่า เหตุใด คสช.เพิ่งจะมาตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ เอาเมื่อรัฐบาลทำงานมาแล้ว 3 เดือน และ คสช.เองก็เข้ามายึดอำนาจไปแล้ว 6 เดือน แล้วให้คณะกรรมการนี้มีอำนาจล้วงลึกไปถึงราชการอีกต่างหาก
ถัดมาก็แน่นอนว่า ทำไมต้องตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน ทั้งที่เมื่อทำหน้าที่บริหารประเทศก็เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง แต่งานของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช.น่าจะเน้นไปในเรื่องเศรษฐกิจเสียมากกว่า
แต่ก็มีการมองว่า การตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ของ คสช. ก็สะท้อนให้เห็นภาพความสำคัญของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการติดตามผลการทำงานของคณะรัฐมนตรีมาแล้ว
นั่นย่อมหมายความว่า ที่ว่ามาทั้งหมดนั้นมีหลายมิติที่เรียงซ้อนกันอยู่
ก่อนหน้านี้ รัฐบาล คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองผิดหวังที่ คสช.มีอำนาจพิเศษ แต่ไม่สามารถใช้อำนาจนั้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ลื่นไหลได้ จริงอยู่อาจเป็นเพราะห้วงเวลานั้นเศรษฐกิจโลกมีปัญหา การส่งออกข้าวก็มีปัญหา ประจวบกับยางพาราก็ราคาตกต่ำ การส่งออกสินค้าก็ไม่ได้เกื้อหนุนประเทศไทย แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก็ไม่ได้ส่งผลดีให้แก่เศรษฐกิจประเทศ
ปัญหาคือจะสะท้อนภาพเหล่านี้ให้แก่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อให้ไม่มีความรู้สึกแบบที่ว่า "บัวช้ำน้ำขุ่น"
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน สายสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่า ทั้งคู่คือกลไกหลักในการขับเคลื่อน มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดย พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรองประธาน การก้าวเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีข่าวมาตลอดว่า มาจากสายสัมพันธ์จากตรงนี้
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองต้องการให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาคุมทีมเศรษฐกิจ เพียงแต่ สมคิด ไปติดอยู่ที่ "มาตรฐาน" ที่ คสช.วางเป็นกฎเหล็กเอาไว้ คือ ไม่เปิดทางให้ผู้ที่เคยถูกเว้นวรรคทางการเมืองเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง สมคิดจึงได้งาน "ปิดทองหลังพระ"
เพียงแต่ครั้งนี้มีชื่อ สมคิด เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ของ คสช. นั้นอาจมีนัยมากกว่าที่เคยถูกตั้งเป็นที่ปรึกษา คมช.ในก่อนหน้านี้ เพราะครั้งนี้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยตรง หลังจากมีการ "เดิน" แบบเป็นขั้นเป็นตอนของ คสช.มาในก่อนหน้านี้ กล่าวคือ คสช.มีการพบปะกับนักธุรกิจทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังปัญหา และได้บทสรุปว่า ภาคธุรกิจ ไม่อาจขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และได้พบว่า เม็ดเงินจากภาครัฐก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เช่นกัน
มีการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรู้ว่า ติดขัดปัญหาอย่างไร แต่ก็ถูกย้อนกลับไปว่า สถานการณ์ในขณะนี้เป็นภาวะที่ไม่ปกติ การปล่อยให้กลไกทุกอย่างเดินไปเหมือนไม่เคยมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นนั้น ก็เท่ากับปล่อยให้บ้านเมืองค่อยๆ หมดลมหายใจไปเอง
ประเด็นนี้ยิงตรงไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ที่ล่าช้า ไม่เข้าเป้า และไม่อาจเป็นเม็ดเงินหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนเงินงบประมาณ ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเดินหน้าได้
บทสรุปของปัญหาทำให้นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช.!
การตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็นประธานนั้นก็เพื่อให้เป็นมือประสานระหว่างแนวทางเศรษฐกิจจาก คสช.ที่น่าจะนำทิศโดย สมคิด ให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้เข้าใจตรงกันว่า คสช.คิดอย่างไร และอยากได้อะไร



